ศิริกัญญา ตันสกุล ตั้งข้อสังเกตถึงความคล้ายคลึงและเจตนาแอบแฝงในการออก พ.ร.ก. กู้เงินที่ไม่เปิดเผยรายละเอียด พร้อมเรียกร้องความโปร่งใสและเสนอให้ใช้กระบวนการงบประมาณปกติแทน โดยนำเสนอข้อมูลผ่านสไลด์ประกอบการประชุม วิพากษ์วิจารณ์การบริหารเงินกู้และนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ชี้ถึงความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ ความล้มเหลวในการเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการ รวมถึงการขาดภาวะผู้นำในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง และแสดงจุดยืนคัดค้าน พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับใหม่ เนื่องจากมองว่ามีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพค่ะ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้ที่เรามาพิจารณา พ.ร.ก. ฉบับนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกเดจาวู (Deja Vu) ค่ะ ท่านประธานเคยเป็น ไหมคะ เหมือนกับว่าเราเคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ก็คงจะเป็นเพราะว่าการมาขอกู้เงิน ในครั้งนี้มันช่างเหมือนกับตอนที่มีการมาขออนุมัติสภาให้อนุมัติ พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท เมื่อปีที่แล้วเป๊ะเลยค่ะท่านประธาน รอบนี้ก็ยังมาพร้อมกับ พ.ร.ก. ๕ หน้า เหมือนเดิม ตารางกรอบวงเงินที่บอกว่าใช้เงินอะไรบ้าง ๑ หน้าเหมือนเดิม ขอกู้เงินแบบ เช็คเปล่าเหมือนเดิม ไม่ต้องมีโครงการ ไม่ต้องมีรายละเอียด ไม่ต้องมีเป้าหมาย ไม่ต้องระบุผลที่จะได้รับเหมือนเดิมเลยค่ะ รอบที่แล้วเรายังพออนุโลมกันได้ เพราะว่าวิกฤติ มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจจะคิดโครงการกันไม่ทัน ก็เลยยอมให้กู้ไป คิดไป แต่รอบนี้ไม่มี ข้อแก้ตัวแล้วนะคะ แถมตอนที่ออก พ.ร.ก. ก็ปิดข่าวเงียบ ไม่ปริปากบอกประชาชน จนกระทั่งประกาศลงราชกิจจานุเบกษา แล้วก็ถึงจะออกมาแถลงข่าว หากจะอ้างว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๔ บอกว่าเป็น พ.ร.ก. เกี่ยวกับภาษีอากรและเงินตรา ก็เลยพิจารณา แบบลับได้ ก็ฟังไม่ขึ้นค่ะ เพราะว่ารอบที่แล้วตอนที่กู้ ๑ ล้านล้านบาท อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังก็ยังออกมาแถลงข่าวหลังการประชุม ครม. อยู่เลย ในเอกสารที่ส่งเข้า ครม. ก็ไม่ได้อ้างมาตรา ๑๗๔ ด้วยซ้ำไปนะคะ แบบนี้ดิฉันคิดว่ามันแสดงเจตนาที่จงใจ จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากทั้งประชาชน แล้วก็สภาผู้แทนราษฎรอย่างชัดเจน ถ้ารัฐบาล จะกู้เงินไปทำโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์ โครงการก่อสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นฟูชุมชน ขุดหนอง ขุดสระ อะไรต่าง ๆ นานา ดิฉันก็ต้องบอกว่าขอให้เสนอมาเป็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรือว่า งบกลางปีให้สภาแห่งนี้อนุมัติจะดูเหมาะสมกว่า แต่ว่าถ้าท่านจะแย้งว่าการออกเงินกู้ เป็นพระราชบัญญัติอาจจะใช้เวลานานถึง ๕-๖ เดือน ดิฉันก็บอกได้เลยว่าไม่เป็นความจริงค่ะ เพราะว่าสภาแห่งนี้ก็เคยพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ใช้เวลา ไม่ถึง ๒ อาทิตย์ค่ะ รวมกับที่วุฒิสภาพิจารณาด้วยก็ยังอยู่ในเวลา ๒ อาทิตย์อยู่ดี เราก็เคยทำ มาแล้ว แล้วที่อ้างว่าต้องออกมาเป็น พ.