นารถนารี รัฐปัตย์ ชี้แจงต่อที่ประชุมเกี่ยวกับสถานการณ์ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งในประเด็นหนี้เสียที่เกิดจากสินเชื่อเดิมและผลกระทบเศรษฐกิจ รวมถึงผลทางการเงินจากคดีซีซีเอสที่ทำให้ธนาคารขาดทุนในปี 2562 พร้อมย้ำบทบาทการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติโควิด-19 ผ่านการพักชำระหนี้ อัดฉีดสินเชื่อ และส่งเสริมการปรับตัวสู่ดิจิทัล รวมถึงการร่วมมือกับภาครัฐและเครือข่ายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและเตรียมความพร้อมด้านการท่องเที่ยว พร้อมผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านกองทุนสนับสนุนสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการรายย่อย
ขอเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร และท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรนะคะ ดิฉัน นารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอี ดี แบงก์ (SME D Bank) นะคะ ขอนำเรียนชี้แจงข้อสอบถามที่ท่านได้กรุณาสอบถามมาทั้ง ๓ ท่าน
ในประเด็นเรื่องของเอ็นพีแอล (NPL) ของธนาคาร ต้องนำเรียนว่าธนาคาร เป็นธนาคารของรัฐ กระทรวงการคลังเราถือหุ้นอยู่ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ในการดำเนินงานของเรา ในภาพรวม เราอำนวยสินเชื่อให้แก่ลูกค้าที่เป็นเอสเอ็มอี (SMEs) ในระบบเศรษฐกิจของเรา ด้วยพันธกิจของเราก็คือช่วยเหลือผู้ประกอบการ นอกจากการให้สินเชื่อแล้ว สิ่งที่สำคัญ อีกเรื่องหนึ่งก็คือการเป็นดีเวลลอปเมนต์ แบงก์ (Development Bank) ก็คือต้องมี การพัฒนาควบคู่ไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำควบคู่ เรียกว่าให้เงินทุนควบคู่กับความรู้ เหตุที่ เป็นเช่นนั้น เพราะว่าลูกค้าของเราเป็นลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่าเป็นกลุ่มที่อ่อนแออยู่ระดับ สามเหลี่ยมด้านล่างของประชากรเอสเอ็มอี (SMEs) ทั้งหมด ดังนั้นแน่นอนสัดส่วนเอ็นพีแอล (NPL) แล้วก็การอำนวยสินเชื่อจะต้องมีการผ่อนปรน แล้วก็แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ ทั่วไป การอำนวยสินเชื่อของธนาคารในช่วงตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ต้องนำเรียนว่ามีการเปลี่ยนแปลง ธนาคารก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ การอำนวยสินเชื่อของธนาคาร มีตั้งแต่การให้สินเชื่อสูงสุด ตั้งแต่ ๕๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาท ๒๐๐ ล้านบาท ๕๐๐ ล้านบาท จนกระทั่งปี ๒๕๕๗ เราก็ได้มีการปรับภารกิจเพื่อที่จะมุ่งเน้นอำนวยสินเชื่อให้แก่ลูกค้ารายที่เล็กลง ดังนั้น ปัจจุบันนี้ธนาคารให้สินเชื่อไม่เกินกว่า ๑๕ ล้านบาท อันนี้จะเป็นส่วนที่มีความแตกต่างแล้วก็ จะแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าลูกค้าในกลุ่มที่ธนาคารให้การดูแลจะ เป็นกลุ่มที่ระดับไซส์ (Size) ของวงเงินหรือรายได้นี้ไม่น่าจะเกินไปกว่า ๔๐-๕๐ ล้านบาท ต่อปีสูงสุด คอนเซนเทรชัน (Concentration) ของธนาคารตั้งแต่ปรับเปลี่ยนเครดิตลิมิต (Credit Limit) เป็น ๑๕ ล้านบาท ส่วนใหญ่สินเชื่อเฉลี่ยที่เราให้มาในช่วง ๕-๖ ปีข้างหลัง อยู่ที่ประมาณ ๒ ล้านกว่าบาทเท่านั้น แต่แน่นอนผลที่เกิดขึ้นตามมาในความอ่อนแอของ ผู้ประกอบการ ก็คือเรามีเอ็นพีแอล (NPL) เกิดขึ้น แล้วธนาคารก็ได้มีการปรับปรุง หรือพยายามที่จะแก้ไขด้วยการที่ผ่อนปรนปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงให้ความรู้ควบคู่ไปด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดของธนาคารด้วยกันว่าเราต้องมีการดูแลลูกค้าในกลุ่มนี้ สำหรับเอ็นพีแอล (NPL) ของธนาคารในปี ๒๕๖๑ มีจำนวน ๑๗,๖๑๘ ล้านบาท ขณะนั้น ในปี ๒๕๖๑ ธนาคารมีสินเชื่อรวมอยู่ ๙๖,๑๔๙ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๑ เมื่อสักครู่คำถาม คือแยกเป็นพีเอสเอ (PSA) กับสินเชื่อทั่วไปเท่าไร แยกเป็นเอ็นพีแอล (NPL) ของพีเอสเอ (PSA) อยู่ที่ ๒,๙๔๔ ล้านบาท สินเชื่อทั่วไปอยู่ประมาณ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท รวมกันได้ ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท นำเรียนว่าสินเชื่อทั่วไปนี้มาจากไหน เหตุใดที่ตัวเลขมันถึงมากกว่า สินเชื่อที่เป็นพีเอสเอ (PSA) เมื่อสักครู่ได้เรียนว่าธนาคารได้มีการให้สินเชื่อตั้งแต่ ๕๐๐ ล้านบาท แล้วลดลงเหลือ ๑๕ ล้านบาท ในช่วงปี ๒๕๕๗ เหตุหนึ่งก็คือว่าการปล่อยสินเชื่อในช่วงนั้น ได้มีความเสียหายมาก แล้วเราก็ได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู เราก็เป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจที่เข้าสู่ การฟื้นฟู ในส่วนนั้นเราก็ได้มีการแก้ไขหนี้เดิมที่เป็นหนี้เสียในขณะนั้น ปี ๒๖๖๗ ซึ่งมี ประมาณ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท การแก้ไขต่าง ๆ ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นในสัดส่วนสินเชื่อทั้งหมด ๑๗,๐๐๐ ล้านบาทเป็นสินเชื่อเก่า ค้างเก่าที่เป็นหนี้เก่า ที่มีปัญหาและยังแก้ไขไม่ได้ คั่งค้างอยู่ประมาณ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่นำเรียนเป็นสัดส่วน ตรงนี้นะคะ ในปี ๒๕๖๒ เรามีเอ็นพีแอล (NPL) สูงขึ้น ในปีดังกล่าวก็มีประเด็นในเรื่องของ สงครามการค้า ซัปพลายเชน (Supply Chain) ต่าง ๆ เอ็นพีแอล (NPL) เราสูงขึ้นเป็น ๑๙,๕๕๕ ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อที่เป็นกลุ่มพีเอสเอ (PSA) อยู่ประมาณ ๒,๐๘๗ ล้านบาท แล้วก็เป็นสินเชื่อทั่วไป ๑๕,๕๓๐ ล้านบาท สำหรับประเด็นของสินเชื่อที่เป็นเอ็นพีแอล (NPL) ของธนาคาร
