อิทธิพล คุณปลื้ม อธิบายแนวทางการส่งเสริมและกำกับดูแลอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยชี้แจงกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ. วัฒนธรรมแห่งชาติ และกำลังจะแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อรองรับธุรกิจใหม่ ๆ อย่างเกมและสตรีมมิง พร้อมทั้งยกตัวอย่างความร่วมมือในการผลิตคอนเทนต์ไทยในต่างประเทศและการเคารพอิสระทางความคิดภายใต้การไม่มีการเซนเซอร์ แต่เน้นย้ำเรื่องการจัดเรตติงเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ท่านสมาชิกที่ได้ตั้งกระทู้ถามนะครับ ต่อข้อคำถามของท่านสมาชิกนั้นตรงประเด็นครับว่าวัฒนธรรมนั้นต้องมีการเรียนรู้ ศึกษา แลกเปลี่ยน แล้วก็ในมุมหนึ่งเราก็ยังคงมีวัฒนธรรมของการอนุรักษ์ที่ทำให้คนรุ่นปัจจุบัน หรือคนในอนาคตได้เห็นว่ากว่าจะมาถึงความเป็นปัจจุบันในประเทศนั้นในอดีตมีความเจริญ เริ่มต้นอย่างไร มีพัฒนาการอย่างไร จนถึงเราจะพัฒนาไปสู่อนาคตให้ตรงกับสังคม ในช่วงเวลานั้น ๆ อย่างไร ในแง่มุมของฝ่ายนโยบายต้องเรียนว่าเรื่องของวัฒนธรรมนั้นเรามี กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือตัวพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ ปี ๒๕๕๔ ก็จะมี คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นผู้ที่ดูแลในภาพรวม แต่ในภาพรวมนี้คือไม่ได้จำกัด เป็นกรอบว่าคุณจะต้องอยู่ในกรอบนี้นะครับ แต่สิ่งที่กฎหมายทุกฉบับเขียนไว้ก็คือต้องไม่ขัด กับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน อันนี้จึงเป็นกรอบในบททั่วไป ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้วด้วยนะครับ ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการใช้ ความคิดสร้างสรรค์ไปต่อยอดเศรษฐกิจ หรือครีเอทีฟ อีโคโนมี (Creative Economy) ก็จะอยู่ในกรอบซึ่งเราเข้าใจและเราเคารพอิสระทางความคิดนะครับ เราจึงได้มีฟิล์มบอร์ด (Film Board) ที่เรายกเว้นความคิดสร้างสรรค์ให้กับคนในชาติก็คือว่าอะไรที่สร้างโดยคนไทย แล้วก็ผลิตในประเทศไทย แล้วก็ไม่เป็นเรื่องของการทำให้เกิดความขัดแย้งอะไรต่าง ๆ นั้น นะครับ ในปัจจุบันกฎหมายได้แก้ไขมาครั้งหนึ่งแล้ว กำลังจะแก้ไขอีกครั้งหนึ่งในเรื่องที่เรายัง ไปไม่ถึงอย่างที่ท่านสมาชิกได้เรียนคือเรื่องของเกม ในเรื่องของสตรีมมิง (Streaming) ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้นขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมายที่เรา สามารถที่จะเข้าไปอำนวยความสะดวก ดูแลในเรื่องของธุรกิจที่เป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แบบนี้ได้นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เข้าใจในส่วนที่ท่านสมาชิกอาจจะได้เห็นถึงแนวโน้ม หรือว่าผลงานในช่วงที่ผ่านมาในอุตสาหกรรมนี้ก็ค่อนข้างเปิดกว้างเป็นแง่มุม โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเกมเราเห็นเด็กไทยของเราเก่ง ๆ มากมายเลยนะครับ ผมเอง เมื่อ ๒ ปีก่อนได้ไปประสานกับสมาคมอีสปอร์ต (e-Sport) ในนามของกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาในขณะนั้น ก็ทราบว่าเด็กของเรานอกจากเข้าไปอยู่ในลีก (League) ที่เขาแข่งกันอยู่แล้วอย่างลีก (League) ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในเกมอาร์โอวี (ROV) นั้นเด็กของเราก็เข้าไปสร้างรายได้จากการเข้าไปเล่นในลีก (League) แม้กระทั่ง อุตสาหกรรมคอนเทนต์ (Content) จากเกมที่สร้างขึ้นมานี่นะครับ ทางหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะทางกระทรวงวัฒนธรรมที่กฎหมายจะไปเกี่ยวก็คือ พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ อาจจะยังไม่ครอบคลุมเรื่องนี้โดยตรงในการควบคุมดูแล แต่ในการส่งเสริมเราเข้าไปอยู่แล้ว เราได้เคยร่วมมือกับบริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ไปทำเรื่องของ การออกแบบการ์ด (Guard) หรือว่าชุดตัวละครในเกมอาร์โอวี (ROV) นะครับ ออกแบบเป็น ชุดผีตาโขน แล้วก็แม้กระทั่งร่วมมือกับทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แล้วก็ทางผู้สร้างเกมเรื่องของการผลิตเรื่องของคอนเทนต์ (Content) เข้าไปในเรื่องของ เครื่องแต่งกายไทย ๆ เข้าไปเป็นตัวละครในเกมนะครับ แต่ก็อยากเรียนว่ามีหลาย ๆ ประเด็น ในสังคมที่อาจจะเห็นว่าอาจจะยังถูกจำกัดอยู่ อาจจะยังไม่เปิดกว้าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ต้องเรียนว่าในมุมของการดูแลในภาพรวมนั้นเราดูในเรื่องของการที่จะไม่ให้เกิดความ ขัดแย้งในเชิงวัฒนธรรมด้วย ในเรื่องของอิสระทางความคิดเราก็เคารพนะครับ เพราะฉะนั้น ในหลาย ๆ กิจกรรมที่เคยปรากฏเป็นหน้าข่าวนั้น เราเข้าใจในมุมที่ความคิดสร้างสรรค์ของ ผู้สร้าง แต่ในมุมของการดูแลความสงบเรียบร้อยในภาพรวมนั้นเราเองไม่ได้มีอำนาจในเรื่อง ของการไปเซนเซอร์ (Sensor) เดี๋ยวนี้คำว่า กองเซนเซอร์ (Sensor) ไม่มีในกฎหมายแล้ว นะครับ เพราะว่ากฎหมายเราไม่ให้เซนเซอร์ (Sensor) เซนเซอร์ (Sensor) ไม่ได้แล้ว ดูเพียงแต่ว่าการสร้างจากต่างประเทศต้องมาขออนุญาตฟิล์มบอร์ด (Film Board) แต่อะไร ที่สร้างโดยคนไทยไม่ต้องขออนุญาตแล้วนะครับ มีแต่จัดเรตติง (Rating) อย่างเดียว ตั้งแต่ อายุ ๑๓ ปีลงไปจนไปถึงอายุ ๑๘ ปีบวกที่ผู้ใหญ่ต้องแนะนำในขณะชม เป็นต้น เรื่องของ หนังนั้นเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เริ่มต้นในประเทศไทยมานาน เราก็ยอมรับว่าในสัดส่วน ของงบประมาณที่รัฐไปมีส่วนสนับสนุน ส่วนใหญ่ก็เน้นหนักไปทางภาพยนตร์ รองลงมา เดี๋ยวนี้ยุคปัจจุบันก็มากขึ้นในเรื่องของละคร เราได้มีโครงการโดยเฉพาะทางวิชาการร่วมมือ กับสถาบันต่าง ๆ หลายแห่งนะครับ ยกตัวอย่างเช่น สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ได้ทำเวิร์กชอป (Workshop) เรื่องของการเขียนบทโทรทัศน์ เขียนบทละคร ยกตัวอย่าง เราก็เชิญผู้เขียนบทดัง ๆ อย่างคุณแดง ศัลยา ที่เขียนบทบุพเพสันนิวาสอย่างนี้ มาเป็นผู้บรรยายให้ความรู้นะครับ ในปัจจุบันก็ปรับรูปแบบเป็นนิวนอร์มอล (New Normal) ด้วย เราก็ยังคงดำเนินการหลายกิจกรรมอยู่ ผ่านการดูออนไลน์ (Online) แล้วก็สามารถเข้าไปดูที่ เฟซบุ๊กสแลชคอนเทนต์ไทยแลนด์(https://www.facebook.com/content.thailand) ได้ตลอดนะครับ ตอนนี้อบรมหลักสูตรกันไปแล้วถึง ๑๐๕ หลักสูตรนะครับ
