พิธา เสนอยุบ ศบค. วิจารณ์การจัดการโควิดล้มเหลว ขอปรับ ครม.

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๔

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เสนอญัตติด่วนให้ยุบศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อการจัดการวิกฤตที่ล้มเหลว โดยวิพากษ์ปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า การจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ไม่ทันการณ์ และความขัดข้องในการประสานงานระหว่างหน่วยงาน จนส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จึงเสนอให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีและดำเนินการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเข้าถึงวัคซีนอย่างเร่งด่วน โดยเน้นการใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และระบบการบริหารที่มีประสิทธิภาพแทนการเมือง

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอเสนอญัตติด่วน ด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาหามาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหา และผลกระทบของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด (Virus COVID) และเสนอแนะต่อรัฐบาลให้ยกเลิก คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๗๖/๒๕๖๓ ยุบ ศบค. เพื่อมีมติส่งให้รัฐบาลรับไปพิจารณา ดำเนินต่อไปครับ ท่านประธานครับ ๙๐ นาที ต่อ ๑ คนครับ ๙๐ นาที ต่อ ๑ คน คือสถิติการฆ่าตัวตาย ของคนไทยใน ๑ ปีที่ผ่านมา มากที่สุดในรอบ ๒๔ ปี นี่ยังไม่นับอีก ๑,๘๐๐ ชีวิต ที่จะต้อง สูญเสียในช่วงโควิด (COVID) ที่ผ่านมา ต้องใช้น้ำตาอีกกี่หยด ใช้ชีวิตคนไทยอีกกี่ชีวิต กว่าที่รัฐบาลจะตื่น นายกรัฐมนตรีจะตื่น แล้วได้ยินเสียงร้องไห้ของพี่น้องประชาชนคนไทย เสียทีหนึ่ง นี่ยังไม่นับว่าโควิด (COVID) ระลอก ๓ นี้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ๖,๕๐๐ คน หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คนว่างงานและคนที่ถูกลดชั่วโมงอีก ๕ ล้านคน สิ่งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีพูดตลอดเวลาเป็นข้ออ้างบอกว่าทุกประเทศ ก็เป็นเหมือนกัน ทุกประเทศก็ลำบาก วันนี้เป็นวันที่ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องเลิก ยกข้ออ้างนั้นมาใช้ เพราะวันนี้ประเทศไทยแย่กว่าประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว แย่กว่า ประเทศอินเดียแล้ว และแย่กว่าค่าเฉลี่ยของเอเชีย (Asia) ถึง ๒ เท่า และนั่นก็คือสาเหตุ ที่ผมมีความจำเป็นในฐานะผู้แทนราษฎรต้องลุกขึ้นมาขอเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ด้วยตัวของผมเอง ปกติผมเชื่ออย่างนี้ครับท่านประธาน การเป็นผู้นำโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่เป็นเรื่องของภาวะวิกฤติ น้ำขุ่นอยู่ใน น้ำใสอยู่นอก ยิ่งวิกฤติแบบนี้เรายิ่งต้อง ควบคุมอารมณ์ของเรา ควบคุมสติของเราในฐานะที่เป็นผู้นำ ตั้งใจที่จะมาตั้งกระทู้ถาม ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานวัคซีน ในฐานะนายกรัฐมนตรี ตั้งใจจะมาถามดี ๆ ครับ ไม่ได้ตั้งใจจะมาถล่มท่าน ท่านรองประธาน ศุภชัยท่านเป็นประธาน ท่านเป็นพยานได้ ข้อที่ ๑ ถามว่าเราจะทำอย่างไรให้ตั้งรับปัญหา ให้ดีกว่านี้ พอตอบเสร็จถูกใจ ไม่ถูกใจ ไม่เป็นอะไร ข้อที่ ๒ จะได้มาพูดคุยกันว่า จะทำอย่างไรให้เชิงรับกลายเป็นเชิงรุก ข้อที่ ๓ เรามาถามกันเรื่องคำถามค้างคาใจ เรื่องของวัคซีนเพื่อที่จะให้ประเทศไทยเดินหน้าไปได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวาน สภาก็ไม่มาประชุม ตั้งใจใช้กลไกของรัฐสภาถามกระทู้ ก็ไม่มาตอบ จนถึงวันนี้ผมอดทน มามากพอแล้ว และวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะอดทนแบบนี้ เพราะท่านนายกรัฐมนตรี มีทั้งอำนาจ มีทั้งงบประมาณ มีทั้งเวลาในการเตรียมพร้อม แต่ปล่อยให้พี่น้องคนไทยตายกัน แบบใบไม้ร่วงแบบนี้ ผมรับไม่ได้ครับ ผมรับไม่ได้ และนี่ก็คือสาเหตุที่ผมต้องยื่นญัตติด่วน เพื่อที่จะยุบ ศบค. เหตุผลผมเป็นอย่างนี้ครับประธาน แน่นอนในภาวะวิกฤติมีโรคระบาด มีก่อการร้าย มีภัยพิบัติ หลักการของการบริหารภาวะวิกฤติไครซีส แมเนจเมนต์ (Crisis Management) ถูกครับ คุณต้องรวมศูนย์ เพราะอะไรครับ อันที่ ๑ ลดคนตัดสินใจ ๒. ตัดสินใจเร็ว ฉับไว มีเอกภาพ ๓. มีทั้งคนรับผิดแล้วก็คนรับชอบ ปกครองง่าย ๆ เลย คือคุณใช้อำนาจคุณต้องรับผิดชอบ เพาเวอร์ แอนด์ เรสพอนซิบิลิตี (Power and Responsibility) ไม่ใช่ว่าจะมีแต่อำนาจ แล้วไม่รับผิดชอบอะไรเลย นี่คือหลักการ ๔ เสาหลักของการทำไครซีส แมเนจเมนต์ (Crisis Management) หรือการบริหาร ในช่วงภาวะวิกฤติ แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยกับตัวเลขที่ผมพูดไปแล้ว ๙๐ นาที ต่อ ๑ คน กลับตาลปัตรตรงข้ามหลักการหมดเลย แล้วอย่างนี้จะมีไว้ทำไมครับ ศบค. มีไว้เป็นรัฐซ้อนรัฐ งบซ้อนงบ มีทั้งรัฐบาล มีทั้ง ศบค. คนละความคิด คนละวิสัยทัศน์ คนละแผนปฏิบัติคนปฏิบัติปวดหัว มีงบซ่อนงบ งบประมาณประจำก็มีผมเป็นกรรมาธิการงบประมาณต้องถามหน่อย ทุกหน่วยงานที่มาเสนอตกลงคุณมีงบอันนี้แล้วคุณมีงบซ่อนอยู่ใน พ.ร.ก. เงินกู้อีกด้วย หรือเปล่า นอกจากจะไม่ทำตามหลักการการบริหารที่ผู้นำควรจะทำ ทำตรงกันข้ามหมด ทุกอย่าง ตกลงสื่อสารสับสนอลหม่าน ใครผิดใครถูก มองซ้ายมองขวากันไป จะตัดสินใจ ก็ไม่รู้ว่าใครตัดสินใจ ช้า สายเกินไป ช้าเกินไป น้อยเกินไป นี่คือสาเหตุที่ผมคิดว่าไม่เป็นไป ในทางที่ดีของประเทศไทยในการที่จะนำพาออกจากวิกฤติอันนี้ให้ได้ ข้อที่ ๑ คุณต้องยุบ ศบค. ออกให้ได้ กลับมาสู่อำนาจปัจจุบัน กลับมาสู่งบประมาณปกติ กลับมาสู่วิธีคิดวิสัยทัศน์ แบบปกติให้มันตรวจสอบได้ให้มันเป็นทิศทางเดียวกัน ให้คนที่เขาเก่งจริงได้เข้ามาทำงาน แล้วก็บริหารแก้ไขปัญหาอย่างที่ผมได้กล่าวไป ถึงอย่างไรครับท่านประธาน ยุบ ศบค. ไปวงจรอุบาทว์ ๓ คอขวด ที่ยังอยู่ในประเทศไทยก็ไม่หายไป ยุบ ศบค. เสร็จไม่พอ ท่านต้องปรับ ครม. ได้แล้วครับ หารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เขาเก่ง ๆ เข้ามาทำเรื่องวัคซีนดีโพลเมซี (Diplomacy) ทำเรื่องวัคซีนสวอป (Swap) ติดต่อ ต่างประเทศอย่างไร ให้ทำให้ได้เหมือนอย่างที่ประเทศอิสราเอลเขาทำ ประเทศญี่ปุ่นเขาทำ ประเทศฟิลิปปินส์เขาทำ ประเทศมาเลเซียเขาทำ ท่านต้องหารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยเก่ง ๆ ได้แล้วครับ การกระจายความเสี่ยงโดยเฉพาะความเสี่ยงในช่วงโรค ระบาดไม่ใช่การที่กระจายคนอออกไปข้างนอก มันต้องบับเบิล แอนด์ ซีล (Bubble & Seal) ทำอย่างไรให้ตรึงคนอยู่ในพื้นที่ให้เร็วที่สุด แยกน้ำออกจากปลาให้เร็วที่สุด นี่คือการกระจาย ความเสี่ยง การซื้อวัคซีนหลาย ๆ ชนิดให้มันคละกันไป เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตคืออะไร อันนี้คือการกระจายความเสี่ยง การผลักให้คนออกจากกรุงเทพมหานครไปบ้านเกิด อันนี้ไม่ใช่การกระจายความเสี่ยง ท่านต้องหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่รู้เรื่อง ระบบสาธารณสุขจริง ๆ ท่านต้องหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่เขารู้เรื่องว่าการที่คุณไปเยียวยาด้วยเงิน ของประกันสังคมมันผิดวัตถุประสงค์ ประกันสังคมคือความมั่นคงของพี่น้องประชาชนตั้งแต่ เกิดจนตาย อุบัติเหตุ ไม่สบาย คลอดบุตร มันไม่ใช่ถังเงินของรัฐบาลที่จะเอามาใช้ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองท่านก็มีเงิน พ.