วีระกร สนับสนุนตั้งกมธ. กำกับงบกู้ 5 แสนล้าน รับมือโควิด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๙ กันยายน ๒๕๖๔

วีระกร คำประกอบ ชี้แจงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในบริบทประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะจากเมียนมา พร้อมเห็นด้วยกับการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการใช้งบประมาณกู้เงิน 500,000 ล้านบาท ในการจัดการวิกฤตด้านสาธารณสุข เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจ

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดนครสวรรค์ ก่อนอื่นต้องขอกราบเรียนว่าผมเห็นด้วยกับการที่จะตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อดูแลในเรื่อง ของงบประมาณเงินกู้ที่เรากำลังจะขอกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ โควิด-๑๙ (COVID-19) เป็นโรคระบาดที่ร้ายแรงและรุนแรงมาก คงไม่มีใครหรือประเทศไหน หรือรัฐบาลไหนหรอกครับที่เขาอยากให้มันเกิดขึ้น เพราะนอกจากจะทำลายชีวิตแล้วก็ ทำลายสุขภาพของพี่น้องประชาชนทำให้ป่วยมากมายหลายล้านคนในโลกนี้ แล้วก็ตายไป แล้วหลายล้านคนในโลกนี้ แม้กระทั่งในประเทศไทยก็ตายไปแล้วถึง ๑๓,๐๐๐ คน ไม่มีใครอยากให้เกิดหรอกครับ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรครับ เมื่อมันเกิดภาวะที่เรียกว่า โรคระบาดที่แทบจะเรียกว่าโรคระบาดล้างโลกอย่างนี้ เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด รัฐบาล ทุกรัฐบาลผมว่ามีปัญหาหมดล่ะครับ รัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับหนึ่งที่มีวัคซีน เหลือเฟือ แต่ท่านดูตัวเลขสิครับ การติดเชื้อของประเทศสหรัฐอเมริกาก็เป็นอันดับ ๑ ของโลก ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลที่ร่ำรวยมีทรัพยากร มีวัคซีนที่ดีจะสามารถแก้ไขไม่ให้ ประชาชนติดโควิด (COVID) ได้ ตรงกันข้ามครับ ประเทศไทยนี้ผมอยากยกย่องว่า ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เขายกย่องให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการสาธารณสุขที่ดีอันดับ ๖ ของโลก และดีที่สุดในอาเซียน ไม่แปลกใจเลยครับว่าประเทศไทยซึ่งความจริงแล้วควรจะ ติดเชื้อมาก แล้วก็ควรจะตายมาก แต่เราตายประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ติดเชื้อ กล่าวคือ เราติดเชื้อทั้งหมด ๑,๓๐๐,๐๐๐ คน และเราก็ตายประมาณ ๑๓,๐๐๐ คน ไม่มีใครอยากให้ ใครตายหรอกครับ จะไปกล่าวร้ายท่านนายกรัฐมนตรี หรือว่าทางรัฐบาลมาเขาเป็นฆาตกร ไม่ใช่ ใครอยากให้เกิดล่ะครับ ไม่มีใครอยากให้ประชาชนตาย ยิ่งเป็นรัฐบาลยิ่งหนักใจกว่า พวกเราเยอะครับ ท่านประธานครับบริบทของประเทศไทยแตกต่าง อาจจะแตกต่างจาก บริบทของประเทศอื่น ๆ พอสมควร ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ กล่าวกันว่ามีแรงงานจากพม่าในประเทศไทยอย่างน้อย ๓ ล้านคนครับท่านประธาน ทั้งจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งถือว่าเป็นแทบจะเป็นเมืองหลวงของประเทศเมียนมาร์ที่อยู่ใน ประเทศไทย แผ่นดินไทยนะครับ พี่น้องที่ต้องมาใช้แรงงานจากประเทศเมียนมาร์อยู่ตาม โรงงานต่าง ๆ ครับ ในจังหวัดสมุทรสาครเต็มไปหมดครับ หลายเมืองแทบจะเรียกว่า มีภาษาพม่าติดด้วยนะครับ ในจังหวัดสมุทรสาคร เพราะฉะนั้นท่านประธานลองนึกดูสิครับ ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ประมาณว่าประชากรในประเทศเมียนมาร์ในปัจจุบันน่าจะมีการ ติดเชื้อโคโรนาไวรัส (Corona Virus) สายพันธุ์เดลตา (Delta) ประมาณครึ่งหนึ่งของ ประชากร ประชากรพม่าครึ่งหนึ่งนะครับ ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เขาบอกว่าเขาไปทำการ สำรวจไม่ได้ เพราะอย่างที่ทราบกันประเทศพม่ามีปัญหาในเรื่องของการรัฐประหารกันอยู่ ในปัจจุบัน ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เข้าไปไม่ได้ แต่ประมาณว่าชาวเมียนมาร์ครึ่งหนึ่งของ ประชากรติดเชื้อโคโรนาไวรัส (Corona Virus) เพราะฉะนั้นคนพม่ากับคนไทยก็เหมือน พี่น้องกันครับ จะไปบอกว่ารัฐบาลปล่อยปละละเลยให้คนเมียนมาร์ข้ามไปข้ามมา ท่านครับ ผมอยู่ใกล้ชิดอยู่ใกล้ชิดเมืองเมียวดี เพราะว่ามีท่าเรืออยู่ที่อำเภอแม่สอด คนที่เมียวดีฝั่งพม่า เขาข้ามไปข้ามมาเยี่ยมญาติพี่น้องกันเป็นประจำทุกวันครับ น้ำแม่น้ำเมยแค่เข่าครับ ไม่มากลางวัน เราไล่จับเขากลางวัน เขาก็มากลางคืน เขาสามารถไปมาหาสู่ได้ตลอดเวลา ท่านประธานก็คงทราบว่าคนเมียนมาร์สามารถข้ามไปข้ามมา ท่านลองดูสิครับ พื้นที่ที่เรา ติดกับพม่านับ ตั้งแต่จังหวัดเชียงรายนะครับ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายสูงสุด ของประเทศ ลงมาจนถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงมาจนถึงจังหวัดตาก ลงมาจนถึง จังหวัดกาญจนบุรี ยาวไปจนถึงจังหวัดระนองครับ เรามีพื้นที่ที่ติดกับประเทศเมียนมาร์เขาเป็นระยะทางเป็น ๑,๐๐๐ กิโลเมตรครับ ใครจะไป ดูแลได้ครับ ไม่มีทางที่ใครจะไปดูแลได้อย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้นแรงงานพม่ากว่า ๓ ล้านคน เขาก็เหมือนประเทศคนไทยนี้ล่ะครับ ถ้าญาติเขามีงานมีการ มีงานศพ มีงานแต่ง งานบวช เขาก็ข้ามไปข้ามมาเป็นประจำ เพราะฉะนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกครับ ถ้าเราใช้แรงงาน บริบทของประเทศไทยเราใช้แรงงานต่างชาติอย่างนี้ถึง ๓ ล้านกว่าคน แล้วเราจะไปกันโควิด (COVID) เป็นไปไม่ได้ ก็ให้เห็นใจรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์นะครับ ที่ท่านก็ดูแล เต็มที่แล้ว แต่มันเป็นไปไม่ได้ครับ ให้ประเทศไหนรัฐบาลไหนก็คงจะดูแลไม่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ การที่เรามีงบประมาณเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่ง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเรื่องของการสาธารณสุข ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเรื่องของการเยียวยา แล้วก็อีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเรื่องของการฟื้นฟู ผมจึงเห็นด้วยว่ามันควรจะมีคณะกรรมาธิการ คอยติดตาม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองอยู่ในรัฐบาลที่เจอภาวะเช่นนี้มาก่อน ก็คือ ในปี ๒๕๔๐ เกิดต้มยำกุ้ง ผมเป็นรัฐบาล แล้วก็เป็นคณะรัฐมนตรีในทีมงานเศรษฐกิจด้วย ซึ่งต้องเรียนว่าเราไม่เคยนึกหรอกครับว่าประเทศไทยจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ต้อง ขอบคุณครับ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณได้ช่วยให้ประเทศไทยแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เพียงระยะเวลา ๗-๘ ปีเท่านั้นเอง ปี ๒๕๔๗ เราสามารถใช้เงินให้กับไอเอ็มเอฟ (IMF) เขาได้ จนครบครับ จะเห็นได้ว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อที่ ๑ เราต้องมีวัคซีน เพียงพอเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาสุขภาพให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอันดับแรก เพื่อเปิด ให้สามารถที่จะใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ๒. ก็คือต้องมีการใช้จ่ายเงินอย่างเหมาะสมเพื่อการฟื้นฟู ทางด้านเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วย แล้วก็ในเรื่องของวัคซีน ผมได้ดูตัวเลขเมื่อเช้านี้ เห็นว่าเราได้ฉีดไปแล้วถึง ๓๗ ล้านโดส และอีก ๙๒.๓ โดส ก็จะเข้ามาในเดือนกันยายน ๑๗.๓ ล้านโดส เดือนตุลาคม ๒๔ ล้านโดส เดือนพฤศจิกายน ๒๓ ล้านโดส และ เดือนธันวาคม ๒๘ ล้านโดส ก่อนสิ้นปีนี้ประเทศไทยจะสามารถฉีดวัคซีนได้ถึง ๑๔๐ ล้านโดส ซึ่งอันนี้ผมชื่นชมรัฐบาลนะครับ ถึงแม้จะยากแต่ก็สามารถหาวัคซีนได้ ถึงแม้ว่าจะช้าไปสักนิด แต่ภายในสิ้นปีนี้เราก็ได้แต่ตั้งความหวังว่าประเทศไทยจะกลับเข้าสู่ ภาวะปกติ ผู้คนสามารถทำมาหากิน เศรษฐกิจสามารถจะเดินหน้าไปได้อย่างปกติ ต้องขอบคุณครับท่านประธาน