ต่อข้อคำถามของท่านสมาชิกก็คือในเรื่องของการที่จะต้องมีการกำหนด กรอบในการที่จะเข้าสู่แนวนโยบายของรัฐถึงจะสนับสนุนทุนนั้นเป็นกรอบเพียงกว้าง ๆ เท่านั้นนะครับ ก็คือปัจจุบันการจัดสรรทุนเราก็ได้มี พ.ร.บ. กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ ขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ก็เป็นอีกหนึ่งกองทุนที่เป็นการสนับสนุนให้เกิดสื่อดี ๆ เรื่องภาพยนตร์ก็จะเป็นพาร์ต (Part) หนึ่งเล็ก ๆ ที่อยู่ในการจัดสรรทุนครับ ก็จะเป็นเรื่อง ของการสนับสนุนให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ แล้วก็ต่อยอดในเรื่องของการสมทบให้กับ ผู้สร้างนั้นมีทุนนะครับ ก็มีประสบความสำเร็จในหลายโครงการที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์แอนิเมชัน (Animation) เกี่ยวข้องกับการสื่อไปถึงคนตาบอด แล้วก็ทางเนตฟลิกซ์ (Netflix) มาซื้อลิขสิทธิ์ไป ปัจจุบันเราลดข้อจำกัดภาครัฐไปเยอะแล้วนะครับ เรื่องของการที่ ให้ทุนไป รับงบสนับสนุนภาครัฐไปรัฐจะต้องถือลิขสิทธิ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นไม่มีแล้ว ยกเลิก ไปแล้ว ตอนนี้ก็มีข้อปฏิบัติตรงที่ว่าถ้าเจ้าของโครงการนั้นสามารถที่จะขอเวฟ (Waive) ลิขสิทธิ์ได้ ในเรื่องของการที่จะไปต่อยอดสร้างรายได้ อันนี้ภาครัฐเป็นวัตถุประสงค์หลักที่อยากให้ เกิดงานแล้วเขาไปสร้างเงินนะครับ แม้กระทั่งคนไทยเก่ง ๆ ที่ไปอยู่ในบริษัทผู้สร้างดัง ๆ อย่างที่ดิสนีย์ (Disney) ที่ผ่านมาภาพยนตร์แอนิเมชัน (Animation) เรื่องรายา (Raya) เป็นต้น ในเรื่องของเฮดออฟสตอรี (Head of story) ก็เป็นคนไทยนะครับ อันนี้ก็สะท้อน ให้เห็นถึงมุมมองของวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องยกตัวอย่างเป็นต้นนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิก ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ที่ได้ตั้งกระทู้ถาม แล้วก็ยังยืนยันว่าในนโยบายด้านนี้เราไม่ได้จำกัดกรอบว่าจะต้องเป็นการสอดคล้องกับ นโยบายรัฐบาลเพียงอย่างเดียว เพราะว่าเรื่องครีเอทีฟ (Creative) มันเป็นเรื่องค่อนข้าง เปิดกว้างและสร้างสรรค์มากนะครับ เรื่องของความละเอียดอ่อน แม้กระทั่งสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่เป็นผู้กำกับที่อยู่ในแวดวงภาพยนตร์ อย่างสมาชิกในพรรคของท่าน ท่านธัญญ์วาริน ก็ให้คำแนะนำมาโดยตลอดในส่วนของงานด้านภาพยนตร์นะครับ ก็จะรับความคิดเห็นของ ท่านไปต่อยอดพัฒนาอุตสาหกรรมครีเอทีฟ (Creative) ด้านอื่นด้วยโดยเฉพาะเรื่องเกม นะครับ ปัจจุบันก็คิดผนวกเอากับการจัดเรื่องของการระดมความคิดหรือว่าระบบพิตชิง (Pitching) คือให้นำเสนอรูปแบบของการสร้างสรรค์เกมที่ให้คนเล่นเกม ไม่ใช่เฉพาะ คนไทยเข้าถึงวัฒนธรรมมากขึ้นนะครับ แต่ในบางเคส (Case) อย่างที่เรียนว่าการนำตัวละคร ในสิ่งที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เราเรียกอย่างนี้นะครับ อย่างเช่นท่ารำที่เคยเป็นเคส (Case) ขึ้นมาอย่างนี้ออกไปนี้ก็สามารถดำเนินการได้นะครับ จริง ๆ ที่เป็นข่าวก็คือเราไม่ได้เป็นคนเซ็นเซอร์ (Sensor) หรอก แต่เราให้ข้อคิดเห็นว่าอันนี้ เหมาะสมมากน้อยแค่ไหน แล้วก็ขณะนี้เรื่องกฎหมายกำลังอยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาใน การแก้ไข พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ให้ครอบคลุมกับอุตสาหกรรมออนไลน์ (Online) มากขึ้น เพราะปัจจุบันเราเห็นตัวเลขเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ค่อนข้างมาก ที่สำคัญก็คือ ในเรื่องของการดำเนินการในยุคปัจจุบันเราก็ไม่ได้หยุดเฉพาะช่วงโควิด (COVID) ที่เป็น อุปสรรคนะครับ เราใช้ระบบออนไลน์ (Online) ในปัจจุบันอยู่ ซึ่งกิจกรรมที่เราเคยทำ ออนกราวด์ (On Ground) ตอนนี้ก็ปรับมาเป็นออนไลน์ (Online) แต่ไม่ได้ยกเลิกไปนะครับ เพียงแต่ว่าผู้คนไม่สามารถเดินทางได้เท่านั้นเอง อย่างเช่น เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ กำลังจะเริ่มขึ้นในต้นเดือน คือวันที่ ๖ ถึงวันที่ ๑๕ กรกฎาคมนะครับ แล้วก็เทศกาล ภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานครก็จะจัดขึ้นช่วงต้นเดือนกันยายนบนรูปแบบของ ออนไลน์ (Online) นะครับ แล้วก็ยังมีเรื่องของการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) อย่างต่อเนื่องอยู่นะครับ แล้วก็การพบปะของเอกอัครราชทูต การวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) ทวิภาคี ตอนนี้ทางกระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินการ ต่อเนื่องหลายประเทศให้งานนั้นต่อเนื่อง ว่าเราจะมีการลงเอ็มโอยู (MOU) ไว้กับหลาย ๆ ประเทศนะครับ แล้วก็จะมีการรีวิว (Review) หรือว่าจะหมดอายุลงของอะกรีเมนต์ (Agreement) หรือว่าเอ็มโอยู (MOU) นั้นก็ต้องมีการพูดคุย แล้วก็ต่อเรื่องของการลงนาม ความร่วมมือ อย่างนี้เป็นต้น งานก็จะได้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องนะครับ ต้องขอบคุณ ท่านประธานและท่านสมาชิกที่ตั้งกระทู้ถาม และท่านสมาชิกทุกท่านต่อกระทู้ถามนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้เน้นย้ำว่าอุตสาหกรรมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่คน ค่อนข้างมีความตึงเครียดกับสภาวะโควิด (COVID) ทั่วโลกนะครับ เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็น เรื่องของงานเหล่านี้ออกมาทำให้คนได้มีความสุขจากสถานการณ์ที่ตึงเครียด อย่างน้อยก็คือ มีการผ่อนคลายแล้วก็ให้แง่มุมในจุดที่เราช่วยเหลือกัน เกื้อกูลกัน การเคารพเชื่อฟัง การดูแล ซึ่งกันและกันในสังคมในช่วงโควิด (COVID) เป็นอีกมุมหนึ่งที่เอามาสร้างอะไรในเชิงของ ครีเอทีฟ คอนเทนต์ (Creative Content) ได้อีกเยอะเลยครับ ต้องขอบพระคุณท่านผู้ตั้ง กระทู้ถามและท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ ขอบพระคุณครับ