ร.ก. ของท่านอยู่แล้ว ท่านจะมาทำให้กองทุนประกันสังคม มั่นคงน้อยลงไปทำไม แล้วจะเยียวยาเฉพาะคนที่อยู่ในประกันสังคม แล้วอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เขาไม่ได้อยู่ในประกันสังคม แรงงานที่เขาอยู่นอกระบบ แรงงานข้ามชาติ ต่อไปนี้สิทธิ แรงงานการบริหารสาธารณสุขและเศรษฐกิจจะกลายเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแยกกันไม่ออก ท่านจะเอาเปรียบแรงงานทำอย่างไรก็ได้ให้ต้นทุนมันถูกที่สุด ท่านไม่สามารถที่จะบริหาร เรื่องเกี่ยวกับสาธารณสุข เรื่องเกี่ยวกับสุขลักษณะให้กับแรงงานข้ามชาติได้ ท่านไม่สามารถ หยุดวิกฤติสาธารณสุขได้ ท่านทำกับเขาเหมือนกับไม่ใช่คน แยกเขาเพราะว่าเขาเป็นคนใหม่ คนเก่า ชาติไทย ไม่สัญชาติไทย พอถึงเวลาที่ท่านต้องการที่จะขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ท่านจะไม่มีแรงงานเหลืออยู่ในประเทศนี้ ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกันที่จะต้องทำ แล้วท่าน ไม่สามารถที่จะใช้ ครม. ชุดเดิมมาแก้ปัญหาเหมือนเดิมได้ ถึงเวลาต้องเอาคนรุ่นใหม่ คนเก่ง คนที่เขาเข้าใจ คนที่สามารถทำงานได้จริงจัง คนที่เขาอยู่กับประชาชนมาตลอดแล้วทำให้มัน สำเร็จเสียที ประชาชนบอกว่าเธอไม่ทำตามสัญญาให้เวลาไปตั้งนาน วันนี้ถึงเวลาแล้วครับ ที่ท่านต้องเอาจริงเอาจังในการที่จะต้องแก้ปัญหา เอารัฐ ๒ รัฐ ออกไป งบ ๒ งบ ออกไป ยุบ ศบค. เสีย ต่อมาปรับ ครม. ได้แล้ว เราอยู่กันมา ๒ ปีแล้วกับ ครม. ที่ไม่มีประสิทธิภาพพอ ในการที่จะแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น วิกฤติแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติในการเยียวยาเศรษฐกิจพี่น้องประชาชนหรือเรื่องของ อนาคต ไม่มีสมาธิที่จะมาคิดเรื่องนี้ทั้งสิ้นถึงเวลาต้องทำ พอได้ ครม. ชุดใหม่ คอขวดแรก ที่จะต้องทลายลง ณ ปัจจุบันฉุกเฉินที่สุดคือคอขวดของระบบสาธารณสุข ตอนนี้ต่อให้มี ไฟเซอร์ (Pfizer) มากองอยู่ในประเทศไทยหลาย ๆ ล้านโดส (Dose) ก็ไม่ทันแล้วครับ ไม่ทันขนาดไหน ไม่ทันขนาดรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขร้องไห้เอาอย่างนี้ดีกว่า กว่าจะฉีด กว่าภูมิต้านทานจะขึ้น เตียงที่เต็มอยู่วันนี้ทำอะไรได้ ตอนที่มีระบาดที่ทองหล่อแล้วเอาวัคซีนไปรุมฉีดนั้นเพื่อที่จะลัดคิวคนสูงอายุ มันได้อะไร ขึ้นมาผิดฝาผิดตัวไปหมด ต้องมาเริ่มกันใหม่ที่คอขวดระบบสาธารณสุขแล้วจะต้อง ทลายลงให้ได้มีอยู่ ๔ ข้อครับ ตอนนี้ผมทราบดีครับท่านนายกรัฐมนตรีพอผมพูด ท่านก็หูดับ ทันที ท่านคงไม่ฟังเท่าไร ท่านไม่ฟังอภิปรายทั้งหมดเลยผมก็ไม่ว่าขอฟังอยู่คำเดียวเลย แอนติเจน (Antigen) อันที่ ๑ คือท่านต้องสกรีน (Screen) แยกปลาออกจากน้ำแยกผู้ป่วย ออกจากชุมชนให้ได้เร็วที่สุด และวิธีที่จะทำอย่างนั้นได้คือท่านต้องสกรีน (Screen) ด้วย แอนติเจน (Antigen) และวินิจฉัยด้วยพีซีอาร์ (PCR) ผมไม่ได้พูดมาแบบลอย ๆ แบบ วิชาการ ใช่ครับ ที่ประเทศเกาหลีใต้เขาไปที่ร้านขายยาเขาก็ซื้อแอนติเจน (Antigen) มาได้ ผมนักเรียนศิษย์เก่าเอ็มไอที (MIT) ถามไปที่บอสตัน ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาว่านักเรียนไทย ในเอ็มไอที (MIT) ทำอย่างไร ตรวจแอนติเจน (Antigen) ทุก ๓ วัน แล้วไปตรวจด้วยพีซีอาร์ (PCR) ต่อซ้ำอีกที ทำให้โรงเรียนเขาเปิดได้ ทำให้สามารถไปเชียร์กีฬา แข่งฟุตบอล อยู่ด้วยกันโดยที่ไม่ต้องมีแมสก์ (Mask) อยู่ในที่นี่ได้ สามารถตะโกนให้น้ำลายให้เหงื่อ อะไรผสมกันได้ เพราะว่าเขามั่นใจว่าเมืองของเขาเปิดได้แน่นอนอย่างที่ไม่มีความเสี่ยงที่จะ มีการระบาดซ้ำอีกครั้ง ที่ผมบอกว่าแค่เรื่องวิชาการอย่างเดียวปฏิบัติมาแล้ว เพราะ ส.ส. ที่นั่งอยู่ข้างผมคนนี้ครับ ส.ส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ มีการระบาดที่เขตของเขา พวกผม เอาแอนติเจน (Antigen) ลงพื้นที่ตรวจกันมากกว่าพัน เพราะว่าเขตของ ส.ส. ณัฐพงษ์ นั้น เป็นเขตชุมชนแออัดเยอะ ถ้าคุณไปตรวจแบบพีซีอาร์ (PCR) อันที่ ๑ ระยะเวลาก่อนที่จะได้ ตรวจพีซีอาร์ (PCR) ลีดไทม์ (Lead Time) ใช่ไหมครับ ถ้าเราคุยกันเหมือนภาษานักบริหาร ภาษาคนที่เรียนวิศวะมานี่ ลีดไทม์ (Lead Time) จากการที่รู้ว่าตัวเองเสี่ยงแล้วได้ตรวจ อันนั้นคือลีดไทม์ (Lead Time) อันที่ ๑ ส่วนตัวของผมตอนนั้น ๔ วัน ที่ต้องวิ่งอุ้มลูก ไปหาตามโรงพยาบาลต่าง ๆ เพราะว่าโรงพยาบาลปิดไม่รับตรวจพีซีอาร์ (PCR) อันที่ ๑ อันที่ ๒ รอตรวจเสร็จก็ต้องรอผลตรวจอีก ๒-๓ วัน รวมตอนนี้เท่าไรแล้ว ๔ บวก ๒ ๖ วัน กว่าจะหาเตียงให้ได้อีก ๖ วัน รวมกันเท่าไร ๖ บวก ๖ ๑๒ วัน ๑๒ วันนั้นพอไปถึงปุ๊บคุณ ก็กลายเป็นผักไปแล้ว พอผู้ป่วยไปถึงปุ๊บก็คือห้องแดงไอซียู (ICU) แล้ว แทนที่จะถึงเร็ว ๆ แยกได้เร็ว ๆ พอไปถึงลงปุ๊บเอายาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ให้กินเลยแข็งแรง ห้องไอซียู (ICU) ไม่จำเป็นที่จะต้องกดดันอย่างที่เป็นอยู่ ส.ส. ณัฐพงษ์ ทำไปเกือบพันกว่าตัวอย่าง เจออยู่ ประมาณ ๖๐-๗๐ เคส (Case) ที่บวกก็คือประมาณ ๖-๗ เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นเราเอาไป วินิจฉัยด้วยพีซีอาร์ (PCR) ทั้งหมด ๑๐๐ : ๑๐๐ ครับ ผมไม่ได้เถียงว่ามันจะมีเรื่อง ความแม่นยำ ไม่แม่นยำ อันนั้นเป็นเรื่องปลีกย่อยไม่จำเป็น แต่ท่านเข้าใจใช่ไหมครับว่า การเทสต์ (Test) แต่ละอย่างมีจุดประสงค์ไม่เหมือนกัน จุดประสงค์อันหนึ่งคือเอาไปวินิจฉัย เพื่อให้ชัวร์อีกอันหนึ่งเพื่อที่จะเอาไว้สกรีน (Screen) เพื่อจะได้แยกปลาออกจากน้ำ แยกคน ออกจากชุมชนให้ได้เร็วที่สุด ในขณะที่รัฐบาลเกาหลีทุกวันนี้จ้างมหาวิทยาลัยเอ็มไอที (MIT) วินิจฉัยว่าจะทำอย่างไรให้ตรวจโรคโควิด (COVID) จากการใช้โทรศัพท์ได้ เพราะว่าลม หายใจเราที่เข้าออกโทรศัพท์ทุก ๆ วัน อันนี้ละคือแซมเพิล (Sample) ที่ดีที่สุด นี่คือสิ่งที่ รัฐบาลเกาหลีทำ ในขณะที่รัฐบาลไทยยังคิดถึงเรื่องพีซีอาร์ (PCR) อยู่ รัฐบาลสิงคโปร์คิดว่า จะแยกปลาออกจากน้ำให้เร็วที่สุดผ่านเบรตติงเทสต์ (Breathing Test) หรือว่าการทดสอบ ผ่านลมหายใจ หรือการทำด้วยน้ำลาย ทำอย่างไรก็ได้ให้ตรวจบ่อยที่สุด ให้เร็วที่สุด รู้ตัวเมื่อไรแยกออกมาทันที ไม่ต้องไปทำให้ระบาดมากขึ้น ลดความทวีคูณ ลดความทวีคูณ หมายความว่าอะไรครับท่านประธาน ๑. ๑ คน ติด ๔ คน ๔ คน ติด ๑๖ คน ๑๖ คน ติด ๖๔ คน ๖๔ คน ติด ๒๖๐ กว่าคน ถ้าเราใช้แอนติเจน (Antigen) แยกออกให้ได้ภายใน ๑๐ นาที ๒. ตั้งโรงพยาบาลแรกรับหรือว่าดิสแพตเชอร์ (Dispatcher) แยกออกมาได้ปุ๊บเราจะลด ความรุนแรงอาการของผู้ป่วยไปถึงก็แค่ปฐมภูมิห้องเขียว ไม่ใช่วิ่งตรงไปที่ห้องแดงเลย อันที่ ๒ ก็คือจะลดความทวีคูณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เขากักตัวไม่ได้ พี่น้องประชาชน ที่อยู่ในชุมชนแออัด ที่อยู่ในตลาด ที่อยู่ในโรงงาน ที่อยู่ในแคมป์ (Camp) ไซต์ (Site) ก่อสร้าง แอนติเจน (Antigen) เข้าไป ถ้าจะเอาให้ชัดไปกว่านั้นเลยครับ ตอนนี้มีอยู่ ๑๑๐ คลัสเตอร์ (Cluster) ถูกไหมครับ เป็นก่อสร้าง ๔๒ เป็นโรงงาน ๓๐ เป็นตลาดอยู่ ๒๒ ทั้งหมดนี้ทั้งประเทศไทยท่านต้องปูพรมด้วยแอนติเจน (Antigen) ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลาแค่ ๑๐ นาที งบประมาณน้อยกว่าพีซีอาร์ (PCR) ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ สกรีน (Screen) เสีย แยกตัวออกมาเลย หมอวินิจฉัยเลยถ้าพอสกรีน (Screen) เสร็จแล้วดูแล้วว่าอาการไม่ดี ต้องจ่ายยาจ่ายเลย ไม่ใช่รอ ๑๕ วันแล้วไปจ่าย แล้วจะวินิจฉัยด้วยพีซีอาร์ (PCR) อีกครั้งหนึ่ง แล้วจะต้องรอห้องแล็บ (Lab) จะต้องรอผลประมวลอะไรก็แล้วแต่ก็ว่ากันไป แต่ถ้าเกิดทำอย่างนี้ ๑. แอนติเจน (Antigen) คลัสเตอร์ (Cluster) ทุกคลัสเตอร์ (Cluster) ให้ได้ ๒. ทำดิสแพตเชอร์ (Dispatcher) ทำโรงพยาบาลแรกรับให้ได้ ๓. ทำโฮมไอโซเลชัน (Home Isolation) มีมาตรการที่จะสามารถปฏิบัติได้จริง ถ้าป่วยมีเทเลเมดิซิน (Telemedicine) หมอบอกว่าไม่ไหวแล้วจ่ายฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ไปถึงคนไข้แล้ว ไม่ใช่รอให้คนไข้มาที่โรงพยาบาลยาต้องไปหาคนไข้

สิ่งที่ ๔ ที่รู้สึกหงุดหงิดแล้วก็รู้สึกสะเทือนใจมากที่สุดจนกระทั่งต้องนั่งสมาธิ ในการพูดก็คือการอัปเกรด (Upgrade) ห้องพยาบาล ทั้งห้องแดง ห้องเขียว แล้วก็ ห้องเหลือง สภาแห่งนี้ผ่านงบประมาณไว้ให้แล้วตั้งแต่ปีที่แล้วจาก พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาท มีงบประมาณที่อนุมัติแล้ว ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะเอาไว้ใช้อัปเกรด (Upgrade) ห้อง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องช่วยหายใจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องออกซิเจน อะไรก็ตามที่สำคัญกับการบริหาร ไอซียู (ICU) ท่านประธานทราบไหมครับว่าจาก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นใช้จริงไปเท่าไร ตลอด ๑๔ เดือนนะครับ ในเวลา ๑๔ เดือน ๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่ายจริงไปแค่ ๓๘๐ ล้านบาท ถ้าจะพูดกันให้ชัด ๆ เครื่องช่วยหายใจ ๔๕๐ เครื่อง ซื้อมา ๓๗ เครื่อง แต่ตอนที่คนกำลังตายเป็นใบไม้ร่วง เด็กกำพร้าอีกไม่รู้กี่คนที่เสียพ่อแม่ ไปจากโควิด (COVID) นี้ รัฐบาลมีงบประมาณ มีเวลา มีอำนาจ แต่ไม่ทำ ซื้อเครื่องหายใจมา ๓๗ เครื่อง สำหรับพี่น้องประชาชน ๗๐ กว่าล้านคน ถ้าเป็นรัฐบาลที่ใส่ใจ ถ้าพวกผม เป็นรัฐบาล สภาอุตส่าห์ให้มาแล้ว ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท พ.ร.ก. ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ให้มาอีก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมกันเป็น ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมมี พ.ร.