ร.ก. เพราะว่ามีความจำเป็น รีบร้อน เร่งด่วน นี่ผ่านมาแล้ว ๓ สัปดาห์เราก็ยังไม่เห็นเลยว่าจะออกมาตรการอะไรออกมาที่จะเยียวยาประชาชนอย่างเป็น ชิ้นเป็นอัน ต่อให้มองในแง่ดีนะคะ นี่อาจจะเป็นการกู้เพื่อที่จะแก้วิกฤตการณ์ทางการคลัง เพราะว่ารัฐบาลเองก็อาจจะชักหน้าไม่ถึงหลัง อาจจะชอต (Shot) เงินไปบ้างในบางช่วงเพราะ ในตอนแรกที่ ครม. พิจารณารับตัวร่าง พ.ร.ก. เงินกู้ มีถ้อยคำค่ะ มีมาตราหนึ่งที่บอกว่า จะเอาไว้ใช้เพื่อบริหารสภาพคล่องตามมาตรา ๖ ที่ดิฉันโชว์อยู่ในสไลด์ (Slide) ตอนนี้นะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
แต่พอพระราชกำหนดนี้ถูก ประกาศลงพระราชกิจจานุเบกษาก็มีการตัดถ้อยคำนี้ออกไป ทำแบบนี้แล้วประชาชนจะ มั่นใจได้อย่างไรว่าถ้าคลังเกิดขาดเงิน ถังแตกขึ้นมาจริง ๆ รัฐบาลจะยังมีเงินพอใช้จ่าย รายงานความเสี่ยงทางการคลังก็มีการระบุไว้ชัดค่ะว่ารายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บได้มีความเสี่ยงที่ จะพลาดเป้าในปี ๒๕๖๔ นี้ ดิฉันก็ต้องขอร้องรัฐบาลนะคะว่าอย่าเอาแต่ปกปิดความผิดค่ะ หน้าที่คือต้องปกปิดช่องโหว่ที่จะสร้างปัญหาให้กับประชาชน อย่ากลัวแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ จนทำให้ประชาชนต้องมารับภาระที่เป็นความเสี่ยงแบบนี้ ท่านประธานคะ หลายท่านพูด ไปแล้ว นี่อาจจะเป็นเงินกู้ก้อนสุดท้ายของประเทศไทยถ้ายังไม่มีการแก้เพดานหนี้สาธารณะ ให้สูงเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีก็พูดเองเมื่อสักครู่ว่า ท่านไม่อยากทำผิดกฎหมาย แต่ก็รอดูแล้วกันนะคะว่านายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังแห่งรัฐจะแก้กรอบวินัยการเงินการคลังอีกครั้งหรือไม่ ในประเด็นนี้ สำหรับดิฉันและพรรคก้าวไกลไม่มีใครติดใจค่ะ เราทราบดีกว่ากรอบวินัย การเงินการคลังนี้อาจจะไม่สมเหตุสมผลในสถานการณ์ปัจจุบันสักเท่าไร ก็จะมีแต่ ท่านนายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่ดูจะวิตกจริตมากเป็นพิเศษ สำหรับพระราชกำหนดเงินกู้ฉบับนี้ ดิฉันและพรรคก้าวไกลมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าเราไม่สามารถที่จะอนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้ได้ เพราะว่าเป็นการกู้ที่มีความเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศล่มจม สิ่งที่เราคัดค้านการกู้แบบเดจาวู (Deja Vu) ในครั้งนี้ก็คือว่าผลงานที่ผ่านมาที่เราเห็นความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าตลอด ๑ ปีที่ผ่านมานะคะ ในด้านแผนงานด้านสาธารณสุข ฟังชัด ๆ นะคะ ดิฉันไม่ได้ แคร์ (Care) ว่าท่านจะอนุมัติเก่งแค่ไหน เมื่อวานก็เพิ่งมีการอนุมัติชุดใหญ่ไฟกระพริบไปจน ครบเกือบเต็มวงเงินนะคะ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อเบิกจ่ายได้ล่าช้า ได้มีการเข้าไปดูบ้างหรือเปล่า ว่าหน้างานเขาติดปัญหาอะไร ไปช่วยแก้ปัญหา แก้ระเบียบอะไรให้เขาบ้างหรือเปล่า เหมือนเดิมนะคะ ถ้าตอบได้แค่นี้ว่าก็เป็นไปตามระเบียบเบิกจ่ายจัดซื้อจัดจ้างแล้วก็จ่ายกัน ไปตามยถากรรมได้เท่านี้ อนุมัติ ๒,๐๓๗ ล้านบาท เบิกจ่ายได้ ๑๗ ล้านบาทแบบนี้ ดิฉันก็ ไม่รู้ว่าเราจะมีนายกรัฐมนตรีเอาไว้ทำไม ถ้าไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องยาก ๆ ที่จะช่วยอำนวย ความสะดวกให้กับคนที่ปฏิบัติงานให้ทำงานได้อย่างคล่องตัวขึ้น ตัวอย่าง ๒ ตัวอย่างที่ดิฉัน โชว์ในหน้าสไลด์ (Slide) ท่านอนุมัติซื้อเครื่องช่วยหายใจ ๑,๐๐๐ กว่าเครื่อง ซื้อวัสดุอุปกรณ์ ทางการแพทย์อีก ๑๗๐ ล้านชิ้น ตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคม ซึ่งเมื่อเช็ก (Check) ตาราง การปฏิบัติงานต้องเบิกจ่ายตั้งแต่ประมาณเดือนมีนาคม เดือนเมษายน แต่ว่านี่มันเดือน มิถุนายนเข้าไปแล้วถึงจะเริ่มเบิกจ่ายได้ ก็เท่ากับว่าล่าช้าไป ๒-๓ เดือน เบิกจ่ายจริง ๆ จนถึง ทุกวันนี้ยังไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไป เท่าที่ทราบข้อมูลก็คือพวกเครื่องช่วยหายใจก็ยังซื้อ ไม่ได้เลยสักเครื่อง เราก็เลยไม่แปลกใจค่ะว่าที่โรงพยาบาลต่าง ๆ ต้องออกมาเรี่ยไร ขอรับ บริจาคกันเองจากประชาชน ลองคิดดูนะคะว่าถ้าเรามีเครื่องป้องกันการติดเชื้อให้กับ บุคลากรทางการแพทย์หน้างานมากกว่านี้ ด่านหน้าก็ไม่ต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงติดโควิด (COVID) แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ถ้าเรามีเครื่องช่วยหายใจมากกว่านี้ มีห้องไอซียู (ICU) มากกว่านี้ มีห้องความดันติดลบมากกว่านี้จะมีอีกกี่ชีวิตที่จะไม่ถูกพรากไป เพียงเพราะการ บริหารของรัฐบาลล้มเหลว ในด้านเยียวยาก็ล้มเหลวค่ะ ยิ่งเยียวยาประชาชนก็ยิ่งได้เงิน น้อยลงไปเรื่อย ๆ การระบาดยิ่งหนัก ประชาชนก็ยิ่งได้เงินน้อยนะคะ การระบาดครั้งหลังสุดนี้ ยิ่งยืดเยื้อ ก็เพิ่งจะชดเชยไปเพียงแค่ ๒,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง ล่าสุดทางเพจ (Page) เราชนะ ประกาศมาตรการออกมาว่า จะเยียวยา ๑,๒๐๐ บาท โดยการซอยออกเป็นอาทิตย์ละ ๒๐๐ บาท นี่ท่านเห็นชีวิตของ ประชาชนมีราคาเพียงเท่านี้เองหรือ ๒๐๐ บาทนี่ไม่ใช่เงินเยียวยาแล้วนะคะ เรียกว่าเป็นค่า ขนมเด็กไปโรงเรียนนะคะ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนใด ๆ ว่าเอสเอ็มอี (SMEs) จะมี มาตรการใด ๆ สำหรับพวกเขานอกเหนือไปจากการยัดเยียดความเป็นหนี้ผ่านมาตรการเงินกู้ ต่าง ๆ ของรัฐ ผู้ประกอบการที่ถูกสั่งปิดโดนผลกระทบจากมาตรการของรัฐทั้งร้านอาหาร