ทวี แจงหนี้สาธารณะพุ่งเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ห่วงดอกเบี้ยรั่ว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๔

ทวี สอดส่อง หารือสถานการณ์วิกฤติจากโรคระบาดและการใช้มาตรการของรัฐที่กระทบเศรษฐกิจประชาชน พร้อมเตือนภัยหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นจนส่งผลต่อเศรษฐกิจชาติและค่าใช้จ่ายของประชาชนในระยะยาว

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ขณะนี้สถานการณ์ในประเทศต้องยอมรับว่า ประชาชนเราถูกโจมตีด้วยโรคติดต่อร้ายแรงที่ทำให้คนต้องเสียชีวิต ผมได้ฟัง ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดเหมือนท่านไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรามีคนเสียชีวิตทุกวัน วันหนึ่ง ๒๐ คน ๓๐ คน ซึ่งผู้สูญเสียชีวิตผมคิดว่าเป็นทุกข์ของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งเขาไม่มีสิทธิ โกรธเคืองกับใครเลย แต่เนื่องจากโรคติดต่อผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องป้องกัน ให้ วันนี้เราต้องถึงเวลาว่าเราต้องมาบำบัดทุกข์ เราต้องมาแบ่งปันเพื่อจะช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะปกป้องคุ้มครองคนไทยไม่ให้เสียชีวิตจากโรคติดต่อ แต่เรา ต้องประสบกับความซ้ำมาอีกก็คือในการป้องกันหรือนโยบายของรัฐบาลเราไปหยุดอาชีพทำ ให้คนจำนวนมากไม่มีอาหารจะกิน ไม่มีอาชีพ และไม่มีโอกาส การกู้เงินตัวผมเอง จะไม่ขัดข้อง เพราะเงินดังกล่าวเป็นเงินของประชาชน ถ้าสามารถนำเงินมาช่วยเหลือ ประชาชนได้ แต่ที่ผมไม่เห็นด้วยในวิธีการให้ได้มาซึ่งเงินที่รัฐบาลผมมองว่าไม่สุจริต แล้วมี เจตนาที่ฉ้อฉล หลบการตรวจสอบเลยชิงไปออกพระราชกำหนดขณะที่สภายังทำงานอยู่ เพื่อมาสู่การกู้เงิน การกู้เงินก็คือการเป็นหนี้ มะเร็งร้ายของหนี้ก็คือดอกเบี้ย ท่านประธาน ที่เคารพครับ คือเมื่อปีที่แล้วเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓ สบน. ได้มาชี้แจงว่า ณ วันนั้นเรามี หนี้สาธารณะอยู่ ๗,๓๔๐,๐๐๐ บาท จีดีพี (GDP) ร้อยละ ๔๔ แต่พอมาถึงเดือนเมษายน ๒๕๖๔ เรามีหนี้สาธารณะอยู่ ๘,๕๙๐,๐๐๐ บาท จีดีพี (GDP) ก็ ๕๔.๙๑ เปอร์เซ็นต์ สรุปก็คือเราจะกู้เงินเฉลี่ยเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านกว่าบาท จนวันนี้ต้องยอมรับว่าพอหนี้สาธารณะเราเพิ่มมากขึ้นก็มีการศึกษา ผมได้สอบถามไปหลาย หน่วย ปรากฏว่าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ทำ แต่ไม่ไปถามทาง สบน. ว่าหนี้สาธารณะ ต่อจีดีพี (GDP)ถ้าเกินกว่า ๔๘ เปอร์เซ็นต์สำหรับประเทศไทย มันจะมีผลต่อการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจในทางที่ลบ ซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่าในปี ๒๕๖๓ หนี้สาธารณะเราพุ่งไป ๔๙.๓๕ เปอร์เซ็นต์ เราก็จะเห็นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเราลบ ๖ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาที่ อยากจะมาคุยกันก็คือว่า หนี้สาธารณะมันไม่ใช่หนี้ของนายกรัฐมนตรี มันไม่ใช่หนี้ของผู้มา ชี้แจง แต่มันเป็นหนี้ของประชาชนทั้งประเทศ การมีหนี้สาธารณะมากก็เป็นทุกข์ประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ณ วันนี้ตั้งงบประมาณปี ๒๕๖๕ เราก็พบว่ามีหนี้สาธารณะที่ครบ ต้องจ่ายเงินประมาณ ๕๒๙,๐๐๐ ล้านบาทเศษ แต่รัฐบาลไม่สามารถจะหาเงินมาใช้ได้ ก็จึงไปกู้เงินเพื่อเอามาใช้หนี้สาธารณะ ซึ่งเราก็ทำได้เพียง ๒๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในจำนวนนี้ปรากฏว่าเราต้องใช้เป็นดอกเบี้ยถึง ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินต้นแค่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะว่าดอกเบี้ยเฉลี่ยในการไปกู้เงิน ประมาณร้อยละ ๒.๕๙ เปอร์เซ็นต์ นี่คือตัวเลขเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นเหมือนว่าวันนี้เราเป็น การเอาเงินในอนาคตมาใช้ เมื่อเป็นเงินในอนาคตเป็นเงินของประชาชน การใช้เงินที่มาจาก หนี้สาธารณะต้องเกิดประโยชน์กับประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ในการชี้แจง งบประมาณที่จะถึงนี้ ปรากฏว่าทางสำนักบริหารหนี้ได้ส่งเป็นพาวเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่จะมาบรรยายในวันดังกล่าว เนื่องจากหมดเวลาเลยไม่ได้ชี้แจง ก็พบว่าท่านมีแผนที่จะกู้เงิน ในปี ๒๕๖๕ อีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หนี้อยู่ในแผนกู้ แล้วยัง กำหนดว่าหนี้เก่าจะไปปรับโครงสร้างหนี้ โดยหลักก็คือเหมือนไปกู้ใหม่เพื่อเอามาใช้หนี้ที่มีอยู่ เดิม ซึ่งเวลาท่านชี้แจงท่านก็บอกว่าท่านมีโปรแกรมว่าจะไปกู้ดอกเบี้ยต่ำมาใช้หนี้ดอกเบี้ยสูง ซึ่งอันนั้นก็เป็นอีกมุมหนึ่ง แต่อยากจะกราบเรียนว่าเมื่อเราได้ไปดูเชิงลึก ยิ่งกู้นานดอกเบี้ยยิ่ง สูง แล้วก็ที่สำคัญก็คืองบประมาณรายจ่ายประจำปีเราไม่พอ เอาวงเงินที่จะใช้หนี้ที่ครบชำระ ก็ปรับโครงสร้างหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ ถ้าเป็นประชาชนก็คือไม่สามารถชำระหนี้ได้ ถ้าเป็น ประชาชนก็จะมีเบี้ยปรับในการไม่ชำระหนี้ แต่ว่าในกรณีนี้ก็คงใช้ช่องทางที่เป็นรัฐบาล ก็คือไป ปรับโครงสร้างหนี้ผมอยากจะให้เห็นที่บอกว่าหนี้เป็นมะเร็งร้ายยกตัวอย่างในรายงาน ที่ส่งมา เรามีหนี้ของกองทุนฟื้นฟูหรือเป็นหนี้ ปรส. เมื่อปี ๒๕๔๑ ซึ่งขณะนั้นเกิดวิกฤติ เศรษฐกิจ เราก็โอนหนี้ของสถาบันการเงินที่คนมักพูดว่าหนี้คนรวยให้รับผิดชอบให้มาเป็นหนี้ สาธารณะ วันนี้ ๒๒ ปีแล้ว ขณะนั้นกู้มาเป็นหนี้ก็ประมาณ ๑,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือต่ำกว่านั้นหน่อย วันนี้หนี้ดังกล่าว ๒๒ ปี ยัง ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อีกตัวหนึ่งที่อยากให้เห็นคือหนี้ไทยเข้มแข็ง หรือเมื่อปี ๒๕๕๒ กู้มา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ ๑๑ ปี หนี้ดังกล่าวก็ยังอยู่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเรา จะกู้หนี้ตามที่กำหนด อย่างน้อยที่สุดผมคิดว่าอัตราที่เราพูดถึงก็คงจะเกินกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่าจะเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์หรือเท่าไร ผมไม่คำนึงถึง แต่ว่าถ้าเงินก้อนนี้ ได้นำมาใช้ประโยชน์กับประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่เราใช้ช่องทาง พ.ร.ก. คือ เพื่อจะเลือกหลบในการตรวจสอบ ที่ผมมองเป็นอย่างนั้นเพราะว่าท่านให้ไปใช้ พ.ร.บ. วินัย การเงินการคลัง มาตรา ๕๓ ซึ่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังเรากำหนดได้แค่วัตถุประสงค์ ระยะเวลา แผน หรือโครงการ แล้วก็วงเงินที่จะอนุญาต พร้อมกับหน่วยรัฐที่จะไปดำเนินการ แต่ปรากฏว่าในครั้งนี้ได้มีคณะกรรมการซึ่งเป็นคณะกรรมการในชุดเดียวกับ ๑ ล้านล้านบาท ๑๑ คน ผมถือว่าคณะกรรมการนี้เป็นการออกเกินกว่ากฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ ที่สำคัญอย่างยิ่งวันนี้ต้องยอมรับว่าเงินที่กู้ไปมันเป็นหนี้ ของประชาชน แล้วเมื่อเป็นหนี้ประชาชน ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ๒๒ ปี แล้วคือเด็กที่อยู่ใน ท้องเกิดอีก ๒๒ ปีมีลูก หนี้ที่กู้ครั้งนี้ยังไม่หมดเลยนะครับ ผมคิดว่าวันนี้ประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทำให้คนไทยต้องมาสูญเสียและต้องมาตายทุกวันนี้ ท่านยังมองเป็น เรื่องปกติ ยังโยนภาระไปให้คนอื่น แล้วที่สำคัญวันนี้เรากำลังจะล้มละลาย ถ้าไปดูรายได้ รายรับ เป็นอันล้มละลาย ท่านบริหารประเทศคล้าย ๆ บริหารการบินไทย ท่านไม่เคยมีจิตใจ ที่จะเอางบประมาณของประชาชนที่ส่วนเกิน ไม่เอาความอยู่รอดของชีวิตของประชาชน สำคัญกว่า ท่านก็พยายามที่จะใช้ช่องทาง ซึ่งเรามีช่องทางอื่นเยอะ ถ้าท่านได้นำเรื่องนี้ มาเป็นพระราชบัญญัติ ผมเชื่อว่าจะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ แล้วที่สำคัญอย่างยิ่ง คนที่เป็นต้นตอหรือเป็นก่อเกิดคือคณะกรรมการที่อยู่รอบนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นแค่คน หวังดี ท่านไปตัดความรู้ดีของประชาชนหมด ทำไมไม่โยนไปให้กองทุนหมู่บ้าน หรือชุมชน หมู่บ้านที่เขารู้ดี เขาจะได้แก้ปัญหาของประชาชนได้ครับ ก็ขอขอบพระคุณมากครับ