ก. ฉุกเฉินอยู่นี่ ทำไมผมต้องรอให้มันเป็นระบบราชการ พี่น้องประชาชนจะด่าผมหรือถ้าผมทำอย่างโปร่งใส แล้วก็ซื้อเอาเครื่องมือในการช่วยชีวิตพี่น้องประชาชนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วอัปเกรด (Upgrade) ให้พร้อม ห้องเขียวต้องเป็นห้องเขียว แล้วก็เป็นห้องเหลือง ห้องเหลืองต้องเป็น ห้องเหลืองแล้วก็เป็นห้องแดง ห้องแดงแล้วก็ต้องเป็นห้องแดง ลดระยะเวลา ในการจัดส่งระหว่างผู้ป่วยที่รู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงจนไปถึงโรงพยาบาลรักษาได้เร็ว เผลอ ๆ ห้องแดงอาจจะไม่ต้องใช้เยอะขนาดนี้ก็ได้ ไปใช้ห้องเขียวเอา ห้องเขียวจริง ๆ ไม่ต้องใช้อีกแล้วก็ได้ เพราะว่าโฮมไอโซเลชัน (Home Isolation) ไปเรียบร้อยแล้ว โฮมไอโซเลชัน (Home Isolation) นี่เสนอมา ๓-๔ เดือนแล้วนะครับ ประเทศอังกฤษ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เข้าโรงพยาบาล ๑๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ รักษาอยู่ข้างนอก ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องไปถึงโรงพยาบาล เพราะเราต้องเลือกว่าจะทำอย่างไร ให้คนที่ป่วยนี่ป่วยน้อยที่สุด ถ้าไปถึงมือหมอรักษาได้เร็วที่สุด รักษาชีวิตเขาให้ได้เร็วที่สุด อันนี้เป็นอะไรที่หงุดหงิดแล้วก็รับไม่ได้จริง ๆ เลย เพราะว่างบประมาณมีเยอะมหาศาลมาก ถ้าอัปเกรด (Upgrade) เสียหน่อย ตอนแรกตั้งมาผมก็โมโหแล้วว่าตั้งมาแค่ ๔๕๐ เครื่อง พอมาเห็นว่าสั่งซื้อไปแค่ ๓๗ เครื่อง ไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ นี่ผมไม่รู้จะพูดอย่างไร หมดคำพูด หมดคำพูดกับรัฐบาลที่คิดได้แค่นี้กับแบบนี้ในการที่จะเตรียม พอมันวิกฤติมา ไม่สามารถที่จะทำแบบซิสเตม ทิงก์กิง (System Thinking) หรือว่าการคิดแบบเป็นทั้งระบบ ได้ว่าถ้าเกิดเราไปลดลีดไทม์ (Lead Time) ตั้งแต่ตอนนี้ผู้ป่วยแทนที่จะต้องแดงตลอดเวลา ให้ไปอยู่ที่เขียว เขียวลดลงมาให้เป็นโฮมไอโซเลชัน (Home Isolation) แล้วก็ปรับมิกซ์ (Mix) ของห้องโรงพยาบาล ๑ ๒ ๓ ๔ ระบบเปลี่ยนได้หมดเลยทั้งหมดด้วยการบริหารจัดการ เราจะชนะวิกฤติแบบนี้ได้ เราต้องชนะด้วยวิทยาศาสตร์ครับ เราต้องชนะด้วยข้อมูล เราต้องชนะด้วยการบริหาร เราต้องชนะด้วยเทคโนโลยี เราไม่สามารถที่จะชนะด้วยการทำมือชู ๒ นิ้วอะไรบางอย่าง แน่ ๆ ที่สุดคือเราไม่สามารถ ที่จะชนะด้วยการเมืองด้วย เรื่องเตียง เรื่องวัคซีน นี่ขอเลยเอาการเมืองออกไปให้ห่าง มันคือชีวิตของคน มันคือชีวิตของพ่อใครบางคน มันคือชีวิตของลูกใครบางคน มันคือชีวิต ของเพื่อนใครบางคน ต้องเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องของข้อมูล เป็นเรื่องของ การบูรณาการ เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ ข้อ ๒ เรื่องโรงพยาบาลแรกรับดิสแพตเชอร์ (Dispatcher) อีกอย่างหนึ่งที่โมโหมาก ๆ ก็คือว่าโรงพยาบาลว่างมีนะครับ แต่อยู่กันคนละสังกัด อันนี้เป็นโรงพยาบาลของ กทม. ที่เป็นโรงพยาบาลของ อว. นี่เป็นโรงพยาบาลของกลาโหม ภาวะปกติไม่เคยส่งข้ามกัน อันนี้ภาวะฉุกเฉินเป็นนายกรัฐมนตรี มี พ.ร.ก. ฉุกเฉินอยู่ ๓๑ อำนาจ ๓๑ ฉบับ ตั้งแรกรับขึ้นมาเสียแล้วจ่าย ผมต้องจ่ายข้ามสังกัดกันเพื่อที่จะให้ การรอคอยห้องน้อยลงที่สุด มันทรมานแค่ไหนกับการที่สามีกับภรรยารออยู่ด้วยกันแล้วมี ๑ คน คู่ชีวิตต้องเสียชีวิตไปก่อนเพราะรอเตียง มันโหดร้ายขนาดไหนถ้าจะต้องมีเด็กคนหนึ่ง ๒ ขวบ ที่ยังไม่รู้จนถึงทุกวันนี้ว่าพ่อเสียชีวิตไปแล้ว เพราะเตียงมันยังมาไม่ถึง มันทารุณ เกินไปสำหรับสิ่งที่ประชาชนคนไทย ประเทศที่มีทรัพยากรพร้อมทุกอย่างไม่สามารถ ที่จะรักษาชีวิตของพลเมืองของตัวเองไว้ได้ เมื่อคอขวดมี ๓ คอขวดอย่างนี้ ถ้าคอขวด สาธารณสุขท่านแก้ไม่ได้แบบนี้ วงจรอุบาทว์เกิดขึ้นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่า ท่านจะต้องใช้มาตรการสาธารณสุขที่เข้มข้นมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดการเป็นคอขวด ของการเยียวยา ของการชดเชยมากขึ้น