สาธิต แจงการจัดการโควิดอยุธยา ยันไม่ล้มเหลวเน้น Bubble and Seal

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๖ กันยายน ๒๕๖๔

สาธิต ปิตุเตชะ ชี้แจงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเน้นบทบาทสำคัญของจังหวัดในด้านอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการเกษตร พร้อมย้ำถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและท้องถิ่นในการดำเนินมาตรการควบคุมโรคตามแนวทาง "อยุธยาโมเดล" ที่ใช้ระบบบับเบิล แอนด์ ซีลในโรงงานขนาดใหญ่ร่วมกับการตรวจคัดกรองและฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโดยไม่ต้องปิดกิจการ โดยยังยืนยันถึงความจำเป็นในการสนับสนุนหน่วยงานขนาดกลางและเล็กให้สามารถเข้าถึงการตรวจโควิด-19 ผ่านชุดตรวจเอทีเค ซึ่งรัฐบาลได้จัดหาและแจกจ่ายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาลดลงและประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กราบเรียนท่านประธานสุชาติที่เคารพครับ ท่านสมาชิก ท่านธนภร โสมทองแดง ผู้ที่ตั้ง กระทู้ถามนะครับ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับ มอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ท่านเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ

คำถามแรกมี ๒ ประเด็นนะครับ ส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นประเด็นเรื่องเกี่ยวกับ การเข้าถึงเอทีเค (ATK) ในส่วนของผู้ประกอบการเอง แล้วก็การเข้าถึงเอทีเค (ATK) ในส่วนของพี่น้องประชาชนทั่วไป แต่ก่อนที่ผมจะเข้าถึงการตอบให้ตรงประเด็นที่ท่าน เพื่อนสมาชิกธนภรได้ตั้งคำถาม ผมขอกราบเรียนกับสภาแห่งนี้ว่ารัฐบาลไม่ได้บริหารล้มเหลว แต่ประการใดนะครับ เราติดตามสถานการณ์แล้วก็ปรับการควบคุมโรค พร้อมกับการ ฉีดวัคซีน แล้วก็เพื่อดำเนินการแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันไปนะครับ ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่ในพื้นที่จังหวัดสีแดงเข้ม ๑ ใน ๒๙ จังหวัด ซึ่งรัฐบาล ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น ผมขอเรียนถึงความสำคัญของจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ตามที่ท่านธนภรได้พูดถึงว่าเราเห็นตรงกันนะครับว่ารัฐบาลเข้าใจดีว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นมีความสำคัญทั้งเรื่องเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพนะครับเป็น จังหวัดที่มีการลงทุนทางภาคอุตสาหกรรมสูงมาก ยังเป็นจังหวัดที่เป็นพื้นที่แห่งการท่องเที่ยว เป็นแหล่งมรดกโลกที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ เดินทางเข้ามาถึง ที่สำคัญก็เป็นพื้นที่เกษตรกรของพี่น้องเกษตรกรชาวนาที่เราทราบกันดีว่า เป็นกระดูกสันหลังของชาติ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้รัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจ ประกอบกับ ในสถานการณ์โควิด (COVID) เราพบว่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่ระบาด ของภาคอุตสาหกรรม