ร้านนวด ผับ (Pub) บาร์ (Bar) พวกเขาไม่สมควรได้รับเงินเยียวยาค่ะดิฉันคิดว่า สิ่งที่พวกเขา ต้องได้คือเงินชดใช้ความเสียหายที่รัฐเป็นผู้ก่อ แต่ไม่กล้าพอที่จะรับผิดชอบ ทุกวันนี้ท่องอยู่ คำตอบเดียวก็คือไม่มีข้อมูล เขาไม่ได้เสียภาษี เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จะจ่ายเท่าไรก็ไม่รู้ แต่นี่ ปิดเขามาได้ ๓ รอบแล้วนะคะ ในรอบ ๑ ปี แต่ไม่มีปัญญาทำฐานข้อมูลว่าตกลงร้านพวกนี้อยู่ ที่ไหน เดือดร้อนอย่างไรบ้าง เจ๊งไปแล้วหรือยัง นี่ขนาดว่า พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท มี การระบุชัดในบัญชีแนบท้ายว่าต้องมีแผนงานย่อยที่จะต้องช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการ ชัด ๆ เลยถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเลยสักบาท แล้วที่เขียนลอย ๆ ไว้ใน พ.ร.ก. ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันใหม่แค่ว่าจะช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกสาขาอาชีพ เราคงไม่ต้องหวังกันแล้วกระมังคะ แล้วก็ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะไม่มีเงินสำหรับการเยียวยา ในระหว่างที่รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยา อย่างกะปริดกะปรอยอยู่นี้ รัฐบาลก็ได้กั๊กงบส่วนหนึ่งเอาไว้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเอาไปให้กระตุ้นโครงการบริโภคอย่างโครงการคนละครึ่ง ยิ่งใช้ยิ่ง ได้ แต่ก็ต้องถามว่าแล้วมันใช่เวลาที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจหรือเปล่า ในระยะเวลาที่ตอนนี้ยัง ควบคุมการระบาดไม่ได้ ยิ่งอัดฉีดเงินเข้าไปมันก็ไม่ต่างกับการเทน้ำลงบนกองทรายหรือเปล่า ถ้าเราดูจากแผนภาพเราจะเห็นว่างบประมาณสำหรับฟื้นฟูประเทศจริง ๆ ที่ได้ตั้งไว้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดนลดวงเงินเหลือ ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปเป็นโครงการกระตุ้นที่ อนุมัติไป ณ วันที่ ๒๘ ไปแล้ว ๗๗,๐๐๐ ล้านบาท อนุมัติกระตุ้นเพิ่มอีก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ส่วนที่มันจะเป็นโครงการที่จะเป็นการจ้างงานเป็นการวางรากฐานสำหรับอนาคตที่ นายกรัฐมนตรีพูดถึงว่าเราพูดถึงอนาคต อนาคตนี่นะคะ เพียงแค่ ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่ายไปได้ไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ บาท หรือเพียงแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ โครงการที่ลงไป ก็อย่างเช่น โครงการ ๑ ตำบล ๑ เกษตรทฤษฎีใหม่โคก หนอง นา โมเดล ซึ่งก็เป็นโครงการเพชร โปรเจคต์ (Project) ของสภาพัฒน์นะคะ แต่ปรากฏว่าพอไปดูหน้างานก็ทำไม่ได้จริง มีการปรับเป้าจากโคก หนอง นา เหลือแค่หนองอย่างเดียวตัด โคก และ นา ออกไปไม่ต้องขุด แล้ว เหมืองคลองไส้ไก่ ปั้นโคกไม่ต้องปั้นแล้ว คันนาทองคำไม่ต้องมีเหลือแต่หนองอย่างเดียว แล้วก็ลดขนาดหนองลงไปอีก ที่เหลือก็มีแต่โครงการเบี้ยหัวแตกไม่ได้มีผลผลิตอะไรที่มันเป็น ชิ้นเป็นอัน จาก ๒๙๘ โครงการ เป็นโครงการที่ลงในรายจังหวัดประมาณ ๒๑๐ โครงการ เพิ่งเริ่มเบิกจ่ายไปได้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะ ที่พูด มาทั้งหมดนี้ก็ต้องบอกว่าก็เป็นเดจาวู (Deja Vu) อีกค่ะ เพราะว่าเมื่อ ๑ ปีที่แล้วดิฉันเองก็ เคยพูดในสภาแห่งนี้ว่า ๑ ล้านล้านบาท ให้เก็บไว้ใช้กับแผนสาธารณสุขกับแผนเยียวยาเถอะ แผนฟื้นฟูถ้ายังคิดไม่เสร็จก็อย่าเพิ่งรีบมาขอ ให้กลับไปทำเป็นแผน พ.ร.บ. เป็น พ.ร.บ. แผนฟื้นฟูประเทศแล้วค่อยกลับมานำเสนอกับสภาใหม่อีกครั้ง ตอนนั้นท่านก็ไม่เชื่อแล้ว ก็ยังดันทุรังคิดไปทำไปแล้วก็ล้มเหลว ประเทศก็เสียโอกาส ท่านประธานคะ ดิฉันได้อภิปราย ถึงความเหลวแหลกของการกู้ที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าดิฉันและพรรคก้าวไกลจะคัดค้านการกู้ ในทุกกรณี เพราะการกู้เพื่อนำพาประเทศให้รอดก็เป็นไปได้ค่ะ เมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกาเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ หรือที่เรียกกันว่า เดอะเกรท ดีเปรสชัน (The Great Depression) ก็ได้มีการทำโครงการนิวดีล (New Deal) ซึ่งเป็นการกู้ขนานใหญ่ แล้วกลับกลายเป็นการกอบกู้ประเทศจนกลับมาเป็นประเทศ มหาอำนาจที่ชนะสงครามโลกได้ หรือเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ โครงการมาร์แชลล์แพลน (Marshall Plan) ก็เป็นโครงการเงินกู้ที่ฟื้นฟูยุโรปจากความพังพินาศหลังสงคราม จนยุโรป กลับมาเจริญก้าวหน้า ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาจ่ายหนี้มากกว่า ๖๐ ปีก็ตาม สรุปได้ว่าถ้ารัฐบาล กู้มาแล้วมันแก้ปัญหาประเทศ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้ เศรษฐกิจโตเร็วกว่าดอกเบี้ยหรือว่า ภาระหนี้ หนี้สินก็จะกลายเป็นทรัพย์สินแล้วประเทศก็จะรอด แต่ถ้ากู้แล้วประเทศยังย่ำ อยู่กับที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น หนี้สินพอกพูนจนดอกเบี้ยโตเร็วกว่าเศรษฐกิจประเทศก็จะล่ม จากวิกฤติโควิด (COVID) ที่ผ่านมาดิฉันได้เห็นตัวอย่างโครงการกู้เงินที่มีวิสัยทัศน์ ตัวอย่างหนึ่งค่ะ ประเทศนี้เผชิญกับวิกฤติที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์มาก ปีที่แล้วทั้งปีมีคนตายจากโควิด (COVID) ไป ๔๐๐,๐๐๐ คน จีดีพี (GDP) ไตรมาส ๒ ของปีที่แล้วติดลบลึกถึง ๓๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเขาวางแผนเงินกู้เพื่อฟื้นฟูประเทศจากโควิด (COVID) อย่างไรบ้าง เดี๋ยวเรา มาดูแผนงานการใช้เงินของเขากันค่ะ แผนงานการกู้เงินนี้มีการลงไปสำรวจความคิดเห็นของ ประชาชน แล้วก็ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของประชาชนของประเทศนี้เห็นด้วยกับแผนนี้ เพราะว่า ประชาชนเห็นแผนแล้วก็เขารู้ได้เลยว่าประชาชนที่เป็นกลุ่มเปราะบางก็จะรอด เพราะว่า รัฐบาลเขาทุ่มเงินที่คิดเป็นเงินไทยประมาณ ๑๒ ล้านล้านบาท ตลอด ๑๐ ปีในการสร้าง อุตสาหกรรมผู้ดูแลคนชราให้กับคนที่ยากไร้ และรัฐบาลก็จะช่วยครอบครัวที่มีบุตรให้ได้เงิน ช่วยเหลือเพิ่มครอบครัวละมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อครอบครัว ร้านอาหารผับ (Pub) บาร์ (Bar) โรงเบียร์ ร้านขายเหล้าต่าง ๆ ก็จะรอดก็เพราะว่าร้านเหล่านี้จะได้รับเงินเยียวยา ชดเชยรายได้ทั้งหมดที่หายไปจากโควิด (COVID) จำกัดวงเงิน ๓๐๐ ล้านบาทต่อ ๑ ธุรกิจ ระบบสาธารณสุขของประเทศก็จะรอด เพราะรัฐบาลเขาทุ่มงบประมาณประมาณเกือบ ๑ ล้านล้านบาท เร่งผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นสต็อก (Stock) เอาไว้ก่อนเพื่อเตรียม รับมือกับการระบาดในโอกาสหน้า คนชายขอบ คนในพื้นที่ห่างไกล คนที่ได้รับผลกระทบทาง สิ่งแวดล้อมก็จะรอด เพราะว่ารัฐบาลเขามีแผนที่จะขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) ไปในชนบท ขยายโครงข่ายน้ำประปาเข้าไปในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ ลงทุนปิดเหมืองแร่ ปิดบ่อน้ำมันที่ถูกทิ้งร้างอยู่ทั่วประเทศโดยใช้งบประมาณราว ๙ ล้านล้านบาท ส่วนคนที่ กังวลต่ออนาคตของลูกหลานว่าจะเติบโตมาในสภาวะแวดล้อมที่เลวร้ายอยู่ในภาวะโลกร้อน ก็เริ่มจะเห็นความหวังที่จะรอด เพราะว่ารัฐบาลของเขาอุดหนุนการใช้พลังงานทดแทน คิดเป็นเงินไทย ๑๒ ล้านล้านบาท อุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าและสร้างสถานีชาร์จ (Charge) ทั่วประเทศ ๕ ล้านล้านบาท อุดหนุนการวิจัยและพัฒนา ๑๗ ล้านล้านบาท ใช่ค่ะนี่คือ แผนการกู้เงินของประเทศสหรัฐอเมริกา ดิฉันไม่ได้บอกว่าเราจะต้องกู้เงินมากมายเท่ากับเขา แล้วก็ต้องทำโครงการทั้งหมดตามแบบที่อเมริกาทำ แต่การฉายภาพให้ชัดเจนว่ากู้เงินแล้วจะ เอาเงินไปทำอะไร แล้วใครจะได้ประโยชน์ มันทำให้ประชาชนมั่นใจ เชื่อใจ แล้วก็ไว้ใจว่า รัฐบาลจะสามารถนำพาประเทศนี้ให้ออกจากวิกฤติ แล้วก็ฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของ ประชาชนให้ดีกว่าเดิมได้ แล้วประชาชนก็จะเต็มใจด้วยให้รัฐบาลสร้างหนี้ก้อนโตที่จะเป็น ภาระของพวกเขาและลูกหลานของพวกเขาในอนาคต และนี่คือความแตกต่างของการกู้ ที่มันจะทำให้ประเทศรอด ไม่ใช่การกู้ที่ทำให้ประเทศล่มแบบที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำ ถึงเวลาแล้วค่ะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ยังอยากเห็นประเทศมีอนาคตจะต้องร่วมกัน ขัดขวางไม่ให้ พลเอก ประยุทธ์ผลาญเงินของประเทศและยืนยันต่อรัฐบาลในฐานะที่เราเป็น ตัวแทนของอำนาจนิติบัญญัติว่าถ้าประเทศไทยจะต้องกู้จะต้องเป็นการกู้เพื่อเอาชนะ สงครามกับโควิด (COVID) ในวันนี้ผ่านการตั้งงบจัดซื้อและกระจายวัคซีน ทำลายทุกคอขวด ยุติความสับสนอลหม่านในการจัดสรรวัคซีนที่เป็นอยู่ รวมถึงระดมสะสมสต็อก (Stock) อุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อต่อสู้กับโรคร้ายในวันหน้า ถ้าประเทศไทยจะต้องกู้จะต้องเป็น การกู้เพื่อประคับประคองชีวิตของประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจที่มาพร้อม กับโควิด-๑๙ (COVID-19) เป็นการกู้เพื่อต่อลมหายใจของเอสเอ็มอี (SMEs) เพราะเมื่อวิกฤติ จบลงพวกเขานี่ล่ะที่จะเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูประเทศ เศรษฐกิจจะฟื้นได้อย่างไร ท่ามกลางซากศพของเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ตายเกลื่อน ถ้าประเทศไทยจะต้องกู้จะต้องเป็น การกู้เพื่อโอบอุ้มคนที่เปราะบางที่สุดในสังคมไทย จากการสร้างศูนย์เด็กเล็กให้ครอบคลุม เป็นสวัสดิการถ้วนหน้าและสร้างอุตสาหกรรมผู้ดูแลคนชราให้คนยากจนเข้าถึงได้ คนไทย ในวัยทำงานจะได้สามารถทุ่มเทสรรพกำลังไปกับการทำงานเพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวหน้า ถ้าประเทศไทยจะต้องกู้จะต้องเป็นการกู้เพื่อปลดปล่อยศักยภาพของประเทศไทยในอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปีข้างหน้า ทั้งจากการวางโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต อุดหนุนการวิจัย และพัฒนา ขยายโครงข่ายไฟฟ้า ประปา แหล่งน้ำ ขนส่งสาธารณะและอินเทอร์เน็ต ให้เข้าถึงชุมชนชายขอบตามชนบทที่อยู่ห่างไกล ท่านประธานคะ เงินกู้ก้อนเดียวกันนี้นะคะ ถ้าใช้ให้ถูก ใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จะสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างเม็ดเงินในกระเป๋าของ ประชาชนได้ทันที แล้วงานที่เราสร้างให้ประชาชนในวันนี้ก็จะเป็นรากฐานการเจริญเติบโต ของเศรษฐกิจให้กับลูกหลานของประเทศไทยในอนาคต แต่ถ้ากู้แล้วเหลวแหลกประชาชนจะ มีแต่หนี้ท่วม แต่เศรษฐกิจก็ยังจะย่ำอยู่กับที่และประเทศก็จะล่มจม จากการบริหารเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทของ พลเอก ประยุทธ์ ๑ ปีที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าไร้วิสัยทัศน์ ไร้ยุทธศาสตร์ ไร้ภาวะผู้นำในยามวิกฤติ และไร้ความรับผิดชอบต่อประชาชน ดิฉันขอยืนยันตามที่เพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลได้อภิปรายไปแล้วว่าขอให้ถอน พ.ร.ก. ฉบับนี้ ออกจากสภา ทำมาใหม่ในรูปแบบของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรืออีกแนวทางหนึ่งตามวิถีประชาธิปไตยและไม่เกินไปกว่าอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติจะร้องขอ ด้วยความเคารพท่านนายกรัฐมนตรีดิฉันขอให้ท่านลาออก คือถ้าท่านรู้สึกว่าท่านทำทุกอย่าง เต็มที่แล้ว ทำทุกอย่างดีแล้ว แต่ผลลัพธ์มันยังไม่เปลี่ยน ผลลัพธ์มันยังเป็นแบบนี้อยู่ ปัญหา ก็น่าจะอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีแล้วละค่ะ หรืออีกทางหนึ่งก็คือยุบสภากลับไปถามประชาชน อีกครั้งว่าอยากที่จะให้คนที่จะมากู้แล้วเป็นคนใช้เงินกู้คนใหม่นี้ควรจะเป็นใคร ขอบคุณค่ะ