ที่ผ่านมาเรื่องการชดเชยนี่ต้องพูดให้เป็น ๒ ระดับ ๑. คือการชดเชยแบบบุคคล ในฐานะที่เขาเป็นพลเมืองคนไทยเขามีสิทธิที่จะได้รับ ๒. คือการชดเชยการเยียวยาในภาคธุรกิจแบบครบถ้วนอีกแบบหนึ่งแยกกันให้ชัดเจน ซึ่งตอนนี้ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรีตอนนี้เตรียมได้เลย คุณเห็นแล้วนี่ว่าเมื่อสักครู่ผมเล่า ให้ฟังแล้วว่าวิกฤติทางสาธารณสุขจะเกิดขนาดไหน ต้องเตรียมได้แล้วนะครับ ถ้าจำเป็น ที่จะต้องล็อกดาวน์ (Lockdown) ซึ่งผมก็ไม่แปลกใจแล้วถ้าเกิดท่านบริหารได้แย่ขนาดนี้ ท่านจำเป็นที่จะต้องล็อกดาวน์ (Lockdown) ต้องเริ่มเยียวยาเป็นบุคคลแบบถ้วนหน้า แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แบบไร้เงื่อนไข เป็นเงินสด ไม่เอาแล้วแบบเดิม ๆ แบบใช้แอป (App) ให้มาเสี่ยงโชคให้เสียภาษีแบบว่าเป็นสิทธิ แต่ว่าให้มาเสี่ยงโชคกันตั้งแต่เช้ามืดอะไรพวกนี้ ต้องเลิกให้หมด พอเป็นระดับธุรกิจก็ต้องเริ่มคิดได้แล้วว่าจะทำอย่างไรในการที่จะไปบริหาร กระแสเงินสดสายป่านให้กับแต่ละธุรกิจที่ไม่เหมือนกัน นอกจากนั้นยังไม่พอยังต้องคิดถึง เรื่องชีวิตของเขาคิดเหมือนกับว่าเราเป็นผู้ประกอบการจริง ๆ เราจำได้เลยว่าต้นทุนหลัก ๆ ฟิกซ์คอสต์ (Fix Cost) มีอะไรบ้าง ๑. ค่าเช่า ๒. ค่าแรง แล้วภาระหนี้สินต่าง ๆ ที่ยังต้องมี เพราะฉะนั้นเสนอผ่านไปรัฐบาลตรงนี้ครับว่านอกจากจะต้องเริ่มคิดในการที่ท่านเยียวยา อย่างที่ท่านได้ทำไปแล้ว เยียวยาให้ถูกกระเป๋า เยียวยาจาก พ.ร.ก. เงินกู้ ไม่ใช่เยียวยาจาก ประกันสังคม ลดต้นทุนให้เขาเสีย ใครลดค่าเช่าให้รายย่อยเอามาหักภาษีย้อนหลัง คุณเยียวยาเขาอย่างนี้ เขาจะลดค่าเช่าเป็นแรงจูงใจให้ลดค่าเช่าให้กับรายย่อยต่าง ๆ ชะลอหนี้ และชะลอแบบจริง ๆ ด้วย ไม่ใช่ชะลอแบบว่าให้ดอกเบี้ยวิ่งแต่ว่าเงินต้นอยู่ หรือให้เงินต้นอยู่แล้วก็ให้ดอกเบี้ยวิ่ง พวกนี้เป็นเบสิก (Basic) ที่จะต้องทำแล้วก็หวังว่า จะไม่ทำผิดซ้ำซากเหมือนเดิมอีก ไม่ใช่ชักช้าจนกระทั่งต้องมีนักดนตรีที่เสียงไพเราะ สร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก ปรับตัวแล้วปรับตัวอีก ปรับตัวแล้ว ปรับตัวอีก จนกระทั่งไม่ไหวแล้วก็ตัดสินใจที่จะต้องกระโดดลงมา ซึ่งผมได้แสดงความเสียใจ แล้วก็ได้ขออนุญาตกับทางครอบครัวว่าจะขอมาอภิปราย และจะทำให้ดีที่สุดเพื่อหวังให้สิ่งที่ เกิดขึ้นกับเขาเป็นเคส (Case) สุดท้ายเป็นเคส (Case) สุดท้ายกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในประเทศไทย คอขวดสุดท้ายในเรื่องของวัคซีนประเทศไทยในเรื่องของวัคซีนไม่ว่าจะมองในมิติไหน ล้มเหลวหมดทุกมิติ มิติคุณภาพล้มเหลว ไม่ล้มเหลว มิติปริมาณล้มเหลว ไม่ล้มเหลว มิติการกระจายล้มเหลว ไม่ล้มเหลว ในขณะที่ประเทศอื่นเขาคิดว่าจะเข็มที่ ๓ เมื่อไร ในขณะที่ประเทศอื่นเขาคิดว่าจะสวอป (Swap) อย่างไร ฉันมีทั้งไฟเซอร์ (Pfizer) ฉันมีทั้ง แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ฉันมีทั้งจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (Johnson & Johnson) มีไวรัลเวกเตอร์ (Viral Vector) มีเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) แล้วก็มีเชื้อตาย แต่ละอันมีข้อดีคือแต่ละคนในแต่ละประเทศ ถ้าจำเป็นที่จะต้องเอามิกซ์ (Mix) คิดไปถึง กระทั่งนี่คืออำนาจอ่อน วัคซีนมีค่ามากกว่าระเบิด วัคซีนมีค่ามากกว่าปรมาณู จะบริจาคให้ใคร จะทำอะไรให้ใคร คิดดูสิว่าจะทำอย่างไรให้คนที่ห่างเหินกับประเทศเราในสมัยตอนที่ อยู่เอเชีย (Asia) บริจาคให้ประเทศไต้หวันดีกว่า นี่คืออำนาจใหม่ นี่คืออำนาจทรงพลัง ที่รัฐบาลยังคิดไม่ถึง ถ้าเกิดคิดถึงป่านนี้เราต้องมี ๒๐๐-๓๐๐ โดส (Dose) รออยู่ แต่เอาละ ผมรู้ว่าเราไม่สามารถที่จะนั่งไทม์แมชชีน (Time Machine) ไปจัดการบริหารจัดการวัคซีนให้ มันดีกว่านี้ดี ขั้นต่ำที่สุดที่นายกรัฐมนตรีจะทำได้คือการหาวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) อย่างน้อย ๑๐๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ โดส (Dose) ให้กับบุคลากรสาธารณสุขของเรา ให้กับหมอ ให้กับแพทย์ของเรา เขาคือปราการสุดท้ายในภาวะฉุกเฉินของประเทศ ถ้าเขาติด เหมือนอย่างที่จังหวัดเชียงราย ถ้าเขาติดเหมือนอย่างที่ประเทศอินโดนีเซีย ปราการสุดท้ายพัง แล้วถึงวันนั้นมันคือชีวิตของผมแล้วก็คือชีวิตของท่านที่เราเดิมพันอยู่ เมื่อคืนผมนั่งอีเมล์ (e-Mail) หาอีเมล์ (e-Mail) หาที่อยู่ของฟาวเดอร์ (Founder) โมเดอร์นา (Modena) แล้วก็ ของไฟเซอร์ (Pfizer) เป็นรุ่นพี่ที่เอ็มไอที (MIT) ทั้ง ๒ คน ผมเป็นแค่ ส.ส. เป็นแค่ฝ่ายค้าน แต่ว่าต้องมีอะไรที่ทำได้มากกว่านี้ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เพื่อที่จะทำอย่างไรก็ได้ ไม่ จำเป็นที่จะต้องบอกว่าขอวัคซีนให้ได้ ๑๐ ล้านโดส (Dose) ๒๐ ล้านโดส (Dose) เหมือนกับ ว่าที่มันเป็นลมเป่า ๆ เป็นเหมือนกระดาษเปื้อนหมึก ขอแค่ ๑๐๐,๐๐๐ โดส (Dose) หรือ ๒๐๐,๐๐๐ โดส (Dose) เป็นมาตรฐานขั้นที่ต่ำที่สุดที่รัฐมนตรีประเทศนี้ควรจะทำได้ แล้วนำมาแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนที่เป็นด่านหน้าบุคลากรสาธารณสุข แพทย์ พยาบาล ที่ต่อสู้กันมา ๒๐๐ กว่าวัน ๓๐๐ กว่าวัน ปีกว่า ๆ ที่เขาเหนื่อยล้า จนเต็มที่แล้ว นี่คือคนที่เป็นผู้นำต้องคิดแบบนี้เพื่อที่จะสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนที่ เขาทำงานเช้าถึงเย็น เช้าถึงเย็น ทุกวัน ๆ ที่เขาต้องออกไปเสี่ยง ทั้ง ๆ เขาก็มีลูกของเขารอ อยู่ที่บ้านเช่นเดียวกัน ถ้าเราทำแบบนี้ได้อย่างน้อยที่สุดไม่ถึงกับทลายคอขวดได้ แต่ก็ยังนำพาไปสู่อนาคตได้ จนมาถึงตรงนี้ผมไม่อยากจะรบกวนเวลาของสภาแห่งนี้มาก เพราะว่ามีเพื่อน ส.ส. อีกหลายคนที่อยากจะอภิปรายเหมือนกัน แต่ผมอยากจะฝากส่งท้าย อย่างนี้ครับ ไม่ยุบ ศบค. ไม่ปรับ ครม. ก็ถึงเวลาที่ท่านจะต้องถอยแล้วครับ ถอยออกไป ให้คนที่เขาเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นคนที่เขาเข้าใจในการบริหาร ให้คนที่เขาทำงานเป็น ให้เข้ามาเสียทีหนึ่ง ผมเริ่มต้นการอภิปรายนี้โดยการพูดถึงครอบครัว ครอบครัวของคนที่ ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง ครอบครัวของคนที่ต้องสูญเสียจากการบริหารโควิด (COVID) ที่ล่าช้า ทุกคนก็รักครอบครัวของตัวเอง เขาก็รักครอบครัวของเขา ผมก็รักครอบครัวของผม ท่านก็รักครอบครัวของท่าน ถ้าท่านรักครอบครัวของท่านจริง ท่านกลับไปดูแลครอบครัว ของท่านนะครับ กลับไปดูแลลูกหลานแล้วปล่อยให้คนที่เขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่เขาทำงานเป็น ให้เขากลับแก้ไขปัญหานี้จริง ๆ แล้วเราจะดูแลไม่ใช่แค่ลูกหลานของเรา เราจะดูแลลูกหลาน ของท่านได้ เพราะว่าอนาคตของคนไทยคืออนาคตเดียวกันทั้งประเทศ มันเป็นไปไม่ได้ ที่ลูกหลานผมจะได้ดิบได้ดีแล้วลูกหลานของคนอื่นจะไม่ได้ดิบได้ดี ทุกวันนี้เราจะปลอดภัย ก็เมื่อทุกคนในประเทศปลอดภัย ให้คนที่เขาพร้อมที่จะทำงานได้ทำงาน เพราะอะไร รู้ไหมครับ เพราะว่าน้ำตาของคนเวลามันไหลออกมามันเป็นน้ำ แต่เวลาที่มันตกถึงพื้นเมื่อไร มันก็ลุกเป็นไฟได้เช่นเดียวกัน ขอบคุณครับ