ถัดมาในประเด็นที่กล่าวถึงที่มีในงบการเงินที่กล่าวถึงคดีความซีซีเอส (CCS) ที่ปรากฏอยู่ ประเด็นนี้มันเป็นประเด็นที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ธนาคารได้มีการกู้เงินต่างประเทศ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ในขณะนั้นก็ได้มีการกู้เงินสกุลดอลลาร์ แล้วภายหลังก็ได้มีข้อขัดแย้ง แล้วก็ มีการฟ้องร้องคดีความกันตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ เป็นต้นมา ศาลชั้นต้นได้มีการลงคำพิพากษา ในปี ๒๕๕๘ ศาลชั้นต้นขณะนั้นได้ให้ธนาคารชนะคดี แล้วก็มีการอุทธรณ์ ในห้วงของ การอุทธรณ์ระหว่างนั้น เดิมตั้งแต่ธนาคารมีคดีความก็ได้มีการทยอยตั้งสำรองสำหรับ เรื่องคดีความคอนทินเจนต์ (Contingent) นี้เอาไว้ในงบการเงิน หลังจากที่ศาลชั้นต้น ได้มีการพิพากษาให้ธนาคารชนะ ธนาคารก็ได้มีการปรึกษาที่ปรึกษาทางกฎหมายว่าความเสี่ยง ของธุรกรรมนี้กับทางศาลจะเป็นเท่าไร ทางที่ปรึกษากฎหมายก็ได้ให้ตัวเลขมาว่า หากธนาคารแพ้หรือชนะ แม้ว่าจะชนะก็มีความเสี่ยงที่จะต้องชำระเงินให้กับคู่ความจำนวนหนึ่ง ประมาณ ๒,๘๐๐ ล้านบาท ธนาคารก็เลยได้หยุดการสำรองธุรกรรมนี้ไว้ นับตั้งแต่นั้นอยู่ที่ ประมาณ ๒,๘๐๐ ล้านบาท หรือ ๒,๙๐๐ ล้านบาท สำหรับคดีนี้ก็ได้มีคำพิพากษาอุทธรณ์มา ในปี ๒๕๖๐ แล้วปี ๒๕๖๐ ก็ได้มีคำอุทธรณ์ออกมา ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษา ศาลชั้นต้น ดังนั้นตั้งแต่นั้นธนาคารก็เลยต้องเริ่มตั้งสำรองเพิ่มเติมขึ้นมาอีกให้มันเต็ม ตามคำฟ้อง แต่เนื่องจากว่าสิ่งที่เราได้ประเมินเอาไว้ ก็คือประเมินการสำรองธุรกรรมนี้เอาไว้ ประมาณ ๕ ปี เราก็คาดว่าคำพิพากษาศาลฎีกาก็จะลงมาในประมาณนั้น แต่ปรากฏว่าได้มี นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในปี ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นเหตุให้ตอนนั้นศาลนัดออกมาแล้วในปี ๒๕๖๒ ในปี ๒๕๖๒ เราจึงยังตั้งสำรองขณะนั้นยังไม่ครบตามคำฟ้อง ธนาคารจึงตั้งสำรองเข้าไป จนเต็มจำนวน จะเห็นว่าในงบการเงินในปี ๒๕๖๒ เราได้สำรองตรงนี้เพิ่มเติมเข้าไปอยู่ที่ ๔,๗๕๑ ล้านบาท ส่งผลให้ในปี ๒๕๖๒ ธนาคารมีผลขาดทุนเป็น ๕,๘๕๘ ล้านบาท
สำหรับในประเด็นของเอสเอ็มอี (SMEs) เป็นเจ้าหนี้รอการชดเชย เข้าใจว่า ในประเด็นนี้น่าจะเป็นเรื่องของโครงการที่เราได้เข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการ แล้วก็ได้มีมติ ของ ครม. ที่จะให้ชดเชยความเสียหายกับโครงการต่าง ๆ ที่ธนาคารได้เข้าไปดูแล ขณะนั้น มันมีเรื่องของอุทกภัย ภัยน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ประมาณ ๕-๖ โครงการที่ได้เข้าไป ช่วยเหลือในขณะนั้นเป็นการเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ ยอดเงิน ตรงนี้ขณะนี้น่าจะเป็นเงินประมาณ ๒,๖๐๐ ล้านบาท แต่ว่าในขณะนี้ธนาคารก็ยังตั้งไว้ ในบัญชี ยังไม่ได้มาขอตัวชดเชย ในการชดเชยงบประมาณในแต่ละปีที่ธนาคารตั้งงบขอกับ สำนักงบประมาณในแต่ละปีในขณะนี้ จะเป็นโครงการที่ได้ให้ความช่วยเหลือกับ ผู้ประกอบการ แล้วก็ขอเป็นเงินชดเชยเรื่องของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย พบว่าเป็นโครงการ ที่ให้ความช่วยเหลือที่ให้ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราตลาดโดยทั่วไป โครงการที่เราได้ขอไป ในปี ๒๕๖๕ แล้วก็ต่อเนื่องมาเนื่องจากเป็นโครงการต่อเนื่อง ขณะนี้มีอยู่ ๔ โครงการ ก็คือโครงการฟื้นฟูเอสเอ็มอี (SMEs) จากอุทกภัยปี ๒๕๖๐ ปีนี้น่าจะขอเป็นปีสุดท้ายแล้ว โครงการเอสเอ็มอี ทรานส์ฟอร์เมชัน โลน (SMEs Transformation Loan) โครงการนี้ จะเป็นโครงการที่ช่วยผู้ประกอบการเพื่อสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยที่ถูกในการปรับเปลี่ยน เครื่องจักร โครงการที่ ๓ ก็คือโครงการยกระดับเศรษฐกิจชุมชน อันนี้เป็นโครงการที่รัฐ เข้ามาซับซิไดซ์ (Subsidize) อัตราดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการอัตรา ๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ โครงการสุดท้ายคือเป็นโครงการที่ทำขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจาก โควิด (COVID) ในปีที่แล้ว เรียกว่า โครงการเอกซ์ตราแคช (Extra Cash) อันนี้ก็จะเป็น การชดเชยรับความเสียหาย อันนี้ไม่ได้ชดเชยเป็นตัวเงินส่วนต่างดอกเบี้ย สำหรับปี ๒๕๖๕ ที่เราได้เสนอของบประมาณเพื่อชดเชยในสิ่งเหล่านี้ อยู่ที่ ๑,๗๒๑ ล้านบาท แล้วก็ได้รับ การจัดสรรอยู่ที่ ๕๔๖ ล้านบาท อันนี้ในส่วนที่ ๒
สำหรับในเรื่องของร่วมลงทุน อีกธุรกรรมหนึ่งที่ธนาคารได้ทำ นอกจาก ให้สินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ อีกเรื่องหนึ่งที่เราทำก็คือการร่วมลงทุนกับภาคธุรกิจ ลักษณะของการร่วมลงทุนของธนาคารจะมีอยู่ ๓ อย่าง อย่างแรก ธนาคารลงไปเป็นผู้ถือหุ้น ตรงเลยกับธุรกิจ อันนี้เราจะทำได้น้อย เพราะเนื่องจากว่ามันไม่ได้เป็นธุรกรรมหลัก อันนี้เรา จะมีลูกค้าที่เราไปร่วมลงทุนอยู่ ๒ ราย ถัดมามันมีมติ ครม.ประมาณปี ๒๕๕๙ ได้มีนโยบาย ให้ธนาคารรัฐ ๓ แห่ง ทำกองทุนร่วมลงทุนให้กับผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี (SMEs) ก็เป็น หน่วยงานหนึ่งที่จะต้องทำกองทุนร่วมลงทุนจำนวน ๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเราก็ได้เปิด กองทุนนี้ขึ้นมา กองทุนนี้เป็นลักษณะของกองพีอี ทรัสต์ (PE Trust) ค่ะ กองพีอี ทรัสต์ (PE Trust) ก็คือต้องมีคนเข้ามาดูแลเงินของกองทุน มีการจดทะเบียนที่ ก.ล.ต. อย่างถูกต้อง โดยวัตถุประสงค์หลักเนื่องจากว่าเราเป็นเอสเอ็มอี ดี แบงก์ (SME D Bank) ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เราจะเข้าไปร่วมลงทุนด้วย เรามุ่งเน้นธุรกิจที่เป็นเอสเอ็มอี (SMEs) แล้วก็ ต้องการที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีการเจริญเติบโต เอกซิตเวย์ (Exit Way) ที่เรา ได้ตั้งเอาไว้ ขณะนี้เราได้เปิดทั้งหมด ๒ กอง กองแรกมุ่งเน้นไปที่ลูกค้าที่มีศักยภาพ แล้วก็ มีการจัดเตรียมกิจการที่ดี มีงบการเงินที่ดี เอกซิต (Exit) หรือเป้าหมายของลูกค้ากลุ่มนี้ก็คือ การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ขณะนี้เราก็ได้มีการร่วมลงทุนในกองนี้มาแล้ว ๒-๓ ปี แล้วก็มีลูกค้าที่พร้อม มีการยื่นไฟล์ลิง (Filing) แล้ว ๑ ราย แล้วก็น่าจะมีความพร้อม ที่จะยื่นไฟล์ลิง (Filing) ในลำดับถัดไปอีก ๒ ราย อีกกองหนึ่งเป็นกองทุนร่วมลงทุน ที่ร่วมลงทุนกับธุรกิจที่เป็นเอสเอ็มอี (SMEs) ที่อาจจะเป็นไซส์ (Size) ที่ย่อมลงมาหน่อย แต่ว่าเป็นธุรกิจเกิดใหม่ เป็นแนวคิดใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น อันนี้ก็จะเป็นอีกกองหนึ่ง แต่ว่า ทางออก เอกซิต (Exit) ของการร่วมลงทุนของกลุ่มนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องของการที่เจ้าของ สามารถที่จะยืนได้ แล้วก็ซื้อหุ้นหรือมีผู้ถือหุ้นที่เป็นภาคธุรกิจมาช่วยให้เขาเจริญเติบโต แล้วก็จัมป์อัป (Jump Up) ขึ้นไป แต่ว่าถ้าธุรกิจที่สามารถที่จะเติบโตได้ถึงขนาดที่จะ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ ก็คงจะไปในแนวทางนั้นได้เช่นเดียวกัน ก็จะมี เรื่องหลัก ๆ อย่างนี้
สำหรับเรื่องความช่วยเหลือของธนาคารที่ได้เข้าไปช่วยเหลือตั้งแต่เกิดวิกฤติ โควิด (COVID) ในปี ๒๕๖๓ คือในปี ๒๕๖๓ ธนาคารได้ทำสิ่งแรกก็คือว่าการพักชำระเงินต้น ให้กับผู้ประกอบการทั้งหมด ในขณะเดียวกันต้องนำเรียนว่าในปี ๒๕๖๓ โดยปกติธนาคาร จะมีการเบิกจ่ายเงินกู้อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ เติบโตมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ จนถึงปี ๒๕๖๒ ปีละประมาณ ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท เติบโตเป็น ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท ๓๘,๐๐๐ ล้านบาท ในปีที่ผ่านมาปี ๒๕๖๓ ขออนุญาตพูดไปถึงปี ๒๕๖๓ เลยเพราะว่ามันเป็นปีที่มีโควิด (COVID) มาพอดี ธนาคารได้เข้าไปอัดฉีดหรือช่วยเหลือผู้ประกอบการ เป็นปีที่น่าจะเรียกว่า สูงที่สุด ย้อนหลัง ๕ ปีคือ ๔๒,๔๑๗ ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประกอบการไปประมาณ ๑๗,๐๐๐ กว่าราย นอกจากนั้นในช่วงปีที่ผ่านมาสิ่งที่เป็นดีเวลลอปเมนต์ แบงก์ (Development Bank) เราเห็นปัญหาว่าลูกค้าหรือผู้ประกอบการที่อยู่กับเรา หรือแม้แต่ ลูกค้าที่เป็นเอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็ก ๆ สิ่งหนึ่งที่ช็อก ผู้ประกอบการอย่างมาก ก็คือการค้าขาย วิธีการค้าขายที่ยังมีความไม่พร้อม ยังไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองได้ทัน เนื่องจากว่าเมื่อโควิด (COVID) มา การขายออฟไลน์ (Offline) ถูกตัดโดยสิ้นเชิง ปัญหานี้ ของผู้ประกอบการที่ปรับตัวไม่ทันไม่ได้มีแค่รายเล็ก ๆ รายที่ขนาดกลาง ๆ หรือขนาดที่ ใหญ่ขึ้นมาหน่อยที่มีความแข็งแรงระดับหนึ่ง แต่ว่าไปตั้งอยู่ในบริเวณที่มีการท่องเที่ยวเป็นหลัก มีใช้วิธีการขายเป็นเอาต์เลต (Outlet) เป็นหลัก เมื่อนักท่องเที่ยวไม่มาก็ได้รับผลเดือดร้อนมาก เช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ธนาคารได้รีบเร่งทำในปีที่แล้ว ก็คือได้รวมกลุ่มกับผู้ประกอบการ แล้วก็จับมือกับแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้กับผู้ประกอบการในการที่จะ ค้าขายในเชิงอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) เพิ่มมากขึ้น ในขณะนี้หลักสูตรทั้งหมดที่ ธนาคารออนเชลฟ์ (On-shelf) ของเว็บไซต์ (Website) ของธนาคารเองน่าจะมีมากกว่า ๑๕๐ คอนเทนต์ (Content) แล้วก็ ๔๗ รายวิชา แล้วก็สอนหลัก ๆ ที่ผู้ประกอบการสนใจมาก ๆ ก็คือการค้าขายออนไลน์ (Online) แล้วก็การปรับปรุงระบบธุรกิจของตัวเองในช่วงที่ผ่านมา ในแง่ของการพักชำระหนี้จนถึงปัจจุบันได้มีลูกค้าที่เข้าการพักชำระหนี้แล้วกว่า ๔๐,๐๐๐ ราย เป็นวงเงินประมาณ ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท ต้องนำเรียนว่าผู้ประกอบการก็มีความเดือดร้อน เป็นอย่างมาก ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าที่อยู่กับธนาคารเอง ก็เข้าสู่กระบวนการ พักชำระหนี้แล้วทั้งนั้น ลูกค้าที่ยังมีสถานะที่เป็นปกติอยู่ก็อาจจะเหลือสักประมาณ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ในช่วงที่ผ่านมาลูกค้าเหล่านั้นแม้ว่าจะได้รับผลกระทบ ธนาคารก็ได้มีความช่วยเหลือด้วยการที่ทั้งอัดฉีดเงินเข้าไปในรูปของการให้ซอฟต์โลน (Soft Loan) แล้วก็โลน (Loan) ประเภทอื่น ๆ ที่เป็นอัตราที่เป็นความช่วยเหลือ อย่างที่นำเรียน ว่าทางรัฐบาลเองก็ได้ช่วยเหลือในเรื่องของการออกโครงการสำคัญ ก็คือตัวเอกซ์ตราแคช (Extra Cash) ออกมา
แล้วลำดับถัดไปที่ธนาคารจะเข้าร่วมก็คือในภาคท่องเที่ยว เพื่อเตรียมการ ที่จะเปิดการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี หรือว่าช่วงไตรมาส ๔ ที่คาดว่าถ้าวัคซีนมีความคืบหน้า และทั่วถึงก็มีโอกาสที่จะเปิดการท่องเที่ยวได้ และผู้ประกอบการหลายรายก็ได้เข้ามา ซึ่งเราได้ทำงานร่วมกับสมาคม เนื่องจากว่าเราเป็นธนาคารขนาดเล็ก เรามีอยู่ ๙๕ สาขา เท่านั้น สิ่งสำคัญที่เป็นกลยุทธ์ในการทำงานของเราก็คือ เราทำงานร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ ไม่ว่าจะสมาคมอาหาร สมาคมภัตตาคาร สมาคมพวกท่องเที่ยวต่าง ๆ ล่าสุดก็ได้มีการ พูดคุยกันเพื่อที่จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ในแต่ละกลุ่มว่ามีการติดขัดในประการใดที่จะต้องมีการผ่อนปรนเกณฑ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในแง่ของการเป็นสถาบันการเงินที่เราต้องมีวินัยการเงินที่ดี เราก็คงมีการคุยควบคู่กับ ทางกระทรวง ทางหน่วยงานรัฐที่เป็นผู้กำกับดูแลแต่ละเซกเตอร์ (Sector) อย่างเป็นระบบ ว่าจะมีการเข้ามาชดเชยหรือการดูแลผู้ประกอบการกลุ่มเหล่านี้อย่างไร ถ้าเกิดว่า มีความเสียหายเกิดขึ้น โดยภาพรวมก็นำเรียนชี้แจงตามนี้ ขอบพระคุณค่ะ