ทั้งผู้ปฏิบัติการในโรงงานเอง ผู้ประกอบการเอง มีตัวเลขผู้ติดเชื้อ จำนวนสูงมากนะครับ ผมอยากจะขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายโสตทัศนศึกษาได้ขึ้นชาร์ต (Chart) สไลด์ (Slide) อันแรกนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ผมเรียนว่า อันนี้เป็นข้อมูลที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผมสรุปง่ายๆ อย่างนี้นะครับ ในโซน (Zone) สีแดงเป็นโรงงานขนาดใหญ่มีโรงงานอยู่ประมาณ ๑๙๙ โรงงาน มีผู้ติดเชื้ออยู่ทั้งหมด ๑๒๖ โรงงาน คิดเป็นสัดส่วนประมาณเกือบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ สีเหลืองเป็นโรงงานขนาดกลาง มีผู้ประกอบกิจการประมาณ ๔๔๓ โรงงาน มีผู้ติดเชื้อประมาณ ๑๓๔ คน คิดเป็น ๓๒ เปอร์เซ็นต์ สีเขียวเป็นประเภทกิจการขนาดเล็ก มีทั้งหมด ๑,๔๐๐ กว่ากิจการ ติดเชื้อ ประมาณ ๑๕๕ กิจการ คิดเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของสัดส่วนสถานประกอบการทั้งหมด ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทีนี้ดูสถานการณ์ตั้งแต่เราดำเนินการจนถึงขณะนี้นะครับ เนื่องจากสิ่งที่ท่านธนภรได้อภิปรายเมื่อสักครู่ แล้วก็ตรงกับที่รัฐบาลเห็นว่าจังหวัด พระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัดที่มีสถานการณ์การติดเชื้อมีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงคล้าย ๆ กับ ทั้งจังหวัดนครปฐม จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการ แล้วก็จังหวัดสมุทรสาคร เราได้ให้ความสำคัญโดยการส่งผู้บริหารระดับสูงของกรมควบคุมโรค รองอธิบดี ท่านปรีชา คุณหรรษา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงลงไปประสานกับทางจังหวัดนะครับ เราดำเนินการ ตามมาตรการตั้งแต่เดือนสิงหาคม คุณธนภรและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจะเห็นกราฟที่ขึ้น ไปสูงสุดในช่วงกลางเดือนนะครับ แต่จนถึงขณะนี้จะเห็นความชัดเจนว่าตัวกราฟนั้น เรื่องผู้ติดเชื้อได้มีแนวโน้มที่ลดลงในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นในมาตรการ ต่าง ๆ ก็ถือว่าเราเดินหน้ามาด้วยความสำเร็จ ผมเรียนว่านอกจากความสำคัญที่เราให้กับ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงลงไปร่วมมือกับจังหวัด ต้องขอชื่นชม จังหวัดนะครับ โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านภานุ แย้มศรี ท่านร่วมมือ แล้วก็เป็นหัวโต๊ะ ในการจัดการในการควบคุมโรคเรียกว่า อยุธยาโมเดล (Ayutthaya Model) เพื่อที่จะ ดำเนินการการควบคุมโรค ให้ความสำคัญในแต่ละขนาดของสถานประกอบการ ท่านทำ โครงการที่จะให้โรงงานขนาดใหญ่เข้าสู่โครงการร่วมกันควบคุมโรค โดยการใช้การควบคุม ในระบบบับเบิล แอนด์ ซีล (Bubble and Seal) ซึ่งเป็นหลักของกรมควบคุมโรค กระทรวง สาธารณสุขและรัฐบาลในสถานประกอบการขนาดใหญ่ บับเบิล แอนด์ ซีล (Bubble and Seal) หลักการสำคัญก็คือการควบคุมเมื่อมีการติดเชื้อ ถ้าเราตรวจในโรงงานขนาดใหญ่ พบผู้ติดเชื้อเกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เราก็จะดำเนินการทำบับเบิล