สุรวาท ทองบุ อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษา หลังจากที่การปฏิรูปในอดีตไม่ประสบความสำเร็จ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายและระบบการศึกษาเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาการบริหารงานบุคคลในเขตพื้นที่การศึกษา และการสิ้นเปลืองงบประมาณในการบริหารจัดการโรงเรียน และขอให้ทุกท่านสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้คุณภาพของเด็กและเยาวชนดีขึ้น
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ด้วยกระผมและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้ารักษาความสงบ แห่งชาติ ที่ ๑๙/๒๕๖๐ เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ท่านประธานครับ ตามที่เพื่อนสมาชิกทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งมีความสอดคล้องกัน แล้วก็ทุกท่านก็ได้อ่านหลักการและเหตุผล รวมทั้งอภิปรายประกอบพอสมควร เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานว่า ผมขอไม่อ่าน ซ ้าแล้วก็จะขออนุญาตอภิปรายเป็นภาษาง่าย ๆ ว่าเหตุใดพวกเราซึ่งมาจากกรรมาธิการ การศึกษาได้พิจารณาการบริหารการจัดการการศึกษาของประเทศ โดยเฉพาะการปฏิรูป การศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการนั้นได้พบว่ามีปัญหาข้อขัดข้อง จำเป็นอย่างยิ่ง จะต้องแก้ไขปัญหานั้นครับ ท่านประธานครับ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
จากการที่ประเทศ ไทยได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ แล้วก็ได้มีบทบัญญัติ ให้ตราพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติขึ้นในปี ๒๕๔๒ จากนั้นก็ทำให้มีกฎหมายประกอบ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการครู พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้ทำการเรียกว่า มีการปฏิรูปการศึกษาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ มา แล้วก็ออกกฎหมายต่าง ๆ เรื่อยมาจนถึงปี ๒๕๔๗ ในหลายฉบับ จากนั้นก็ดำเนินการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษผ่านไป ถึงวันนี้ก็ ๒ ทศวรรษ แต่ว่าพอมาถึง พ.ศ. ๒๕๕๘ พ.ศ. ๒๕๕๙ มีการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก็ได้เห็นว่าการบริหารจัดการนั้นมีปัญหาอยู่ตามที่พวกเรา รับทราบนะครับ การปฏิรูปการศึกษาไม่ประสบความสำเร็จ จึงจำเป็นจะต้องมีการปฏิรูป ด้วยความที่อาจจะขาดความรู้ความเข้าใจ แล้วก็ด้วยความที่หลายคนบอกว่าลุแก่อำนาจ และมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อระบบการศึกษา ต่อผู้ประกอบวิชาชีพครูอยู่ด้วยเหมือนกัน อันนั้นก็เป็นข้อที่หลายคนตั้งคำถามอยู่นะครับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ได้ออกคำสั่ง หลายคำสั่งนะครับ ตั้งแต่คำสั่ง ที่ ๑๐/๑๕๕๙ มาสู่ที่คำสั่ง ที่ ๑๑/๒๕๕๙ คำสั่ง ที่ ๓๘/๒๕๕๙ แล้วก็คำสั่ง ที่ ๑/๒๕๖๐ ก็เรียกว่าลองผิดลองถูกเรื่อยมา เปลี่ยนแปลง เรื่อยมา แต่ก็หาที่ถูกยังไม่เจอ ตั้งแต่วันนั้นมาก็เกิดความสับสนวุ่นวายอยู่พอสมควร แต่ทุก คนก็พยายามที่จะปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่ได้วางไว้ด้วยอำนาจของคณะรัฐประหารหรือ คสช. ที่ จำเป็นจำยอมที่จะต้องอยู่อย่างนั้น วันนี้เรามีผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ใช้อำนาจแทนพี่น้องประชาชน เพื่อนครู ผู้บริหาร นักเรียน นักศึกษา ทั้งหลายแล้ว วันนี้ก็เห็นพ้องต้องกันผ่านกรรมาธิการมาแล้วก็ยกร่างได้เสนอมา ประกอบกับรัฐบาล ก็เสนอขึ้นมา ซึ่งก็เห็นว่ามีความสอดคล้องกัน
สุดท้ายมายังคำสั่ง พอมาถึง ๑/๒๕๖๐ แล้ว เมื่อลองผิดลองถูกก็ยังมีปัญหาอยู่ ก็มีการออกคำสั่งที่ ๑๙/๒๕๖๐ นี้ มาถึงตรงนี้เราก็ยังเห็นว่ามีปัญหา ผมอยากจะกราบเรียน ว่าผลของการใช้คำสั่งที่ ๑๙/๒๕๖๐ นี้เกิดอะไรขึ้น ก็มีการให้มีคณะกรรมการขับเคลื่อน การปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคขึ้น เรียกว่าเป็นกรรมการ อาจจะเรียกว่าเป็นซูเปอร์บอร์ด (Super Board) ที่อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการหรือว่า ระดับชาติมีอำนาจมากในการที่จะออกคำสั่งอะไรต่าง ๆ ได้มากมายครอบทุกเรื่องราวของ การศึกษาไทย แล้วก็มีการเพิ่มตำแหน่งศึกษาธิการภาคขึ้นมา ศึกษาธิการจังหวัดขึ้นมา รวมทั้งมีรองศึกษาธิการอีกหลายคนด้วย ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด แล้วก็มีหน่วยงานมีสำนักงานศึกษาธิการภาค มีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด แล้วก็ให้มี กศจ. ซึ่งให้มีอำนาจหน้าที่แทนกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งให้มีอำนาจหน้าที่แทน อนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของเขตพื้นที่ ทั้งประถม มัธยม แล้วก็ให้ศึกษาธิการจังหวัดมีอำนาจ ใช้อำนาจแทน ลงนามแทน เดิมนั้นเป็นผู้อำนวยการเขต พื้นที่ประถมศึกษาผู้อำนวยการพื้นที่มัธยมศึกษา แล้วก็ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือ ผู้อำนวยการสถานศึกษาในการใช้อำนาจ ท่านประธานครับ ตรงที่เป็นปัญหาแล้วก็จะนำมาสู่ การออกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งนี้ ผลของคำสั่งที่ ๑๙ นี้ ประเด็นของ กศจ. ผมจะอธิบายว่า กศจ. นั้นก็มีอำนาจหลายประการ ๑๑ ประการ แต่ว่ามีประการใหญ่ ๆ ที่เป็นหน้าที่เป็นภาระงานที่เกือบจะ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ กศจ. หรือ ศธจ. ก็คือเรื่อง การบริหารบุคคลของเขตพื้นที่หรือของข้าราชการครู การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานแทบทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นหากเราเอางานนี้ ออกไปจากศึกษาธิการหรือ กศจ. แล้ว ก็จะสามารถทำงานอย่างอื่นได้อย่างเต็มภารกิจ คำสั่งนี้ กศจ. ผมขออนุญาตอธิบายว่าวันนี้กำหนดว่าให้มีผู้ว่าการหรือรองผู้ว่าการที่ได้รับ มอบหมายเป็นประธาน ท่านประธานครับ ถ้าท่านผู้ชมทางบ้านได้ดูว่าคำสั่งนี้มีปัญหาอย่างไร จึงต้องแก้ หรือยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงอำนาจ หรือตัดทอนอำนาจตรงนี้คืนไป มีศึกษาธิการภาคศึกษาธิการภาคนี้ดูแลหลายจังหวัด แต่ต้องมาเป็นรองประธาน คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เพราะฉะนั้นศึกษาธิการภาคท่านนี้ก็จะตระเวนวิ่งลอกไป ประชุมหลาย ๆ จังหวัดถ้ามีข่าวหรือฤดูของการทำงานเรื่องอะไรท่านก็จะต้องวิ่งลอกไป หลายจังหวัดในคณะกรรมการชุดนี้ก็จะมีผู้แทน สพฐ. ๑ คน นอกนั้นก็ผู้แทนอาชีวศึกษา ผู้แทนอุดมศึกษาผู้แทน กกศ. ผู้แทน ศช. ผู้แทน กศน. เป็นกรรมการ ถ้าท่านดูกลุ่มนี้ ก็จะเห็นว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจริง ๆ กับบุคลากรกลุ่มนี้มีเพียงคนเดียว นอกนั้นก็เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมาจากการแต่งตั้งถ้าเป็นยุคที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต้องรับผิดชอบหรือ ต้องมีบุญคุณกับใครอะไรทั้งหลายแล้ว ตรงนี้ก็จะแตกต่างกับคณะกรรมการทั้งหลายก็จะกลายเป็นพวกพ้องหรือยึดโยงกับ ภาคการเมือง ซึ่งเราถือว่าอาจจะไม่มีความเป็นกลางในการเป็นคณะกรรมการในการ บริหารงานบุคคล นอกนั้นก็มีศึกษาธิการจังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ ถ้าพิจารณา คำสั่งนี้ให้ดีว่ากรรมการชุดนี้มีอำนาจ ผมพูดถึงเพียงว่าอำนาจหนึ่งในทั้งหลาย ซึ่งมากในเรื่อง การบริหารงานบุคคล ผมยกตัวอย่างอย่างจังหวัดใหญ่ ๆ อย่างเช่นนครราชสีมา มีเขตพื้นที่ อยู่เขตประถมศึกษาอยู่ ๗ เขตพื้นที่เขตมัธยม ๑ เขตพื้นที่ รวมเป็น ๘ เขตพื้นที่ ทั้งหมดนี้ รวมมาพิจารณาโดย กศจ. หมด แล้วก็ยกเลิก อ.ก.ค.ศ. ทั้ง ๘ ชุดนั้น เดิมทีนั้นการบริหาร บุคคลเมื่อดำเนินการภายในเขตนั้นแล้วก็เสนอเห็นชอบโดย อ.ก.ค.ศ. เขต ทั้ง ๘ เขต เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้นอนุมัติแล้วผู้อำนวยการเขตพื้นที่ก็ลงนามในคำสั่ง จะบรรจุแต่งตั้ง โยกย้ายก็ได้ทันที จะมีเพียงการโยกย้ายข้ามเขตพื้นที่ก็มีการประสานกันเพิ่มเติมบ้างเป็นราย กรณีเท่านั้นนะครับ ถ้าดูคำสั่งนี้แล้วตัวที่ชัดเจนที่สุดก็คือให้คนที่ไม่เกี่ยวข้อง เรียกว่า ไม่เกี่ยวข้อง เกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อย ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงมามีหน้าที่ในการตัดสินใจ มามีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายแผนงานอะไรทั้งหลายคนที่เกี่ยวข้องใน ๘ เขต ที่ยกตัวอย่างมีเพียงคนเดียวหรือไม่ก็ได้อาจจะไม่ใช่คนที่มาจากเขตพื้นที่ทั้ง ๘ นี้ก็ได้ แต่เป็นผู้แทน สพฐ. เพียง ๑ คน เพราะฉะนั้นคนที่ไม่รู้จะชี้ได้ถูกได้อย่างไร คนที่รับผิดชอบ โดยตรงที่เป็นผู้บังคับบัญชาใน ๘ เขต แต่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจในการบริหารงานบุคคล ของตัวเองจะใช้ใครจะเลือกใช้ใคร จะให้บำเหน็จความชอบแก่ใคร ใครคือคนที่มีความ เหมาะสมที่จะไปดำรงตำแหน่งโรงเรียนโน้นโรงเรียนนี้ ไม่มีอำนาจ แต่ว่าให้คนอื่น จึงมีปัญหาอย่างยิ่งนะครับ ท่านประธานครับ เราดูแค่ตรงนี้ว่าในหลักการในเหตุผลที่ ๗ พรรคการเมือง ได้เสนอนั้นก็จะมีคำสำคัญที่อยู่บนสไลด์ (Slide) นี้ว่าผลกระทบอะไร จากการที่มีคำสั่งนี้ทำให้เกิดการซ ้าซ้อนครับ ซ ้าซ้อนมี อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่แล้ว ต้องมี กศจ. ซ ้าเข้าไปอีก มันเหมือนกับว่าเหมือนเรามีขั้นบันได เราเห็นว่าบันไดขั้นนี้มันผุก็เลยมาเสริม ด้วยอีกขั้นหนึ่ง ในขณะที่อีกขั้นหนึ่งก็อยู่ตรงนั้น ถ้ามันผุก็ต้องเปลี่ยนหรือปรับปรุงแก้ไข เฉพาะขั้นนั้นเท่านั้น ในบ้านหลังนั้นเท่านั้น ไม่ควรที่จะเอาอะไรไปซ่อนอยู่ ทั้งหมดนั้น การทำภารกิจเรื่องเดียวกันก็เป็นเพียงทั้ง ๒ หน่วยงานนั้นคือเขตพื้นที่แล้วก็ กศจ. หรือ ศึกษาธิการจังหวัด เรียกว่าซ ้าซ้อน ที่สำคัญคือสับสนนะครับ สับสนว่าตกลงแล้วสถานศึกษา ที่ต้องทำหน้าที่ของตัวเองในการ บริหารจัดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสังกัดอะไรแน่ ใครคือผู้คับบัญชา เพราะว่าศึกษาธิการจังหวัดอะไรขึ้นกับสำนักปลัดกระทรวง ส่วนเขตพื้นที่ ขึ้นกับ สพฐ. หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยที่ ผอ. เขต ซึ่งถือว่าเป็น ซีอีโอ (CEO) เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในเขตนั้นจะต้องรับผิดรับชอบต่อคุณภาพการศึกษา ในเขตนั้นที่จะเกิดแต่ว่าขาดอำนาจในการตัดสินใจ แล้วก็ทำให้ขั้นตอนอะไรต่าง ๆ มันซับซ้อนยิ่งขึ้น ผมอยากเรียนว่ามีการบริหารจัดการของ กศจ. กับเขตพื้นที่ โดยเฉพาะ เขตมัธยม เขตมัธยมที่มีเขตเดียวหลายจังหวัดยิ่งลำบากมากครับ โรงเรียนต้องประสานงาน กับเขตพื้นที่ซึ่งอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง แล้วก็เรื่องนั้นจะต้องกลับคืนมาเข้าคณะกรรมการ การศึกษาจังหวัดของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเสร็จแล้วก็กลับไปอีกจังหวัดโน้น ซึ่งเป็นที่ตั้ง เขตพื้นที่ของมัธยมทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นมากมาย ท่านประธานครับ มีคีย์เวิร์ด (Keyword) สำคัญหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านจะมาอธิบายเพิ่มเติมนะครับ ผมเรียนเป็นเพียงหัวข้อ แล้วก็จะขออนุญาตขยายความนิดหน่อยครับ การที่มีคำสั่งนี้ ทำให้เกิดการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ กศจ. ที่ผมเรียนแล้ว ๗ เขตต้องมา ประถมก็ต้องมาอยู่ที่นี่ มัธยมก็ต้องมาอยู่ที่นี่ เวลาท่านสอบบรรจุ ทั้งประถม มัธยมต้องมาสอบด้วยกัน เขาอยู่เขต ๗ เขาก็ต้องการเป็นครูที่เขต ๗ เดิม เขาก็สมัครที่เขต ๗ แต่วันนี้เขาต้องมาสมัครที่จังหวัดเสร็จ แล้วส่งเขาไปเขต ๑ คนที่เขต ๑ ถูกส่งไปที่เขต ๕ เขต ๖ ก็ได้ เกิดปัญหามากมายตามมา ต้องขอย้ายกลับบ้าน ต้องมีปัญหากระทบกับหนี้สินทั้งหลายมากมาย รวมทั้งความยุ่งยากกับ สถานการณ์โควิด (COVID) ที่ต้องเดินทาง ก็ไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ก็ส่งผลต่อ การบริหารจัดการบุคคลที่เรียนมาแล้วว่าขั้นตอนมันยาว ผู้บังคับบัญชาไม่มีอำนาจ ไม่มีสิทธิ ให้คุณให้โทษนะครับ ขาดการมีส่วนร่วม ท่านก็ดู กศจ. มีผู้แทน สพฐ. คนเดียว ซึ่งมาจาก ไหนก็ได้ แต่ว่าดีหน่อยว่าตั้ง ผอ. เขตในบริเวณนั้นเป็นเท่านั้นเอง ก็ไม่ยึดโยงกับเขตอีกทั้ง ๘ เขต ที่ยกตัวอย่างนะครับ ขาดการมีส่วนร่วมของบุคลากรกลุ่มอื่น ๆ ในการที่จะคิด ตัดสินใจ การรับรู้หัวอกของคนทำงาน ในตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งเราก็มีหลักอยู่แล้วว่า เราอาจจะ เป็นไตรภาคี มีฝ่ายบริหาร มีฝ่ายปฏิบัติการหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่รอบรู้เรื่องนั้นมาร่วมกัน คิด มาตัดสินใจ จึงถือว่าเป็นการมีส่วนร่วม
ประเด็นต่อมาคือการสิ้นเปลืองงบประมาณ เรื่องเดียวกัน ภารกิจเดียวกัน แต่ท่านไปตั้งหน่วยงานขึ้นมาอีก ๒ หน่วย ๒ ชั้น ๓ ชั้น ถ้านับการขับเคลื่อนที่กระทรวง สิ้นเปลืองครับ เปลืองงบประมาณ เปลืองบุคลากร เปลืองขั้นตอนต่าง ๆ มากมาย อันนี้ชัดเจนนะครับ จะต้องมีรถประจำตำแหน่ง รถประจำสำนักงาน บางปีก็ของบประมาณ ในการสร้างอาคารบ้านพักอะไรต่าง ๆ ก็สิ้นเปลืองทั้งสิ้น ในเมื่อทำงานชิ้นเดียวกัน ก็เกิดความล่าช้า ชัดเจนนะครับ ขัดกับหลักกระจายอำนาจ เกิดความขัดแย้งทางความคิด วันนี้ กศจ. ตัดสินใจอะไรลงไป ถูกหรือผิด ส่งผู้อำนวยการโรงเรียนไป แต่ว่าใครคือผู้มีอำนาจ ที่แท้จริง เขาบอกว่าชงเรื่องทั้งหลายมาจากเขต แต่คนที่มีอำนาจตัดสินใจคือ กศจ คนที่ ไปทำรายละเอียด ทำคำสั่ง ยกร่างคำสั่ง ต้องเสนอแฟ้ม ๘ เขตพื้นที่อยู่ต่างอำเภอ ๑๐๐-๒๐๐ กิโลเมตรต้องหอบแฟ้มเพื่อมานำเสนอ เพื่อลงนามโดยศึกษาธิการจังหวัดที่เดียว มันใช่หรือครับ ก็เกิดความขัดแย้งทางความคิดว่าตกลงใครเป็นเจ้านายใคร ใครคือคน ที่จะต้องได้รับเกียรติอะไรอย่างไร ก็เกิดการไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน และหลายครั้งที่ ศึกษาธิการจังหวัดขอความร่วมมือหรือทำหนังสือประหนึ่งว่าจะสั่งการหรือประสานงาน แต่ว่า ผอ. เขตก็บอกว่าไม่สะดวก ไม่ขัดข้องอะไรทั้งหลาย ไม่ไปก็ได้ เพราะว่าไม่ใช่ สายบังคับบัญชา อันนั้นคือภาพที่เห็น แล้วทั้งหมดทั้งหลายนั้น งบประมาณไปอยู่ในที่ ที่ไม่ควรอยู่ ควรจะอยู่ที่นักเรียน การบริหารจัดการครูบาอาจารย์วันนี้ โรงเรียนไม่มีผู้บริหาร โรงเรียนมากมาย ไม่มีรองผู้อำนวยการ ไม่มีภารโรง ไม่มีธุรการ ครูไม่ครบชั้น ก็ตามมา มากมาย แล้วนั่นก็คือจะส่งผลต่อคุณภาพของเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเป็นอนาคตของ ประเทศต่อไป เพราะฉะนั้นแล้วพวกเราซึ่งมีกรรมาธิการการศึกษาทุกท่านที่ได้ปรึกษา หารือกันแล้วก็ได้ยกร่าง แล้วก็แยกย้ายกันเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๙/๒๕๖๐ เรื่อง การปฏิรูปการศึกษา ในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการที่ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๐ เพื่อให้เพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้ร่วมกันลงมติรับหลักการเพื่อแก้ไขร่างพระราชบัญญัตินี้ ให้กลับคืนมาให้อยู่ในร่องในรอย ให้คนที่มีความรู้มาชี้มาตัดสินใจร่วมรับผิดชอบและ ส่งผลต่อคุณภาพอย่างแท้จริงครับ ก็ขอให้ทุกท่านได้ให้การสนับสนุนร่างพระราชบัญญัตินี้ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน