อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ชี้แจงและหารือแผนงานเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 โดยเน้นการสนับสนุนการบริโภคในประเทศ การลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงมาตรการช่วยเหลือให้เงินถึงมือประชาชนและร้านค้าชุมชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการโฟกัสผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อม รวมถึงหารือเรื่องการกู้เงินและภาระหนี้สาธารณะ โดยขอให้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีและผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 เพื่อให้การใช้งบประมาณมีเป้าหมายชัดเจนและรักษาการจ้างงานได้อย่างต่อเนื่อง
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขออนุญาตเรียนชี้แจงเพิ่มเติมจากที่ผม ได้อธิบายเมื่อวานนี้ ซึ่งก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้กรุณา อภิปรายเมื่อวานตลอดทั้งวัน ซึ่งก็ได้รับความข้อคิดเห็น ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ ข้อท้วงติง ต่าง ๆ ซึ่งกระผมก็จะรับไปดำเนินการแล้วก็ปรับปรุง ที่สำคัญก็คือเรื่องของการปรับปรุง วิธีการทำงาน ซึ่งท่านสมาชิกก็ได้พูดไว้เมื่อวานนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายละเอียดของ กรอบแผนงานทั้ง ๓ แผนงาน ซึ่งในครั้งนี้ผมก็เห็นว่าจริง ๆ แล้วเมื่อวานที่ได้แถลงนั้น ผมก็พูดไว้พอสมควรว่าจุดเน้นในแผน ๒ กับแผน ๓ นั้นอยากจะให้ลงไปกลุ่มเป้าหมาย ให้มันชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาในปี ๒๕๖๓ นั้น ช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในรอบแรกนั้นก็มีการเยียวยา แล้วก็มาเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นนั้น เราก็เริ่มที่จะ เข้าไปช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน ทั้งในเรื่องของโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน ชิมชอปใช้ ชอปดีมีคืนอะไรต่าง ๆ นั้น ก็เพื่อที่จะให้การบริโภค ภายในประเทศของเรานั้นไม่หยุดชะงัก นั่นก็คือประเด็น เพราะว่ารายได้ส่วนหนึ่ง รายได้หลัก ของประเทศส่วนหนึ่งนั้นก็มาจากการท่องเที่ยว ซึ่งปีที่แล้วนั้นการท่องเที่ยวก็หายไปหมด เพราะฉะนั้นในเรื่องของการเข้าไปช่วยเหลือทั้งเยียวยากับในเรื่องของบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ของพี่น้องประชาชนก็เป็นเรื่องที่จำเป็น นอกจากนั้นก็ยังมีส่วนที่ไม่ได้ช่วยเหลือเป็นตัวเงิน แต่ว่าเป็นส่วนลดในเรื่องของค่าสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่าง ๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ แม้ว่า อาจจะเป็นช่วงระยะสั้น ๆ ก็ตาม แต่ว่าก็ได้ช่วยพี่น้องประชาชนนะครับ
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งนั้นในฐานะของผู้ประกอบธุรกิจ ก็ผ่านมาตรการต่าง ๆ ของ รัฐบาล อย่างกรณีของคนละครึ่งนั้นความจริงก็มีโครงการ ๒ ระยะ ระยะที่ ๑ นั้นก็เป็น โครงการที่เราเปิดทั่วไป ไม่ว่าจะใช้จ่ายที่ไหน ก็ใช้จ่ายได้ ก็มีประเด็นเหมือนกันว่าเราเข้าไป ช่วยในลักษณะบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการออกแบบโครงการของคนละ ครึ่งนั้นก็มุ่งเน้นที่จะให้ไปถึงระดับประชาชน แล้วก็ไปถึงในระดับห้างโชว์ห่วยที่ไม่ได้จด ทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต่าง ๆ เหล่านี้ก็ทำให้ร้านค้าในชุมชนนั้นก็มีความคึกคัก แล้วก็มีรายได้ เพิ่มขึ้น อันนั้นก็คือวัตถุประสงค์ตรงนั้น ก็เป็นส่วนที่เราพยายามให้ถึงเศรษฐกิจฐานรากนั้นให้ มากที่สุด อันนั้นก็เป็นประเด็นในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือ แต่ผู้ประกอบการนั้นก็จะได้ ในส่วนที่ผ่านร้านต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตสินค้าอุปโภค บริโภคต่าง ๆ ก็จะได้ ตรงนั้น แต่คราวนี้ในส่วนของแผน ๒ แผน ๓ ที่มีโฟกัส (Focus) มากขึ้นหน่อย ก็ตรงที่ว่าจะ ตรงไปที่ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก แล้วก็ตัวเล็ก ๆ อันนี้ก็เป็นจุดมุ่งหมายอันหนึ่ง ที่ได้มีการหารือกันไว้ ประการที่ ๒ ก็เป็นข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกเช่นเดียวกัน ว่าทำ อย่างไรที่จะทำให้รักษาการจ้างงานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีที่แล้วนั้นก็ทำ แต่ว่าอาจจะยังทำ ไม่จุใจ เพราะว่าเราเจอรอบ ๒ รอบ ๓ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องคำนึงถึงพี่น้องประชาชน ผู้ที่อาจจะถูกลดชั่วโมงการทำงาน แล้วก็เรื่องของการถูกออกจากงานกลับไปต่างจังหวัด เพราะฉะนั้นในเรื่องของการดูโครงการต่าง ๆ นั้นก็จะให้ตรงเป้าหมายหรือให้เป็นทาร์เก็ต กรุ๊ป (Target Group) ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นนะครับ อันนี้ก็เป็นวัตถุประสงค์ในเรื่องของการใช้ เม็ดเงินก้อนนี้นะครับ
ส่วนประเด็นที่ ๒ ในรายละเอียดนั้น ผมขออนุญาตให้ทางท่านปลัด กระทรวงการคลังได้อธิบายเพิ่มเติมในเรื่องของการกู้ แล้วก็เรื่องของภาระหนี้ต่าง ๆ ซึ่งก็มี คำถามคั่งค้างอยู่ว่าหนี้ของเรานั้นจะเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ซึ่งท่านสมาชิกก็ได้มีการทำ ตัวเลขต่าง ๆ ก็คาดการณ์ ตัวเลขทั้งหมดนั้นก็เป็นตัวเลขคาดการณ์นะครับ ซึ่งเดี๋ยวผม จะขออนุญาตให้ทางท่านปลัดกระทรวงการคลังได้อธิบายเพิ่มเติม ซึ่งก็มี ๓ ประเด็นหลัก ๆ ด้วยกันว่าในเรื่องของสัดส่วนหนี้สาธารณะนั้นจะเป็นเท่าไร คงจะต้องมีการทบทวนว่า หนี้และองค์ประกอบของหนี้นั้นมีอะไรบ้าง ส่วนที่ ๒ ก็คือแล้วเรื่องของความสามารถในการ ชำระหนี้ ส่วนที่ ๓ นั้นก็คงจะเป็นในเรื่องของ แล้วในภาวะที่ไม่ปกติ ซึ่งต้องยอมรับว่า ๒ ปี ที่ผ่านมานั้นคงไม่ใช่ประเทศเราประเทศเดียว แต่เป็นกันทั่วโลก คือการแพร่ระบาดของโควิด (COVID) นั้นเกิดขึ้นทั่วโลก ก็ต้องถือว่าเป็นภาวะที่ไม่ปกติ เราจะดำเนินการอย่างไร ในเรื่องของส่วนที่เรามีการกู้เงินเพิ่มเติมจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ตรงนี้จะเป็นภาระ ที่เราควรจะต้องกำหนดในเรื่องของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) นั้นอย่างไร ซึ่งก็คง จะมีความแตกต่างกัน เมื่อวานท่านสมาชิกก็ได้มีการพูดถึงว่าในอดีตหนี้ของเราก็เพิ่มขึ้น แต่ว่าสุดท้ายก็ค่อย ๆ ปรับลดลงเมื่อเศรษฐกิจนั้นฟื้นตัว อันนี้ก็เป็นเงื่อนไขหนึ่ง เพราะถ้า เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหนก็จะทำให้ประชาชนแล้วก็ธุรกิจนั้นมีรายได้ การจัดเก็บ ภาษีนั้นก็จะเพิ่มขึ้นตามมา ก็จะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของเราหรือว่าในเรื่องของ สัดส่วนหนี้ของเรานั้นก็จะดีขึ้น อันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่ผมอยากจะขอให้ท่านปลัด กระทรวงการคลังได้อธิบายในรายละเอียดเพิ่มเติมนะครับ ก็ขอกราบเรียนว่าทุกข้อความเห็น แล้วก็ข้อสังเกต โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอแนะนั้นเป็นประโยชน์ครับ เป็นประโยชน์สำหรับ การทำงานของกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้จะต้องกู้เงิน ในการกู้เงินนั้นก็ขอเรียนว่าในการกู้ ทุกเม็ดเงินนั้นเราก็จะทำด้วยความรอบคอบ มีการติดตามสถานการณ์ของตลาดเงิน ตลาดทุนทั้งภายในและภายนอกเพื่อให้การบริหารหนี้สาธารณะของเรานั้นเป็นไป อย่างเหมาะสม แล้วก็เป็นการบริหารที่ดีที่สุดสำหรับประเทศนะครับ อันนี้ก็เป็นภาระหน้าที่ ของทางกระทรวงการคลังนะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนและขอรับความเห็นทุกความเห็น ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติไปทำงานต่อไปนะครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