แอนด์ ซีล (Bubble and Seal) เราจะให้โรงงานที่มีศักยภาพซีล (Seal) พนักงานทั้งหมดที่อยู่ในโรงงานและแบ่งเป็นสีเขียว สีเหลือง สีแดง ใครเป็นผู้ป่วยที่มีอาการก็แยกออกมา และหลังจากนั้นเราควบคุมและทำงาน ไปด้วยไม่ให้ปิดกิจการ ภายใน ๒๘ วันหลังจากนั้นเราจะมีการตรวจแอนติเจน (Antigen) ก็คือภูมิต้านทาน ถ้าใครมีภูมิต้านทานแล้วก็ ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าใครยังไม่มีภูมิต้านทานก็ต้อง ฉีดวัคซีน สถานการณ์วัคซีนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในขณะนี้ได้ฉีดไปแล้วประมาณ ๖๑๐,๐๐๐ กว่าโดส รวมทั้งเข็ม ๑ เข็ม ๒ เข็ม ๓ ก็ถือว่าสัดส่วนการฉีดวัคซีนในจังหวัด พระนครศรีอยุธยานั้น ๗๐ เปอร์เซ็นต์โดยภาพรวม อันนี้คิดตามสัดส่วนประชากรประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน แต่ถ้าคิดประชากรแฝง ๙๐๐,๐๐๐ คน ก็อาจจะมีอัตราส่วนที่ลดหลั่นลงมา

เข้ามาสู่ประเด็นคำถามของเพื่อนสมาชิกท่านธนภรว่ามีความกังวลว่า การเข้าถึงเอทีเค (ATK) จะเป็นการสร้างภาระให้กับผู้ประกอบการหรือไม่ เราประชุมร่วมกัน กับสภาอุตสาหกรรมและโรงงานทุกขนาดที่เป็นตัวแทน เขามีความเต็มใจ เนื่องจากเขา เห็นว่ามาตรการการควบคุมโรคจะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะฉะนั้นการทำโครงการ หลักการบับเบิล แอนด์ ซีล (Bubble and Seal) มีความจำเป็นที่ต้องมีการตรวจรอบแรก ซึ่งไม่ต้องตรวจทั้งหมด อาจจะเป็นการตรวจเอทีเค (ATK) ก็ได้นะครับ การตรวจเอทีเค (ATK) ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีความเต็มใจที่จะออกค่าใช้จ่ายเอง แต่เราก็ไม่ได้หยุดแค่นั้น เพราะเราคิดว่าโรงงานขนาดกลาง ขนาดเล็ก ซึ่งมีกำลังน้อยกว่าเราจะสามารถหาเอทีเค (ATK) ให้เขาได้เข้าถึงได้มากน้อยอย่างไร ก็ต้องเรียนเพื่อนสมาชิกว่าขณะนี้การเข้าถึงเอทีเค (ATK) ของในตลาดทั่วไป เดิมก่อนหน้านี้ อาจจะมีราคาสูง แต่ว่าขณะนี้หลังจากที่องค์การเภสัชกรรมได้มีการจัดซื้อหรือประมูล ประกวดราคาได้ราคาเอทีเค (ATK) ชื่อยี่ห้อว่าเลอปู๋ (LEPU) ในราคาประมาณ ๗๐ บาท จึงทำให้ตลาดของเอทีเค (ATK) มีแนวโน้มที่จะมีราคาลดลง แล้วก็การเข้าถึงก็สามารถเข้าถึง ได้โดยง่าย การจัดซื้อขององค์การเภสัชกรรม ๘.๕ ล้านนี้ก็จะนำไปสู่ในต่างจังหวัดก็คือ นำไปให้ รพ.สต. นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดได้มีการจัดสรรไปตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นตลาด กลุ่มเปราะบาง คนสูงอายุ หรือว่าพื้นที่เสี่ยงที่เขาจะได้เข้าถึงเพื่อมีการตรวจ เพื่อจะแยกคนที่ติดเชื้อออกมาจากระบบ

ส่วนการที่ท่านพูดถึงการตรวจอาร์ทีพีซีอาร์ (RT-PCR) นั้น ก่อนหน้านี้เรา มีการตรวจอาร์ทีพีซีอาร์ (RT-PCR) เป็นการเชิงรุกในแต่ละคลัสเตอร์ (Cluster) ค่าใช้จ่าย ทั้งหมดการตรวจพีซีอาร์ (PCR) นั้น รัฐเป็นผู้ออกทั้งสิ้น รัฐบาลเป็นผู้ออกโดยที่หน่วยบริการ ไปตรวจและเขาสามารถไปเบิกกับ สปสช. ได้ การตรวจอาร์ทีพีซีอาร์ (RT-PCR) ในขณะนี้ ตรวจเพื่อยืนยันเพื่อจะเข้าสู่การรักษา ถ้าสมมุติตรวจเอทีเค (ATK) เป็นผู้มีติดเชื้อบวก ถ้าท่านต้องการที่จะเข้าสู่การรักษาในโรงพยาบาลก็สามารถเดินทางเข้าไปที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจอาร์ทีพีซีอาร์ (RT-PCR) เพื่อยืนยัน เพราะว่าเราทราบดีว่าการตรวจเอทีเค (ATK) นั้น ยังมีผลลบลวง หรือบวกลวงประมาณ ๓-๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดจะเข้าสู่การรักษา จะต้องมีการตรวจยืนยันเพื่อเป็นการเบิกจ่ายกับ สปสช. การตรวจเอทีเค (ATK) ในสถานประกอบการนั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่รับว่าจะเป็นผู้รับภาระไป แต่ขณะนี้รัฐบาล ก็มีนโยบายผ่านมติ ครม. เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา การซื้อชุดตรวจเอทีเค (ATK) ของ ผู้ประกอบการนั้นจะได้ลดหย่อนภาษีได้ ๑.๕ เท่า อันนี้เป็นการลดภาระให้กับผู้ประกอบการ ส่วนผู้ประกอบการรายกลางและเล็ก ผมคิดว่าในอนาคตรัฐบาลก็ต้องมีการจัดซื้อเอทีเค (ATK) ซึ่งตรงกันกับคำถามที่ ๒ นะครับ ท่านพูดถึงสถานประกอบการหรือผู้มีรายได้น้อย ที่จะเข้าไปสู่กิจการต่าง ๆ ผมคิดว่าขณะนี้การเข้าถึงเอทีเค (ATK) หลายยี่ห้อมีราคาลดลงมา ไม่ถึง ๑๐๐ บาท แล้วก็ต่อไปจะมีการแจกเอทีเค (ATK) ไปยังร้านขายยาทั่วประเทศ ไปที่ รพ.สต. ใครมีความเสี่ยงอาจจะต้องประเมินความเสี่ยงกับแอปพลิเคชัน (Application) เป๋าตัง หรือท่านไปประเมินความเสี่ยงกับเจ้าหน้าที่ รพ.สต. เช่น ถ้าสมมุติเป็นประชาชน ธรรมดาจะเป็นผู้มีความเสี่ยง หรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเองผมเรียนว่าพื้นที่ทั้งจังหวัด เป็นพื้นที่ระบาด เพราะฉะนั้นในแต่ละคลัสเตอร์ (Cluster) โรงงานก็เป็นพื้นที่ระบาด เพราะฉะนั้นพนักงานที่ทำงานอยู่ในโรงงานก็สามารถไปประเมินความเสี่ยงแล้วรับเอทีเค (ATK) ได้กับ รพ.สต. ในอนาคตที่จะถูกส่งไปยังต่างจังหวัด ซึ่งวันนี้ได้มีการกระจายให้ไปแล้ว ใน กทม. ประมาณ ๒ ล้านกว่า แล้วจะกระจายไปที่ต่างจังหวัดในวันสองวันนี้นะครับ และ จากนี้ผมก็เสนอ ครม. ว่าน่าจะมีการซื้อเอทีเค (ATK) เพราะว่าเป็นการใช้แล้วหมดไปให้เพิ่ม มากขึ้นในการให้ประชาชนได้เข้าถึงด้วยความจำเป็นที่จะเข้าตามหลักเกณฑ์ของกรมอนามัย ของกระทรวงสาธารณสุขที่จะเข้าไปร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อาจจะมีการจัดแข่งกีฬาหรือ อาจจะมีการจัดคอนเสิร์ตในอนาคตถ้าเราเปิดพื้นที่แล้ว แต่ย้ำเป็นหลักการว่าการตรวจ เอทีเค (ATK) ไม่ใช่ว่าคิดอยากสนุกแล้วตรวจอย่างเดียว เพียงแต่ว่าถ้าท่านคิดว่าท่านมี ความเสี่ยงแล้วท่านต้องการรู้ผลหรือว่าคนในครอบครัวท่านมีความเสี่ยง ท่านจึงมีความ จำเป็นที่จะใช้เอทีเค (ATK) เพื่อตรวจ เพื่อคัดแยกตัวเองออกมาจากชุมชน อันนี้เป็นหลักการ ทั่วไป แต่ว่าอย่างไรก็ตามแนวในการที่จะมีผู้ติดเชื้อชุกในแต่ละพื้นที่ก็จะถูกทำให้เอทีเค (ATK) มีราคาถูกลง แล้วก็จะถูกส่งไปให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยต่อไปในอนาคตครับ ก็ขอตอบคำถามแรกแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