สกุณา สาระนันท์ รายงานผลการศึกษากรณีการขออาชญาบัตรสำรวจแร่โพแทชในจังหวัดสกลนคร โดยเปิดเผยว่ามีการเข้าสำรวจโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งเกิดข้อพิพาทระหว่างบริษัทกับประชาชน และความขัดแย้งจากการขาดกลไกรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในกระบวนการอนุญาต จึงเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายแร่และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน การทบทวนบทบาทของคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ รวมถึงการพิจารณาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมอย่างรอบด้าน เพื่อให้การตัดสินใจใช้ข้อมูลหลายมิติและนำไปสู่ความเป็นธรรมและยั่งยืนในระยะยาว
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สกุณา สาระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญ ขอรายงานการศึกษากรณีการขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่โพแทช ที่อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนครค่ะ สืบเนื่องจากที่ดิฉันได้เสนอญัตติให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาดำเนินการศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ อันที่จริงนโยบายการสำรวจแร่โพแทชในประเทศไทยมีมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ ภายใต้นโยบาย ร่วมทุนเพื่อสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) และในปี ๒๕๓๒ ประเทศไทยก็ได้ทำ เอ็มโอยู (MOU) กับประเทศจีน ตามมติคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) หลังจากนั้น ก็มีนักลงทุนได้พยายามยื่นเข้าขออนุญาตเรื่อยมา จนกระทั่งในปี ๒๕๕๘ ทันทีที่ คสช. เข้ามา บริหารประเทศก็มีการอนุมัติการขอทั้งอาชญาบัตรและประทานบัตรจำนวนมากในการขุดเจาะ เหมืองและแร่ในประเทศไทย ทั้งที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดอุดรธานี เช่นกันค่ะที่จังหวัดสกลนครก็มีการขออนุมัติอาชญาบัตรสำรวจแร่โพแทชให้กับบริษัท ไชน่า หมิงต๋า โปแตช คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ครอบคลุมพื้นที่ถึง ๑๒๐,๐๐๐ ไร่ หลังจาก วันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่รัฐบาลได้อนุมัติการขออาชญาบัตรนี้ประชาชนในพื้น ที่ก็ออกมาเคลื่อนไหวทันทีเพื่อส่งสัญญาณว่าพวกเขาไม่เอาเหมือง ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเรื่อยมา แม้ว่าประชาชนจำนวนมากจะไม่เห็นด้วย แต่ภาครัฐก็ไม่ได้ให้ความสนใจ เท่าที่ควร จนกระทั่งเกิดปัญหาบานปลายมากขึ้นในหลายประเด็น เช่นเกิดการขุดเจาะสำรวจแร่ ของบริษัท ไชน่า หมิงต๋า โปแตช คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้กระทำผิดข้อตกลง ท้ายอาชญาบัตรพิเศษ ในข้อ ๖ เนื่องจากได้พบว่ามีการเข้าเจาะสำรวจในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยบริษัทได้เข้าสำรวจแร่ในพื้นที่ของกรมธนารักษ์ และในพื้นที่นี้เดิมอยู่ในการครอบครอง ของกรมปศุสัตว์ ต่อมามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ขยายวิทยาเขตในพื้นที่ดังกล่าว กรมปศุสัตว์ จึงได้ส่งมอบให้มหาวิทยาลัยในปี ๒๕๕๐ ต่อมาในปี ๒๕๕๙ บริษัทได้ดำเนินการเพื่อขอเช่าพื้นที่ จากกรมธนารักษ์ แต่บริษัทไม่ได้ขออนุญาตจากมหาวิทยาลัยจึงถือได้ว่าการกระทำของบริษัท เป็นการเข้าสำรวจแร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ท้ายที่สุดผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้มอบอำนาจให้ กรมธนารักษ์จังหวัดสกลนครฟ้องร้องดำเนินคดีต่อบริษัททั้งทางแพ่งและอาญา เกิดข้อพิพาท จนกระทั่งบริษัทได้ยื่นฟ้องต่อกลุ่มผู้คัดค้านทั้งคดีแพ่งที่เรียกร้องค่าเสียหายจำนวนมากถึง ๓,๖๐๐,๐๐๐ บาท และคดีอาญาในข้อหาข่มขืนจิตใจเจ้าพนักงานที่มีโทษจำคุกถึง ๗ ปี และปรับสูงสุดถึง ๑๔๐,๐๐๐ บาท เมื่อใบอนุญาตหมดอายุในวันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓ บริษัทได้ยื่นหนังสือขออนุญาตใหม่อีกรอบ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอุตสาหกรรมจังหวัดก็รับ คำขอทั้งที่ยังมีความขัดแย้งในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยประเด็นปัญหาดังกล่าวจึงเป็นสาเหตุ ให้ดิฉันยื่นญัตติเสนอให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อหาแนวทางแก้ไข และเมื่อวันที่ ๘-๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ลงพื้นที่ที่อำเภอวานรนิวาสเพื่อตรวจสอบ ข้อเท็จจริงของปัญหา หลังจากที่ลงพื้นที่ศึกษาข้อเท็จจริงจึงตั้งข้อสังเกตว่าส่วนหนึ่งของปัญหา ที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากกฎหมายไม่ได้กำหนดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนในขั้นตอนการขออาชญาบัตร และในเวลานั้นเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบก็ไม่มีอิสระ และไม่มีศักยภาพในการสร้างกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนได้ดีพอ การที่ ประชาชนไม่มีส่วนร่วมและได้รับข่าวสารที่ไม่ครบถ้วนก่อให้เกิดความกังวล หวาดกลัว และนำไปสู่ความขัดแย้ง
คณะกรรมาธิการวิสามัญจึงมีข้อเสนอแนะ ๒ ข้อ ๑. ให้แก้ไขพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและชุมชนตั้งแต่ขั้นตอน การขออนุญาตอาชญาบัตร และแม้เป็นขั้นตอนขออาชญาบัตรใหม่ของบริษัทเดิม ในพื้นที่เดิม ก็ต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงมหาดไทยต้องกำกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ อย่างเข้มข้น ๒. การบริหารจัดการแร่ ตามแผนแม่บทการบริหารแร่ พ.ศ. ๒๕๖๐ ในวันนี้ ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าความหลากหลายทางชีวภาพเป็นสิ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยเรามีข้อได้เปรียบในเรื่องนี้ ที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือเป็นข้อ ได้เปรียบของชนบทซึ่งคนส่วนใหญ่ยังยากจน ดังนั้นคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่ แห่งชาติหรือ คนร. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องทบทวนเรื่องนี้ใหม่ จริงอยู่ ๔๐-๕๐ ปีก่อน การทำเหมืองอาจจะเป็นโอกาสของประเทศ แต่วันนี้แม้แต่โออีซีดี (OECD) ซึ่งเป็นองค์กร เพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนา เป็นองค์กรที่ได้รับความยอมรับในระดับสากล ยังได้รายงานในปี ๒๐๐๘ ว่าเหมืองแร่ไม่ได้สร้างความมั่งคั่งให้เศรษฐกิจประเทศ และประชาชน รอบเหมืองก็ไม่ได้ประโยชน์จากการทำเหมืองเท่าที่ควร แล้วในความเป็นจริงเราก็เห็น อย่างชัดเจนว่าการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในอดีตไม่ได้สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศมากนัก ความเหลื่อมล้ำก็ยังมีมากขึ้น แต่นายทุนก็มั่งคั่ง ทิ้งซากปรักหักพังให้กับคนในพื้นที่ ยังไม่รวมถึง ประเด็นของไคลเมตเชนจ์ (Climate change) ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากอีกเรื่องหนึ่งที่คนทั้งโลก ต้องรับผิดชอบร่วมกัน สำหรับประเทศไทยรัฐบาลต้องลงมาทำงานกับเรื่องการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างใกล้ชิดมากขึ้น การกำหนดแผนต้องใช้ข้อมูลประกอบจากทุกมิติ เราต้องหาคำตอบที่ชัดเจนว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้จากการทำเหมืองต้องแลกกับอะไรบ้าง คุ้มค่าหรือไม่ ความหมายคือทรัพยากรธรรมชาติต้องถูกนำออกมาใช้อย่างรู้ค่า ให้เกิดประโยชน์ อย่างเป็นธรรมกับประชาชนในพื้นที่ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศอย่างยั่งยืน ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน