ประกอบ รัตนพันธ์ เสนอร่างแก้ไขคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 19/2560 เพื่อปรับปรุงการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นการจัดสรรอำนาจหน้าที่ของ กศจ. และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดให้ชัดเจน พร้อมเสนอให้ยกเลิกการมอบอำนาจบางประการที่ทำให้การบริหารจัดการศึกษารวบศูนย์เกินไป ส่งผลให้การบริหารบุคลากรช้าและขัดหลักกระจายอำนาจ โดยเสนอให้คืนอำนาจดังกล่าวแก่เขตพื้นที่การศึกษาเพื่อเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพตามเจตนารมณ์ของกฎหมายการศึกษา
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมพร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ได้ร่วม เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๙/๒๕๖๐ เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ ๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมและคณะได้มีหลักการและ เหตุผลที่สำคัญที่จะกราบเรียนท่านประธานดังต่อไปนี้ครับ
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๙/๒๕๖๐ เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ ๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ กำหนดให้ กศจ. มีอำนาจหน้าที่ในเขตจังหวัดตามกฎหมายว่าด้วย การศึกษาแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และ กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กำหนดให้เป็นอำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ ๘ (๑)
ข้อ ๒ กำหนดให้ กศจ. มีอำนาจหน้าที่ในเขตจังหวัดในการเสนอความเห็น เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อคณะกรรมการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ไม่รวมถึงอำนาจหน้าที่ ซึ่งกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดให้เป็นอำนาจ หน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาเพิ่มเติมข้อ ๘ (๕) วรรคสอง
ข้อ ๓ กำหนดให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ดำเนินงาน เกี่ยวกับบริหารบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตจังหวัด ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กศจ. และ อ.ก.ค.ศ. จังหวัดแก้ไขเพิ่มเติมข้อ ๑๑ (๖)
ข้อ ๔ กำหนดให้ศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้างในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด อยู่ภายใต้กำกับดูแลของ ศึกษาธิการภาค มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ได้มีรองศึกษาธิการจังหวัดเพื่อช่วยเหลืองานศึกษาธิการจังหวัด มีจำนวน ๓ คน แก้ไข เพิ่มเติมข้อ ๑๒ (๑)
ข้อ ๕ ยกเลิกอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาในจังหวัดหรือกรุงเทพมหานครตามมาตรา ๕๓ (๓) และ (๔) แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๕๑ ของศึกษาธิการจังหวัดโดยความเห็นชอบของ กศจ. ยกเลิก ข้อ ๑๓
ข้อ ๖ กำหนดให้การบริหารงานบุคคลซึ่งกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา กำหนดให้เป็นอำนาจของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาและ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาไม่ต้องมอบอำนาจให้กับ ศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทน เพิ่มเติมกฎหมาย ข้อ ๑๔ วรรคสี่
ข้อ ๗ กำหนดให้บรรดาอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาและ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่มัธยมศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคล ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่กำหนด อำนาจไว้ในมาตรา ๙
เหตุผล ด้วยที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกคำสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๑๙/๒๕๖๐ เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ กระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ ๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ กำหนดมาตรการและกลไก เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการศึกษาของประเทศในส่วนภูมิภาคที่มีความซับซ้อนและสั่งสมมา ยาวนาน ซึ่งมาตรการและกลไกดังกล่าวมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจให้ กศจ. ทั้งอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบต่ออำนาจในการ จัดการบุคลากรตามที่กฎหมาย ส่งผลกระทบต่ออำนาจในการจัดการบุคลากรตามที่กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดไว้ให้เป็นอำนาจของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ผู้บังคับบัญชาโดยตรง ในระดับเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาไม่ต้องมีอำนาจ ในการบังคับบัญชาเพื่อให้คุณและโทษต่อบุคลากร คุณภาพปฏิบัติการงานและ การจัดการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนของชาติถูกลดทอนไป การมีส่วนร่วมของบุคลากร ที่เกี่ยวข้องกับปัญหา เกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณและเกิดความล่าช้าในการปฏิบัติงาน ทั้งยังขัดต่อหลักการกระจายอำนาจ การบริหารงานบุคคลสู่เขตพื้นที่การศึกษาและ สถานศึกษา ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรง และการยอมรับซึ่งกันและกัน ในองค์กร สมควรแก้ไขคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว เพื่อให้ การขับเคลื่อนนโยบายทางการศึกษาและการปฏิบัติงานของบุคลากรทุกฝ่ายเป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามเป้าหมายจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมกราบเรียนว่าการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง คสช. ที่ ๑๙/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๐ เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าหลักการที่สำคัญ ของการจัดการศึกษานั้น ก็คือการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาและพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ มีเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ที่จะกระจายอำนาจ สู่สถานศึกษา แต่วันนี้สถานศึกษายังไม่มีความพร้อมเท่าที่ควรทุกสถานศึกษาเสมอไป เพราะฉะนั้นหลักการที่สำคัญก็คือกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา ทั้งประถมศึกษา มัธยมศึกษา และกรุงเทพมหานคร เพื่อที่จะพักอำนาจไว้ชั่วคราวก่อนที่จะ ส่งต่อสถานศึกษาเมื่อมีความพร้อม และการบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการก็ทำได้ดี ตามลำดับ และในที่สุดใกล้ที่จะถ่ายโอนอำนาจไปยังสถานศึกษาได้อย่างเต็มรูปแบบ แต่น่าเสียดายครับ พอมาถึงสมัยที่ยึดอำนาจคณะ คสช. ได้มีแนวความคิดที่ผมกราบเรียนว่า สวนทางกับข้อเท็จจริง สวนทางกับการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษานะครับ ก็คือเอาอำนาจ ที่เป็นอำนาจการบริหารบุคลากรและการบริหารงบประมาณเกือบทั้งหมดที่เป็นอำนาจของ เขตการศึกษาพื้นที่ ทั้งของมัธยมและประถมไปไว้ที่ส่วนภูมิภาค คือไปไว้ที่ กศจ. ที่จังหวัด ซึ่งมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน กศจ. ผมกราบเรียนท่านประธานว่ามันเป็นเรื่อง ที่น่าคิดและเป็นเรื่องที่ไม่มีความจำเป็น ไม่สมควรอย่างยิ่งยวด เพราะว่าถ้าเกิดว่าอำนาจ เรื่องของการบรรจุแต่งตั้งเรื่องเงินเดือน การบริหารเกี่ยวกับบุคลากรทั้งหมดไปอยู่ที่จังหวัด ก็ทำให้งานช้ามากครับ เท่าที่กระผมและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เราใส่ใจในเรื่อง การศึกษาได้ไปสัมผัสพื้นที่ก็เป็นเรื่องประจักษ์นะครับว่าคุณครู ผู้บริหารในสถานศึกษาหลาย ท่านหรือเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เลยบ่นครับว่า วันนี้งานบริหารบุคลากรช้ามาก ไม่ทันการ เพราะว่าอำนาจอยู่ที่จังหวัด ผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ท่านผู้ว่าราชการ จังหวัดนั้นท่านมีความสามารถก็จริงอยู่ครับ แต่ว่าภารกิจของท่านมากมายเหลือเกินนะครับ ท่านไม่สามารถที่จะดูแลการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ และท่านไม่มีเวลาว่างมาก พอที่จะเข้าร่วมประชุมในการที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทั้งหมด ไม่ว่าเรื่องของการบรรจุแต่งตั้ง การโยกย้าย การขึ้นเงินเดือน ก็ทำให้งานของกระทรวงศึกษาธิการช้าผิดปกติ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่ามันจำเป็นอย่างยิ่งท่านประธานที่เคารพครับ ที่จะคืนอำนาจ บางอำนาจที่เราเรียกว่าให้เป็นอำนาจที่เป็น วัน สตอป เซอร์วิซ (One Stop Service) มาอยู่ ที่เขตพื้นที่ได้เพื่อให้งานการบริหารการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของด้านบุคลากรนั้น มีความฉับไวและทันต่อเวลา ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องยืดยาดนะครับ เพราะฉะนั้นจำเป็น ที่จะต้องคืนอำนาจที่เกี่ยวข้องกับงานบริหารบุคลากรกลับมาพื้นที่การศึกษา เพื่อที่จะส่งต่อ ให้สถานศึกษาตามเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจต่อไป ก็กราบเรียนท่านประธานด้วย ความเคารพว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น ถ้าท่านประธานถามว่าแล้ว กศจ. ล่ะ เราจะคงอำนาจอะไรไว้ ผมกราบเรียนว่าที่จริงอำนาจเหลืออีกเยอะแยะ แต่ส่วนที่ มีความสำคัญที่สุด กศจ. นั้นต้องดูแลนโยบายภาพรวมของจังหวัดเป็นหลัก และอำนาจ หน้าที่ที่อยู่นอกเหนือจาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่หรือนอกเหนือจากพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และมัธยมศึกษาก็เป็นอำนาจของ กศจ. เป็นอำนาจที่นอกเหนือจากที่ได้ถ่ายโอนอำนาจ ไปแล้ว เพราะฉะนั้น กศจ. ก็ยังคงมีอำนาจอยู่นะครับ แล้วก็เป็นอำนาจที่ตรงกับเจตนารมณ์ ของทางรัฐบาลที่ให้การศึกษาในจังหวัดนั้นเป็นเอกภาพนะครับ ผมเลยกราบเรียน ท่านประธานว่าการแบ่งอำนาจระหว่าง กศจ. กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานั้น ต้องมีความชัดเจน โดยมีเป้าหมายหลักที่สำคัญก็คือทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในการจัดการศึกษา และที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของการกระจายอำนาจไปสู่สถานศึกษา ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น แล้วก็เป็นเจตนารมณ์ของการศึกษาแห่งชาตินะครับ ก็ขอกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณมากครับ