สมบัติ ศรีสุรินทร์ หารือปัญหาการระบาดของโรคสัตว์ในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยเฉพาะโรคลัมปีสกินและโรคเอเอสเอฟ ที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างรุนแรงทั้งด้านเศรษฐกิจและการสูญเสียศักยภาพการเลี้ยงสัตว์ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าและขาดการเตรียมการของกรมปศุสัตว์ จึงเรียกร้องให้เร่งแจกจ่ายวัคซีน ควบคุมการระบาด และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้เลี้ยงพ่อ-แม่พันธุ์ที่สัตว์สูญเสียความสามารถในการเจริญพันธุ์ เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมปศุสัตว์และรักษาศักยภาพการส่งออก
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สมบัติ ศรีสุรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ ตามที่ท่านนิยม เวชกามา ได้เสนอญัตติโดยเป็นวาจาต่อสภาและสมาชิกทั้งหลายก็ได้ร่วมกัน แสดงความคิดเห็นต่อปัญหาที่เกิดขึ้น กระผมก็อยากจะอภิปรายเสริม โดยเฉพาะเกี่ยวกับ เรื่องของการปศุสัตว์และการบริหารราชการในกรมปศุสัตว์ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ ท่านรัฐมนตรีประภัตรซึ่งท่านก็นั่งอยู่ตรงนี้นะครับ เรื่องจริง ๆ แล้วก็คือว่าสัตว์เลี้ยงที่มันเกิด โรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ที่ว่าเป็นปุ่มป่าขึ้นนะครับ ที่จริงมันเป็นเรื่องที่ทางกรมปศุสัตว์ ก็ทราบเรื่องกันมานานแล้ว ทราบกันมาตั้งแต่ ๗-๘ เดือนที่แล้ว แล้วก็ทำให้มีการเฝ้าระวัง แต่ก็แค่เพียงเฝ้าระวัง แต่ไม่ได้มีการสั่งวัคซีนมาเตรียมเอาไว้ จนกระทั่งเมื่อมันเกิดขึ้นจริง ๆ ที่อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อสักประมาณ ๒-๓ เดือนที่แล้วนี้ก็เลยเกิดการ ตื่นตระหนก แล้วก็เกิดการระบาดของโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ทำให้ประชาชนที่เลี้ยง โค เลี้ยงกระบือนั้นเกิดความเสียหาย เป็นการเสียหาย ๒-๓ ต่อนะครับ
ประการที่ ๑ ก็คือเมื่อมีโรคระบาดขึ้น ทางกรมปศุสัตว์ก็สั่งห้ามไม่ให้มีการ เคลื่อนย้าย ก็ทำให้เศรษฐกิจอันเกี่ยวการค้าสัตว์แล้วก็ซื้อขายโค กระบือก็กระทบกระเทือน ก็ไม่เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ
ประการที่ ๒ ก็คือว่าเมื่อมีโรคระบาดลัมปีสกิน (Lumpy Skin) เกิดขึ้น ก็จำเป็นต้องรักษา ก็ขาดยารักษาโรคและขาดความเอาใจใส่ ก็ปรากฏว่ายังถูกซ้ำเติมอีก เพราะว่ายาต่าง ๆ ที่เตรียมเอาไว้ก็ไม่เพียงพอ รวมทั้งบุคลากรของกรมปศุสัตว์ก็มีไม่พอ ผมก็ค่อนข้างจะเห็นใจเพื่อน ๆ สมาชิกหลายคน เพราะว่าพวกเราหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร งานเป็นงานฝ่ายนิติบัญญัติ แต่พอเราเห็นชาวบ้านเดือดร้อน ทุกคนที่เลี้ยงสัตว์เดือดร้อน พวกเราก็ร่วมเดือดร้อนไปกับเขาด้วย ต้องพากันไปศึกษาว่าโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) มัน มาอย่างไร ไปอย่างไร มันรักษาอย่างไร โดยเฉพาะของผมเองผมยังต้องไปขวนขวายดูสิว่าเขา จะรักษากันอย่างไร ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ลองขึ้นให้ผมดูด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ทำการเปิดคลิปภาพ)
กว่าเราจะรู้ว่ามันเป็นโรคที่สามารถรักษา ได้ตามอาการ แต่ว่าตามอาการก็คือการอักเสบก็ต้องไปซื้อยาพวกยาแก้อักเสบเป็นประเภทนี้ นะครับ พวกออกซี (Oxy) หรือยาที่เป็นลองแอ็กติง (Long Acting) ก็คือยาที่ป้องกัน รักษาการอักเสบ แล้วก็ยาพวกฟลูนิซิน มีกลูไมน์ (Flunixin Meglumine) อะไรนี่เพื่อที่ จะต้องทำให้มันหายได้ กว่าพวกเราจะไปรู้ยาเหล่านี้ แล้วไปบอกชาวบ้านว่าคุณควรจะต้อง หาซื้อยาเหล่านี้มาใช้ เราก็มารู้อีกว่ากรมปศุสัตว์ก็ปล่อยปละละเลย ปล่อยให้ยาพวกเหล่านี้ ขึ้นราคา จากราคาไม่กี่บาท ต่อขวดขึ้นเป็น ๒๗๐-๒๘๐ บาท มิหนำซ้ำตอนนี้พอเกิดระบาด แรง ๆ อย่างยาม่วงที่รักษาแผลสัตว์ต่าง ๆ ในจังหวัดสุรินทร์ก็ขาดตลาดนะครับ ไม่มี พอมี โรคเหล่านี้ก็ไม่สามารถจะซื้อยาได้ ส่วนทางกรมปศุสัตว์เองท่านก็ชี้แจงว่ากำลังสั่งยาเข้ามา สั่งวัคซีนเข้ามา แต่ตอนนี้ถ้าพูดตรง ๆ ก็คือว่าวัวมันเสียหาย มันเกิดโรคแล้วกลายเป็น คล้าย ๆ กับว่าวัวหายล้อมคอกนะครับ มันมาช้าไปแล้ว ผมถึงขอวิพากษ์วิจารณ์ สักนิดหนึ่งเถอะ งานของกรมปศุสัตว์ ผมก็ไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีซึ่งผมดูว่าท่านก็มีความ ขยันขันแข็งนะ ทุกวันเสาร์ วันอาทิตย์ ผมก็เห็นว่าท่านก็ตระเวนไปทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ไปหมด แล้วก็เท่าที่ฟังเพื่อน ๆ ส.ส. ที่อยู่จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด เขาก็ทราบกันดีว่าท่านไปเยี่ยมไปให้กำลังใจเขา แต่เวลาท่านไปเยี่ยม ผมก็ไม่เห็นจะมีอธิบดีหรือมีข้าราชการฝ่ายประจำเดินตามไปรับนโยบายและไปรีบแก้ไข ให้มันสอดคล้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น ผมเห็นเพื่อน ส.