สรชาติ แจงกรรมาธิการไม่ควรมีประธานกำกับดูแลถอดถอนตัวเอง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ชี้แจงเหตุผลคัดค้านการให้นายอำเภอมากำกับดูแลท้องถิ่น โดยยืนยันว่าผู้ว่าราชการจังหวัดควรเป็นผู้กำกับตามเจตนารมณ์กฎหมายตั้งแต่ปี 2542 และอธิบายว่าการปรับแก้กฎหมายต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อแก้ข้อบกพร่องของกฎหมายเดิมที่ใช้เสียง 3 ใน 4 ในการถอดถอนซึ่งเป็นปัญหามาโดยตลอด

ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม กรรมาธิการครับ ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทั้ง ๔ ท่านนะครับ ซึ่งแต่ละท่านนั้นก็มี เหตุผลในการที่จะขอแปรญัตติมานะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสุพิศาล ภักดีนฤนาถ นั้น ความเป็นจริงแล้วกรรมาธิการก็ได้เอาบางส่วนของท่านมาบัญญัติไว้ในมาตรา ๔ ให้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้แทนผู้เข้าชื่อนั้นเองนะครับ แต่ว่าอาจจะไม่ตรงกับท่านเลยทีเดียว แต่แน่นอนเนื้อหาสาระกรรมาธิการอาจจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นนะครับ ส่วนในส่วน ผู้กำกับดูแลที่ท่านอยากจะให้ประธานสภามากำกับนั้นเนื่องจากประธานเองก็เป็นคนหนึ่ง ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะเป็นคนถอดถอน ถอดถอนทั้งสมาชิก ถอดถอนทั้งประธาน ถอดถอน ทั้งผู้บริหารนะครับ ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะมาเป็นผู้กำกับดูแลในส่วนที่ท่านนำเสนอมาครับ กรรมาธิการได้พูดคุยกันทุกประเด็นนะครับ ส่วนของท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นั้น เหตุผล ก็คงเป็นไปตามที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้นำเสนอไปแล้ว เป็นเรื่องตาม รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ถ้าท่านไปดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรื่อยมาจะเห็นว่ามีการลงคะแนน เพื่อถอดถอน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ย้ำว่ามีการลงคะแนนเพื่อการถอดถอน ฉะนั้นกฎหมาย เมื่อปี ๒๕๔๒ นั้นจึงได้เริ่มต้นออกจากการให้มีส่วนร่วมแล้วก็ใช้เรื่อยมา จนกระทั่ง มามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี่แหละครับ นั่นแสดงว่าเจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญคือไม่ต้องการให้มีการลงคะแนน แต่ให้มี การถอดถอน จึงเป็นที่มาของการมาร่างกฎหมายฉบับนี้ตามเหตุผลที่ทางกฤษฎีกาได้นำเสนอ กับท่านไปแล้วนะครับ ส่วนประเด็นของท่านอาจารย์โกวิทย์ พวงงาม ในเรื่องของผู้กำกับ ดูแล ท่านบอกว่าขัดไหมกับพระราชบัญญัติจัดตั้ง ความเป็นจริงไม่ขัดครับ การที่ผู้กำกับดูแล ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมาตามรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ แล้วตามกฎหมายเมื่อปี ๒๕๔๒ นั้น ผู้กำกับดูแลในกฎหมายฉบับนี้ว่าด้วยการลงคะแนนและการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นของ ปี ๒๕๔๒ ก็ไม่ได้ให้นายอำเภอมากำกับดูแลนะครับ แก้ไขให้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเท่านั้น แต่ครั้งนี้ผมเชื่อได้ว่าการติดเข้ามาว่ามีนายอำเภอมากับดูแลด้วย น่าจะเป็นการไปขัดกับ กฎหมายเดิมด้วยซ้ำไป จริง ๆ กฎหมายเดิมเมื่อปี ๒๕๔๒ ก็ไม่มีว่านายอำเภอมาเป็นผู้กำกับ ดูแลนะครับ ถ้ามันจะขัดมันต้องขัดตั้งแต่กฎหมายเมื่อปี ๒๕๔๒ แล้วที่เราออกไป ซึ่งขณะนั้น ผมเองก็เป็นกรรมาธิการกฎหมายฉบับนี้เหมือนกัน หลักการของการให้ผู้กำกับดูแล องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นต้องการให้ผู้กำกับดูแลเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๒ แล้วครับ แต่เนื่องจากว่าต้องการให้พระราชบัญญัติจัดตั้งได้ไปแก้ไข ไม่เคย มีการแก้ไขครับ เพราะมองจากเจตนารมณ์ของกฎหมายจะเห็นว่าตั้งแต่กฎหมาย แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจเมื่อปี ๒๕๔๒ ออกมา ตั้งแต่กฎหมายฉบับนี้ออกมา เมื่อปี ๒๕๔๒ ไม่ต้องการให้นายอำเภอมาเป็นผู้กำกับดูแล เนื่องจากนายอำเภอนั้น มีหลายท่าน ตัวอย่างจังหวัดใหญ่ ๆ มาตรฐานมันจะแตกต่างกันออกไป ต้องการให้แก้ไขว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นผู้กำกับดูแลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น อบต. เป็นเทศบาลตำบล ก็แล้วแต่เพื่อให้แก้ไข แล้วถ้าต้องการให้นายอำเภอเป็นผู้กำกับดูแลนั้นผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจในการมอบอำนาจให้อยู่แล้ว แต่มาตรฐานกลางจะอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดของ จังหวัดนั้น ยกตัวอย่างเช่น โคราช จังหวัดขอนแก่น จังหวัดใหญ่ ๆ นะครับ นายอำเภอ ทุกอำเภอมาตรฐานไม่เหมือนกันในการกำกับดูแล นั่นคือสิ่งที่เราห่วงมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านอาจารย์โกวิทย์ว่าในเรื่องกระจายอำนาจ ในเรื่องของกฎหมาย เกี่ยวกับท้องถิ่น เรามีกฎหมายกลางเริ่มที่ปี ๒๕๔๒ ก่อนหน้านั้นกฎหมาย อบต. อบจ. เทศบาลเกิดมาก่อนทั้งหมดนะครับ ไม่มีการจัดระเบียบ เรามีการจัดระเบียบกฎหมายท้องถิ่น คือหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเราเริ่มจัดระเบียบกัน เช่นเดียวกันกฎหมายว่าด้วย การให้อำนาจผู้กำกับดูแลในการลงโทษของผู้บริหารท้องถิ่นมันก็มีมาตั้งแต่เริ่มต้นของ กฎหมาย แต่ไม่มีการแก้ไขว่าจะมีกฎหมายนี้ไปแก้ไข กฎหมายฉบับนี้แหละครับจะเป็น กฎหมายที่ไปแก้ไข ๑. ในเรื่องของการใช้เสียง ๓ ใน ๔ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หลายท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดีที่สุด ความเป็นจริงไม่ได้ดีครับ ในมาตรา ๒๘๖ เพราะการกำหนดเงื่อนไขลงคะแนนเสียงถอดถอนที่ ๓ ใน ๔ เป็นเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั่นคือข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ท่านบอกว่าดีที่สุดครับ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีกว่าปี ๒๕๔๐ ตรงที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่ได้กำหนดเอาไว้ให้เป็นไปตามกฎหมายที่เราจะออก จึงเป็นโอกาสที่คณะกรรมาธิการนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา เพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมา เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้นำไปสู่การปฏิบัติที่ได้ผลขึ้น ซึ่งตรงนี้เอง ต้องขออนุญาตกราบเรียนว่าเป็นความดีงามของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ส่วนท่านนิยม เวชกามา ผู้มีสิทธิเข้าชื่อในมาตรา ๕ ผมว่าท่านนำเสนอมานั้นกรรมาธิการ รับทุกอย่างของท่านเข้ามาปรับปรุงและแก้ไข แล้วก็ให้ผู้มีสิทธินั้นเขียนกฎหมายปรับปรุง ให้ตามท่านหลายมาตรา ท่านตามไปหลายมาตราท่านจะเห็นว่ากรรมาธิการเอาตามท่าน นั่นแหละเข้ามาใช้ในการปรับปรุงในหลายมาตราที่เกิดขึ้น ขออนุญาตขอบคุณครับ