วีระกร คำประกอบ หารือบทบาทของ สวทช. ในการพัฒนาเครื่องตรวจโควิดแบบไม่รุกล้ำที่ใช้สารจากเหงื่อใต้รักแร้ โดยเรียกร้องให้เร่งผลักดันการผลิตและจัดสรรเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างทั่วถึง
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพครับ กระผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ ได้อ่านบ้างนะครับรายงานประจำปี ๒๕๖๒ ของ สวทช. อยากจะเรียนอย่างนี้ว่าผลงานของ สวทช. ความจริงน่าจะมีเยอะ แล้วน่าจะลง ให้มันสามารถเป็นประโยชน์ได้จริงกับพี่น้องประชาชน อย่างน้อยก็คืองบประมาณที่ สวทช. ทำทั้งหมดมันก็เป็นงบการวิจัย ทั้งหมดมันก็มาจากเงินภาษีอากรของประชาชน เราแทบจะ ไม่เห็นภาพของ สวทช. ที่ทำในช่วงของการเกิดโควิด (COVID) นี้เลยว่า สวทช. มีบทบาท อะไรที่จะมาช่วยเหลือแก้ไขปัญหาโรคโควิด (COVID) นี้ได้บ้าง ความจริงนะมี แต่ด้วยความ ไม่ประชาสัมพันธ์หรืออย่างไรก็ไม่ทราบนะครับ สิ่งหนึ่งซึ่งผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานก็คือ สวทช. ขณะนี้ได้ทำเครื่องตรวจโควิด (COVID) อย่างชนิดที่เรียกว่าไม่ต้อง ไปแยงจมูกให้เจ็บจมูก ไม่ต้องเสียเงินค่าตรวจที ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท หรือเอทีเค (ATK) ราคาเป็นร้อย ๒๐๐-๓๐๐ บาท ไม่ต้องใช้ครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่าเรามีการตรวจ โดยคณะสัตวแพทย์ เริ่มจากที่คณะสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาตรวจโควิด (COVID) โดยใช้สุนัขดมกลิ่นครับ สุนัขดมกลิ่นโดยการใช้สำลี ๑ ก้อนใส่ไว้ที่ ใต้รักแร้หรืออาร์มพิต (Armpit) แล้วก็แช่ไว้ประมาณ ๑๐ นาที เหงื่อออกครับ แล้วก็ไปให้ สุนัขดมกลิ่น สุนัขสามารถดมกลิ่นได้อย่างถูกต้องประมาณ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปนะครับ ท่านประธาน เห็นไหมครับว่ามันง่ายนิดเดียว แต่ปรากฏว่าสุนัขมันก็มีเวลาต้องพักผ่อน ไม่สามารถที่จะดมได้ตลอด เพราะฉะนั้นในช่วงที่สุนัขพักเขาก็มีอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ท่านนี้ก็ได้เอาสารคัดหลั่งจากเหงื่อ จากอาร์มพิต (Armpit) หรือว่าจากรักแร้ของคน ช่วงที่สุนัขไม่ได้ดมเขาก็เอามาวิจัยดูครับ ท่านประธาน ว่ามันมีสารเคมีที่หลั่งออกมาจากร่างกายของคนเป็นโควิด (COVID) ปรากฏว่ามันมีอยู่ ๕ ตัว ๕ สารด้วยกัน ผมไม่ลงลึกในรายละเอียดเพราะผมก็ฟังเขามาอีกที แต่ว่าคนที่เล่าให้ผมฟังนี้เป็นพ่อของอาจารย์คนที่เขาวิจัยนี่ล่ะครับ ก็เรียกว่ากำลังทำ ต้นแบบอยู่และตอนนี้ส่งไปให้ที่ สวทช. ได้ช่วยทำโดยใช้หลักการเดียวกันนี่ล่ะครับ ท่านประธานลองนึกดูสิว่ามันเป็นเครื่องพอร์ตเทเบิล (Portable) ก็คือเหมือนกระบอก ไฟฉาย เอาสำลีใส่ไว้ที่รักแร้คน ท่านประธานลองนึกถึงนักเรียนที่จะเข้าชั้นเรียน นักเรียน โรงเรียนหนึ่งสมมุติมี ๒๐๐ คน ถ้ามัวมานั่งแยงจมูกกันทุกวัน ท่านประธานครับ เด็กไม่มา มันเจ็บนะครับท่านประธาน เด็กไม่มาเรียนนะครับ แต่ถ้าเป็นเครื่องอย่างที่ผมบอกแล้ว แต่ สวทช. ตอนนี้กำลังทำ แต่ผมไม่ทราบว่าไม่มีงบอัดไปหรืออย่างไร มันอืดอาดล่าช้า ความจริงหลักการเขารู้หมดแล้ว แล้วก็เพียงแต่ว่าทำเครื่องนี้ให้มันใช้ได้อย่างที่เรียกว่าราคา ไม่แพง เดิมทีเขาต้องสั่งเครื่องมาจากฮันนี่เวลล์ (Honeywell) จากอเมริกา เครื่องละ ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แล้วเอามาใส่ฟิลเตอร์ (Filter) ดัดแปลงโดยใช้ฟิลเตอร์ (Filter) เอาสำลีที่อัดให้มันมีสารตัวนี้ สารเคมีที่หลั่งออกมาจากร่างกายของคนเป็นโควิด (COVID) ผ่านเข้าไปที่ฟิลเตอร์ (Filter) มันก็จะขึ้นตัวเลขขึ้นมาเลยครับว่าอันนี้เป็นบวกหรือเป็นลบ ตัวเลขนี้จะบอกได้เลยว่ามีสารโควิด (COVID) หรือไม่ อย่างไร เป็นเชื้อโควิด (COVID) หรือไม่ อย่างไร อันนี้ครับสามารถจะบอกได้ภายใน ๑๐ วินาที ท่านประธานครับ ท่านลองนึกถึง นักเรียนที่จะเข้าชั้นเรียน นักเรียนที่จะเข้าชั้นเรียนมี ๒๐๐ คน เข้าแถวเลยครับ ให้นักเรียน ที่เข้าแถวเอาสำลีใส่ที่ใต้รักแร้ ที่ผมพูดนี่เขาใกล้จะเสร็จแล้วนะครับ แต่ที่ผมพูดวันนี้เพราะ อยากจะเร่งรัดให้ทาง สวทช. ช่วยเร่งทำให้มันจบ ๆ แล้วมันจะเป็นทางออกของประเทศเลย เด็กเปิดเทอมได้เลยครับ ให้นักเรียนยืนเข้าแถวกัน เอาสำลีใส่รักแร้ ๑๐ นาที แล้วก็เอาสำลี ยื่นให้ในการตรวจ เจ้าหน้าที่ตรวจ ๑๐ วินาทีจะบอกได้ว่าคนนั้นเป็นโควิด (COVID) หรือไม่ มีพรีซิชัน (Precision) หรือว่าความเชื่อถือได้ถึง ๙๘ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน ถ้าเดิน เข้ามาแล้วสามารถบอกได้เลยว่าเด็กคนนี้เป็นหรือไม่เป็น เราก็ห้ามไม่ให้เขาเข้า ถ้าเป็น ก็ส่งไปรักษา ถ้าไม่เป็นถึงจะเข้าโรงเรียนได้ เข้าชั้นเรียนได้ ท่านลองนึกดูนะครับ ๒๐๐ คน คูณ ๑๐ วินาที ท่านประธานครับ ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงเสร็จหมดครับ ๒๐๐ คน นักเรียน ๒๐๐ คนสามารถเข้าชั้นเรียนได้อย่างปลอดภัย ท่านประธานเห็นไหมครับว่าผลงานที่มันควร จะเป็นควรจะเร่งรัดกันที่มันเป็นประโยชน์ต่อผู้เสียภาษีอากรท่านก็ไม่ค่อยได้ทำ ทั้ง ๆ ที่ ทำแล้ว ขณะนี้ก็ทำแล้ว แต่ก็ไม่ยอมออกมาสักทีครับ ราคาเขาบอกประมาณหมื่นบาท เท่านั้นเองครับ รัฐบาลซื้อแจกทุกโรงเรียนเลยครับเพื่อให้เอาไปใช้ทุกโรงเรียน แล้วก็ ทุกหน่วยราชการ ใครจะเข้าหน่วยราชการไหน เข้าที่ดิน เข้าอำเภอต้องมีสำลีใส่รักแร้แล้วก็ ยื่นให้เขาครับ ที่ผมพูดนี้อยู่ที่ สวทช. แล้วครับ แต่ ๑. ไม่ยอมโฆษณาประชาสัมพันธ์ ๒. ไม่มีงบหรืออย่างไรไม่ทราบครับ มันควรจะเร่งทำออกมาแล้วแจกไปทุกหน่วยงาน ทั่วประเทศไทยโดยเร็วที่สุด และมันจะเป็นการลดภาระในเรื่องของงบประมาณแผ่นดิน ที่ต้องไปเสียค่าเอทีเค (ATK) แอนติเจน เทสต์คิต (Antigen Test Kit) ซึ่งราคาอย่างน้อยก็ ๒๐๐ บาท ๑๐๐ กว่าบาท แล้วมันยากที่จะใช้ คนธรรมดา ผมถามท่านประธานดู แจกกล่อง เอทีเค (ATK) ให้ท่านไปแยงจมูกท่านเอง มันเจ็บนะครับ พอแยงแล้วมันก็ต้องดึงออกครับ ไม่มีใครหรอกครับ ดึงไปจนสุด เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้ว ผมก็เห็นด้วยนะครับ แล้วก็ ขอชื่นชมการทำงานของ สวทช. โดยรวม แต่ขอให้อะไรที่มันเป็นแค่อะคาเดมิก (Academic) วิจัยทางอะคาเดมิก (Academic) ท่านเบา ๆ ลงหน่อยครับ งบประมาณใดที่มันส่งไปถึง พี่น้องประชาชน อย่างเรื่องของการเทสต์โควิด (Test COVID) ก็ดี หรืองบประมาณที่ท่าน จะต้องส่งให้กับกรมการข้าวเขาวิเคราะห์วิจัยพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ก็ดี ท่านให้เขาไปเถอะครับ อะไรที่ประโยชน์ถึงประชาชน แต่อะไรที่มันเป็นวิจัยขึ้นหิ้งหรืออะคาเดมิก (Academic) ในเรื่องของการวิจัยทางอะคาเดมิก (Academic) หรือเป็นการวิจัยเชิงวิชาการอย่างเดียว ท่านเลิกไปบ้างก็ดีนะครับ ผมในฐานะเป็นตัวแทนประชาชนเจ้าของภาษีอยากเห็นท่านทำ อะไรที่มันเข้าถึงประชาชน แก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมืองครับ ขอบคุณครับ