ส. หลายคนเที่ยวเดินไปตามท่านว่า ท่านรัฐมนตรีช่วยผมหน่อยเถอะ บ้านผมกำลังเกิดเรื่องโรคระบาด ผมจะหาวัคซีนได้ที่ไหน ผมจะหายาได้ที่ไหนผมก็เห็นท่านพยายามจะทำ แต่การทำอย่างวันนี้ที่เราพูดกันทำกัน มันก็อยู่ในฝ่ายการเมือง ฝ่ายการเมืองเรารู้ถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน เราเข้ามาพูดกัน ตัวท่านเป็นรัฐมนตรีก็ฝ่ายการเมือง ท่านก็ออกเยี่ยมเยียน ทั้ง ๆ ที่หน้าที่ของท่านก็เป็นหน้าที่ ในเรื่องของการบริหาร แต่ท่านก็ยังอุตส่าห์เสียสละเวลาราชการออกไปเยี่ยม แต่ที่ท่าน ออกไปเยี่ยมจริง ๆ ผมถามท่านเถอะครับ มันมีปัญหาอะไรหรือครับในกรมปศุสัตว์ ผมไม่เห็น จะมีอธิบดี ไม่เห็นจะมีรองอธิบดีหรือคนที่ท่านจะสามารถสั่งการทันทีเลยว่ามันมีปัญหานี้ แล้วให้รีบจัดการให้มันได้ ผมก็ไม่เห็นว่าจะมีคนเดินตาม ดังนั้นผมก็เลยคิดว่าหรือจะคิดว่า พวกเราบ่นไปก็แค่นั้นเอง ท่านรัฐมนตรีก็เป็นแค่รัฐมนตรี ท่านก็คงจะไม่สามารถไปสั่งการ ใครได้ใช่หรือเปล่า ไม่แน่ใจนะครับ ทีนี้สิ่งที่ผมอยากจะพูดต่อไปก็คือว่าเรื่องลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ก็เป็นเรื่องหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่มันทำให้เรารู้ว่าชาวบ้านเขาเลี้ยงโค เลี้ยงกระบือ ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจ แล้วโดยเฉพาะภาคอีสานมันเป็นภาคที่เหมาะกับการเลี้ยง โค เลี้ยงกระบือ ทีนี้เมื่อเดือดร้อนขึ้นมาแล้วมันก็เสียหาย เสียหายมาก กระทบกระเทือน จิตใจมาก อย่างเวลาวัวมันป่วยตัวหนึ่งนะครับ ผมก็ไปพบมาว่ากว่าจะฉีดยาได้ มันต้องใช้ยา ๓ โดส ไปรักษาโรคอักเสบ แล้วก็ไปรักษาเรื่องที่เกิดขึ้นโดส (Dose) หนึ่งก็ประมาณ ๓๐๐-๕๐๐ บาท ๓ วันก็เข้าไป ๑,๕๐๐ บาท ก็เป็นเงินที่ต้องจ่ายไป ถ้าไม่จ่ายวัวที่เลี้ยงไว้ ก็ตาย ควายที่เลี้ยงไว้ก็ตายก็เสียหายมากกว่า นอกจากนั้นแล้วเขาไม่มีเงินจะรักษา ส่วนเจ้าหน้าที่ก็ไม่พอ วัคซีนก็มีมาช้า ทีนี้นอกจากนั้นอีกแล้วเวลาวัว กระบือเป็น โรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) มันจะมีผลกระทบต่อการเจริญพันธุ์ของเขาครับ บางทีพวกเรานึกถึงเรื่องโค กระบือที่เลี้ยงปล่อยตามทุ่ง แต่ยังมีเกษตรกรบางพวกที่เขา ทำเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ แล้วเวลาเกิดโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ขึ้นมาแล้วมันจะไม่ค่อยเจริญพันธุ์ ก็คือ เป็นหมันบ้าง หรือมันสืบพันธุ์ช้าลง หรือว่ามันเป็นหมันบ้างอะไรอย่างนี้มันก็ทำให้กระเทือน ตอนนี้ก็ดีที่มีการเยียวยาให้กับวัวที่ตาย ผมฝากท่านรัฐมนตรีนะครับ วัวที่เป็นโรคและ ไม่สามารถจะเจริญพันธุ์ได้ แล้วก็เชื้อของเขาเป็นวัวราคาแพง ๆ ก็ควรจะต้องเยียวยาเขาด้วย
ที่พูดมาตรงนี้ผมก็อยากจะพูดต่อไปอีกสักนิดหนึ่งครับ วันนี้ตัวอย่าง ของการมีโรคระบาดลัมปีสกิน (Lumpy Skin) มันเป็นเพียงตัวอย่าง หรือพูดถึงหนัง ก็หนังตัวอย่างเท่านั้น แต่โรคที่มันเสียหายมากกว่านี้ อย่างเช่น โรคที่กำลังระบาดอยู่ในทวีป เอเชีย อย่างเอเอสเอฟ (ASF) ที่ทำให้ประเทศจีนต้องทำลายสุกรของจีนเป็นจำนวนมาก แล้วเวียดนามก็ทำลายสุกรทิ้ง ลาวและเขมรรอบ ๆ เรา เพื่อนบ้านเราเกิดอุบัติของโรค เอเอสเอฟ (ASF) ทำให้พวกเขาขาดสุกรมีชีวิตในการบริโภคต่าง ๆ ส่งผลให้ประเทศไทย โดยกรมปศุสัตว์ในอดีตได้มีการทำงานมาดีคือป้องกันจนกระทั่งเอเอสเอฟ (ASF) ไม่อยู่ ในประเทศไทย แล้วประเทศไทยก็สามารถส่งสุกรออกไปขายยังต่างประเทศได้ แต่ทีนี้เรา กำลังดีใจที่ว่าตัวเลขของการส่งออกของประเทศไทย อย่างวันนี้ผมเล่าให้ฟังเพื่อท่านสมาชิก จะได้ทราบกัน ก็คือว่าวันนี้เราส่งออก เมื่อปี ๒๕๖๓ ผมเพิ่งประสานงานกับทางนายด่าน ศุลกากรแจ้งว่า ปี ๒๕๖๓ ทางช่องจอมทางด่านอีสานส่งออกสุกรมีชีวิต ๘๐๐,๐๐๐ กว่าตัว มูลค่า ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ส่วนในปี ๒๕๖๔ ยังไม่ถึงครึ่งปีนะครับ แล้วก็ขณะที่โรคโควิด (COVID) กำลังระบาดทำให้ปิดประเทศหลายประเทศ แล้วการบริโภคน้อยลง แต่ถึงกระนั้น ก็ตามก็มีการส่งออกสุกรถึง ๓๕๐,๐๐๐ ตัว เป็นมูลค่าเกือบ ๓,๐๐๐ ล้านบาท นี่เพียงครึ่งปี นะครับ ทีนี้อุตสาหกรรมตรงนี้ผมก็อยากให้ประเทศไทยรักษาเอาไว้ เพราะว่าโรคเอเอสเอฟ (ASF) พอถึงเวลามันเกิดขึ้นมาแล้วก็ไม่อยากให้เป็นอย่างลัมปีสกิน (Lumpy Skin) เกิดวัวหายแล้วล้อมคอก หรือหมูตายหมูเป็นเอเอสเอฟ (ASF) แล้วก็มาเดือดร้อนภายหลัง ซึ่งมันจะหนักหนาสากรรจ์ยิ่งกว่าการที่วัวเป็นโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) เสียอีก ดังนั้น อยากจะฝากว่า ท่านรัฐมนตรีครับท่านก็ทำงานของท่านเต็มที่ท่านกวดขันส่วนราชการที่ เกี่ยวกับท่านหน่อยสิครับ ผมยกตัวอย่างที่สุรินทร์มีการส่งออกสุกร แต่ขณะเดียวกัน มีชาวบ้านเขาไปเห็นมีการปฏิบัติไม่ถูกต้อง เช่น มีการกักกันสัตว์ที่ไม่ถูกตามระเบียบ ไม่ถูกวิธี แล้วก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกต่อไปข้างหน้า ชาวบ้านเขาร้องเรียนมายัง กรมปศุสัตว์ ร้องเรียนไปยังกระทรวง ร้องเรียนไปประมาณ ๓-๔ เดือนแล้ว แล้วก็เห็น ๆ กันอยู่แต่ก็ไม่เห็นมีการทำอะไร คงจะปล่อยให้มีการเสียหายไปจนกระทั่งส่งออกไม่ได้กระมัง จึงจะได้แก้ไขเรื่องนี้ ฉะนั้นก็ประมาณนี้นะครับผมก็อยากจะเรียนจริง ๆ ว่าเศรษฐกิจ ของประเทศตอนนี้กำลังจะต้องฟื้นฟูให้ได้ แล้วการเลี้ยงสัตว์ การปศุสัตว์อย่างที่ ท่านรัฐมนตรีท่านเป็นคนที่มีความคิดไปข้างหน้า ท่านไปดำริเรื่องโคสร้างชาติ ปศุสัตว์ สร้างชาติ แล้วก็ให้เงินสินเชื่อล้านละร้อย ส่งให้มีความกระตือรือร้นอยากที่จะเลี้ยงสัตว์ เป็นอาชีพเสริม แต่สิ่งที่ท่านผลักดันมานี้มันไม่เกิดขึ้นเท่าไร ฝ่ายประจำของท่านไม่สนองเลย วันนี้เรื่องล้านละร้อยผ่านมาปีครึ่งมันก็ไม่ไปตรงไหนหรอกครับ เพราะว่าแพะกับแกะ ไม่ชนกันก็คือธนาคารกับผู้เลี้ยงมันก็ไม่ได้เงิน มันก็ต้องรีบแก้ไขต่อไป แล้วก็ การรักษาพยาบาลสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ไม่ดี ผมเล่าอีกต่อหนึ่งครับตอนนี้ในเฟซบุ๊ก (Facebook) ของทางภาคอีสาน เขาก็กำลังบ่นกันหนักเลยครับว่าขณะที่ทางราชการ ทางกรมปศุสัตว์ส่งวัคซีนเข้ามาช้า แต่ในขณะเดียวกันก็ไปออกเหมือนกับมีการให้ตั้งรางวัล นำจับว่า ใครมีวัคซีนจะถูกจับปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ลองขึ้นภาพดูนะครับ ผมส่งภาพไปให้ดูมีหรือเปล่า ก็มีอยู่ในเฟซบุ๊ก (Facebook) นะครับว่าถ้าหากว่าใครมีวัคซีน ก็จะถูกปรับ แต่ความจริงแล้ววัคซีนที่ฝ่ายเอกชน แม็กบีฟ (MAXBEEF) ผมจำได้ว่าเป็น แม็กบีฟ (MAXBEEF) อันนี้ครับ เขาเขียนกันว่า เขาเขียนบอกว่า ใครมีอยู่บ้างแสดงตัวหน่อย เรานัดมันไปมอบตัวที่กรมปศุสัตว์กันเถอะ ก็เป็นวัคซีนเถื่อน ตั้งรางวัลนำจับ ๑๐,๐๐๐ บาท ขณะเดียวกันวัคซีน ๑ โดส มันมี ๕๐ ซีซี (CC) มันฉีดวัวได้ ๒๕ ตัว ฉะนั้นเขาอุตส่าห์ขวนขวายซื้อ ราคาที่ซื้อมาจากแม็กบีฟ (MAXBEEF) ราคาน่าจะประมาณโดส (Dose) ละ ๒,๗๐๐ บาทถึง ๓,๐๐๐ บาท แล้วก็ ถ้าใครมีก็ถือว่าได้ฉีด ได้ฉีดให้วัวตัวเอง บางคนก็เอาไปกักไว้แล้วก็ไปขายให้เพื่อน ๆ ราคา แพงขึ้น ๓,๐๐๐ บาท ๓,๕๐๐ บาท แต่เอามาจริง ๆ แล้วมีเท่าไรเขาก็ซื้อกันครับ ดีกว่า ที่วัวของเขาจะตาย วันนี้กลับกลายเป็นว่าเขาช่วยตัวเอง แต่มีการตั้งรางวัลนำจับ ๑๐,๐๐๐ บาทอีก อันนี้ไม่ดีนะครับ บางทีคนเราเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างไรเราก็ต้องอยากรักษา ผมจึงอยากจะฝากในเรื่องของข้อวิตกกังวลในเรื่องของการบริหารกรมปศุสัตว์ ผมอยากให้ ท่านรัฐมนตรีเชิญท่านอธิบดีมาคุยปรับความเข้าใจกัน แล้วช่วยกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ขึ้นกับ เกษตรกรผู้เลี้ยงโค ผู้ที่ทำการปศุสัตว์ให้เขามีอนาคตให้เขารู้ว่ากรมปศุสัตว์นั้นมองไปข้างหน้า อย่างที่ท่านรัฐมนตรีมอง แล้วก็มองไป แล้วก็มองแก้ไขปัญหาไปข้างหน้า อย่าปล่อยให้มัน เกิดเสียหายแล้วมาแก้ไขภายหลัง เหมือนอย่างที่พวกเราต้องมาพูดกันในวันนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน