นพคุณ ชูแก้กฎหมายการศึกษา คืนอำนาจเขตพื้นที่เพิ่มประสิทธิภาพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๕ กันยายน ๒๕๖๔

นพคุณ รัฐผไท อภิปรายร่างแก้ไขคำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษา โดยเสนอให้มีการกระจายอำนาจกลับคืนสู่เขตพื้นที่การศึกษา ทั้งในด้านการบริหารงานบุคคลและการตัดสินใจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และการมีส่วนร่วม พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนโครงสร้างการบริหารการศึกษาที่รวมศูนย์เกินไป ให้สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจและบริบทการบริหารการศึกษาในภูมิภาค

นายนพคุณ รัฐผไท เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายนพคุณ รัฐผไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่อนุญาตให้นำระเบียบวาระร่างกฎหมายแก้ไข เพิ่มเติมคำสั่ง คสช. ที่ ๑๙/๒๕๖๐ เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในภูมิภาค ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๐ มาพิจารณาในวันนี้ ผมคิดว่าครูและบุคลากร ทางการศึกษาทั้งประเทศ ๔๕๐,๐๐๐ คน คงกำลังติดตามและเฝ้าดูการพิจารณากฎหมาย ของทั้ง ๖ พรรคการเมือง ที่นำเสนอต่อท่านประธานในวันนี้ แต่เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ในเรื่องของคำสั่ง คสช. ที่ ๑๙/๒๕๖๐ เนื่องจากเพื่อนสมาชิกบางท่านอาจจะไม่มีเวลา ได้ศึกษา ผมก็ใคร่ขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาสักเล็กน้อยในการอธิบายรายละเอียดและ โครงสร้างของคำสั่ง คสช. ที่ ๑๙/๒๕๖๐ ซึ่งต่อไปผมก็จะขออนุญาตท่านประธานได้เรียกว่า เป็นคำสั่ง ที่ ๑๙/๒๕๖๐ คำสั่งนี้มีโครงสร้างระดับชาติคือคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป ซึ่งมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน ก็มีอำนาจในเรื่องของงบประมาณ ในเรื่องของการบริหารงานบุคคล ในเรื่องของการวางแผนยุทธศาสตร์ ก็มีอำนาจครบถ้วน ตามความจำเป็นของคณะกรรมการปฏิรูป

ต่อไปก็คือเรื่อง กศจ. ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในภูมิภาค ซึ่ง กศจ. หรือ คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานและมีศึกษาธิการจังหวัด เป็นเลขานุการ ก็มีหน้าที่เช่นเดียวกันกับระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีหน้าที่ ในการกำกับดูแลการบริหารราชการของส่วนราชการศึกษาในภูมิภาคทุกส่วนที่สังกัด กระทรวงศึกษาธิการ ก็ถือว่ามีอำนาจหน้าที่มาก

ต่อไปก็เป็นเรื่องของภาค การบริหารราชการแบบภาค ซึ่งผมคิดว่ามีเฉพาะ หน่วยงานความมั่นคงเท่านั้น คือทหาร ตำรวจ แต่ไม่คิดว่าในยุคนี้จะมีการบริหารราชการ แบบภาคเกิดขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการ อันนี้ก็จะฝากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาด้วย นะครับ

ต่อไปก็เป็นเรื่องของเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจของการนำเสนอ กฎหมายในวันนี้ ทั่วประเทศมีเขตพื้นที่การศึกษา ๒๔๕ เขต ดูแลครูบาอาจารย์ บุคลากร ทางการศึกษาประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ คน แล้วก็ดูแลโรงเรียนประมาณ ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน ด้วยกัน เหตุที่นำเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมตามคำสั่ง ที่ ๑๙/๒๕๖๐ ก็เป็น หลักการใหญ่สำคัญของร่างที่กระผมและสมาชิกพรรคเพื่อไทยและสมาชิกพรรคอื่นได้ร่วมกัน นำเสนอท่านประธานในวันนี้นะครับ

หลักการที่ ๑ ก็คือหลักการแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่ง คสช. ข้อ ๘ (๑) โดยแก้ไขให้ กฎหมายสำคัญ ๆ เกี่ยวกับการศึกษา ๓ ฉบับ อันได้แก่ กฎหมายการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการบริหารงานภูมิภาค และระเบียบของครู และบุคลากรทางการศึกษา กฎหมายทั้ง ๓ ฉบับนี้ถือว่าเป็นกฎหมายหลักของการบริหาร ราชการการศึกษาในภูมิภาค คำสั่ง คสช. ที่ ๑๙/๒๕๖๐ ได้ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ กศจ. ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ก็ขอแก้ไขตามร่างมาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัติ ของกระผมให้เปลี่ยนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของเขตพื้นที่ คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาแทน เหตุผลซึ่งจะขออนุญาตนำเรียนท่านประธานต่อไปนะครับ

หลักการข้อที่ ๒ เป็นเรื่องของการยกเลิกมาตรา ๕๓ เรื่องการบริหารงาน บุคคลของศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งแต่เดิมนั้นการบริหารงานบุคคล การบรรจุแต่งตั้งเป็นอำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมการ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ โดยมีผู้อำนวยการเขตพื้นที่เป็นเลขานุการ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่ายเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีประสบการณ์ ด้านกฎหมาย ในเรื่องของผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา อันนี้ก็เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง คณะกรรมการ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่กับผู้อำนวยการเขตพื้นที่เป็นการคานอำนาจกันเพื่อไม่ให้ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษานั้นทำงานเพื่อให้เกิดความรอบคอบ แล้วก็เป็นธรรมกับ บุคลากรทางการศึกษา หลักการนี้ก็เป็นไปตามร่างพระราชบัญญัติตามมาตรา ๗ และ มาตรา ๘ และมาตรา ๙ โดยภาพรวมก็คือคืนอำนาจการบริหารงานบุคคลจากศึกษาธิการ จังหวัดเอาไปให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ และผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั้งประถมศึกษาและ มัธยมศึกษาเอาไปดูแล ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดข้อดีก็คือเกิดความรอบคอบ เกิดการ มีส่วนร่วมของบุคลากรในเขตพื้นที่ อันนี้ก็ถือว่าเป็นหลักการกระจายอำนาจนะครับ แต่เดิมนั้นก่อนที่จะแก้ไขก็เป็นอำนาจของ กศจ. แล้วก็ศึกษาธิการจังหวัด ถือว่าเป็นการรวม ศูนย์อำนาจที่จังหวัด ก็เป็นการยากที่จะดูแล เท่ากับว่าผู้ว่าราชการจังหวัด ๗๗ คน ดูแลบุคลากรทางการศึกษาถึง ๔๕๐,๐๐๐ คน ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน คิดว่าข้อมูลหรือความ รวดเร็วในการปฏิบัติงานความมีประสิทธิภาพคงจะสู้เขตพื้นที่การศึกษาไม่ได้ เพราะว่าเป็นผู้ ใกล้ชิดแล้วก็รู้ปัญหาในเขตพื้นที่นะครับ

ผมขอย้อนกลับไปถึงหลักการข้อที่ ๑ ที่ให้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หลักการศึกษา ๓ ฉบับ ให้เป็นหน้าที่ของ กศจ. เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ออกมา ทำให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการทำงาน แม้ว่า กระทรวงศึกษาธิการถือเป็นราชการส่วนกลางจะสั่งเขตพื้นที่ให้ปฏิบัติหน้าที่ หรือ กศจ. หรือ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะสั่งเขตพื้นที่ทำงานก็อาจจะเสี่ยงต่อมาตรา ๑๕๗ ได้ เพราะว่าเขตพื้นที่ การศึกษาไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะปฏิบัติหน้าที่ แต่ขณะเดียวกัน กศจ. ซึ่งมีหน้าที่ โดยตรงตามกฎหมายกลับไม่ทำ กลับไปให้เขตพื้นที่ทำ แม้กระทั่งกระทรวงศึกษาธิการเอง ก็อาจจะทำผิดกฎหมาย มาตรา ๑๕๗ ได้ เรื่องนี้ตรงกับวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโทของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ได้วิจัยเกี่ยวกับเรื่องคำสั่ง คสช. ที่ ๑๙/๖๐ ว่า ถ้าเกิดใช้ไป อาจเสี่ยงต่อการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติได้ในมาตรา ๑๕๗ เพราะฉะนั้นหลักการ ๒ ข้อ สำคัญก็สอดคล้องกับเพื่อนสมาชิกอีก ๕ พรรคการเมืองที่นำเสนอต่อสภาในวันนี้นะครับ ก็เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้เกิดความคล่องตัวและถูกกฎหมายด้วย ผมขออนุญาตเปรียบเทียบกับกระทรวงมหาดไทยนะครับ กระทรวงมหาดไทยมีนายอำเภอ เป็นแม่ทัพนายกองประมาณ ๘๐๐ คน กระทรวงมหาดไทยไม่เคยลด ลิดรอน หรือตัดอำนาจ แม่ทัพนายกองของตัวเอง ขณะเดียวกันมีแต่เพิ่มอำนาจให้ ถ้าหากเปลี่ยนรัฐบาล รัฐบาลมีนโยบายมากขึ้นก็จะมอบหมายให้นายอำเภอมีอำนาจในการบริหารงานมากขึ้น อันนี้ก็ผิดกับกระทรวงศึกษาธิการมีแม่ทัพนายกองเหมือนกัน ๒๔๕ เขต แต่กลับไม่ให้ทำ หน้าที่ใด ๆ เลย แล้วก็อันนี้ก็เป็นผลเสียต่อการศึกษาของภูมิภาคเป็นอย่างยิ่งนะครับ ผมก็มีข้อสังเกตว่าสายการบังคับบัญชาเป้าหมายมันไม่เหมือนกัน กระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ เป้าหมายคือการบำบัดทุกข์บำรุงสุข สายการบังคับบัญชาจึงมีความจำเป็น แต่กระทรวง ศึกษานั้น ไม่มีความจำเป็นในเรื่องของสายการบังคับบัญชามากนัก เพราะว่าเป้าหมายของ กระทรวงศึกษาธิการ คือให้การศึกษา สร้างคนสร้างอนาคตของเยาวชน เพราะฉะนั้น สายการบังคับบัญชาก็มีความจำเป็นน้อยลงนะครับ ก็ขอกราบเรียนโดยสรุปว่า งานของ กศจ. หรืองานของศึกษาธิการจังหวัดนั้น ถึงแม้ว่าบางส่วนอำนาจการบริหารงาน งานบุคคล จะมอบหมายให้เขตพื้นที่เอาไปทำ งานของศึกษาธิการจังหวัดตามคำสั่ง คสช. ยังมีเหลืออีก มากมายนะครับ มีทั้งหมด ๑๑ ข้อ แต่ว่าตัดไปให้เขตพื้นที่แค่ข้อเดียว อย่างเช่น งานการกำกับดูแลอาชีวะ กศน. โรงเรียนเอกชน การศึกษาพิเศษ ก็อยู่ในภาระหน้าที่ของ ศึกษาธิการจังหวัดที่ต้องดูแลต่อไป รวมทั้งการเป็นหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด ก็มี อำนาจเหมือนเช่นเดียวกับหัวหน้าส่วนราชการอื่น ๆ อำนาจก็มิได้ลดน้อยลงแต่ประการใด นะครับ

ก็ขอเรียนด้วยประการสุดท้ายว่ากระทรวง ทบวง กรมอื่นนั้นจำเป็นต้องมีนัก ปกครองเพื่อให้งานบำบัดทุกข์บำรุงสุข ประสบความสำเร็จ แต่กระทรวงศึกษาธิการนั้นไม่ จำเป็น เพราะว่ามีภารกิจที่สำคัญกว่านั้นมากก็คือมีหน้าที่สร้างนักปกครอง ไม่จำเป็นต้องเป็น นักปกครอง อันนี้ก็ขอฝากแนวคิดให้กับกระทรวงด้วยว่าอย่าไปเน้นสร้างสายการบังคับ บัญชาให้ศึกษาธิการจังหวัด เพราะว่าอุดมการณ์และแนวคิด ปรัชญา เป้าหมาย ในการ ทำงานของกระทรวงศึกษาธิการนั้นสูงส่งอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปสร้างสายการบังคับบัญชา เหมือนกระทรวง ทบวง กรมอื่นครับ ขอบพระคุณครับ