สุเทพ อู่อ้น หารือการตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการใช้เงินกู้ 500,000 ล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการเงินกู้ การเยียวยาไม่ทั่วถึง แรงงานได้รับผลกระทบ วัคซีนไม่เพียงพอ ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว และเรียกร้องให้มีการวางแผนที่เป็นระบบเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วน ปีกแรงงาน คนนนทบุรี ขออภิปรายมีส่วนร่วมกับการที่จะมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อตรวจสอบการใช้เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเห็นได้ชัดเจนว่าจากการดำเนินการ จากเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทนั้น ทำให้เกิดประเด็นปัญหาในการดำเนินการและมีการตรวจสอบ อย่างท่านผู้อภิปรายบอกไปแล้วว่าไม่ประสบความสำเร็จเพื่อใช้เงินที่เกิดขึ้น ดังนั้น ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ควรจะต้องนำปัญหาเหล่านั้นมาปรับปรุง เพื่อที่จะดำเนินการแก้ไข ในการติดตามเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของสาธารณสุข เห็นได้ ชัดเจนว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อการดำเนินการ ใช้งบประมาณด้านสาธารณสุขที่ไม่สามารถจะดูแลการนำวัคซีนเข้ามาฉีดให้กับพี่น้อง ผู้ใช้แรงงานได้ ก็มีการส่งผลให้เกิดการประกอบธุรกิจติดขัดอยู่หลาย ๆ เรื่อง ดังนั้นเมื่อการดำเนินการ ที่ไม่ทั่วถึง และที่บอกว่าวัคซีนจะมาเต็มแขน วันนี้แรงงานถกแขนเสื้อรออยู่ ยังไม่ได้รับ การฉีด เมื่อแรงงานไม่ได้รับการฉีดวัคซีนก็หมายความว่าหลายคนก็ไม่สามารถที่จะไป ดำเนินการทำงานในสถานประกอบการได้ก็ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว แล้วสำหรับเรื่องของการ นำเงินไปเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชนพี่น้องผู้ใช้แรงงานชัดเจน มีการสอบถาม โดยตลอด ก็ต้องฝากคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่าต้องไปตรวจสอบว่าใช้ระบบอะไรในการใช้ เป็นมาตรฐานในการเยียวยา การเยียวยาแต่ละครั้ง เราไม่ทิ้งกันก็มีการจ่ายเม็ดเงินที่ ๕,๐๐๐ กว่าบาท มาโครงการเรารักกันก็ใช้เม็ดเงินที่ ๔,๐๐๐ กว่าบาท มาโครงการสุดท้าย ในรอบที่ ๓ ใช้เม็ดเงินคนละ ๒,๐๐๐ บาท หนำซ้ำมาเพิ่มเติมใหม่อีกอีก ๒,๕๐๐ บาท มีมาตรฐานอะไรในการใช้ มีตรรกะอะไรในการคำนวณ ซึ่งจริง ๆ เหล่านี้มันควรที่จะต้องมี ความชัดเจนในเรื่องของตัวเม็ดเงินต่าง ๆ ที่จะส่งเข้าไปให้กับพี่น้องประชาชนในการที่จะ นำเงินมายังชีพในช่วงของการระบาดโควิด (COVID) ในครั้งนี้ แต่ไม่เป็นเช่นนั้นเลย มีการตกหล่น จำนวนมาก พี่น้องแรงงานในระบบ หมายความว่าคนที่ทำงานอยู่ในโรงงาน วันนี้ต้องทำงาน ตลอด แต่ไม่ได้รับการเยียวยา หมวดที่ยกเว้นก็คือโรงงานภาคการผลิต ถามว่าคนที่เป็น โรงงานภาคการผลิตไม่เดือดร้อนหรือครับ มีความเดือดร้อนมากมาย บ้านเช่า ข้าวซื้อ รถผ่อน ลูกเรียน พ่อแม่ก็ต้องเลี้ยง แล้วอย่างไรถึงตกหล่น ดูในเรื่องของการเยียวยาแรงงาน นอกระบบ ใช้ตรรกะมาตรฐานอะไร เพราะคนเหล่านี้เป็นคนพื้นฐานของประเทศ ๒๒ ล้าน คน ไม่สามารถเข้าถึงระบบการเยียวยา มันควรจะต้องมีตัวชี้วัดโดยเฉพาะจีดีพี (GDP) ค่าครองชีพ ของแต่ละคน คำนวณมาจากเส้นขีดค่าความยากจนที่คนสามารถดำรงชีพใน ๑ วันได้ นั่นก็คือเม็ดเงินที่จะอัดฉีดเข้าไปแล้วก็ทั่วถึงทุกครอบครัว มันก็จะทำให้เขาสามารถประคอง ชีวิต ให้ความร่วมมือในการที่จะป้องกันและให้ความร่วมมือในการควบคุมการระบาดของ โควิด (COVID) จะเห็นได้ชัดเจน ถ้าเรื่องของเศรษฐกิจไม่สามารถกลับมาขับเคลื่อนได้ เอสเอ็มอี (SMEs) ต่าง ๆ ตอนนี้ทำไมถึงต้องปิดกิจการ ก็ปัญหาจากการโควิด (COVID) และ เม็ดเงินที่กู้มา ๑ ล้านล้านบาทไม่มีการอัดฉีดเข้าไปในสถานประกอบการเหล่านั้น ก็ทำให้เขา ไม่สามารถมีเงินทุนที่จะดำเนินการจ้างแรงงานในการที่จะนำไปซื้อวัสดุมาผลิตเพื่อจะให้เกิด การจ้างงานได้ พอเป็นอย่างนั้นปั๊บมีการเลิกจ้างจำนวนมาก ผลให้คนตกงานย้ายกลับไป อยู่ต่างจังหวัด แล้วก็ไม่มีเงินทุนที่จะไปดำเนินธุรกิจต่อ เพราะว่าเงินในเรื่องของการกระตุ้น เศรษฐกิจเหล่านี้ไม่ได้นำมาเป็นการสำรองให้กับเขาเหล่านั้นที่ตกงานกลับไปอยู่ต่างจังหวัด มีเงินทุนในการที่จะประกอบอาชีพ ก็หันซ้ายหันขวา ก็ไม่รู้จะทำอะไร นี่คือสิ่งที่ควรจะต้อง มีการดำเนินการของรัฐบาล ดังนั้นกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นนี้ต้องมีการไปตรวจสอบ ถ้าทำอย่างที่ผ่านมา การมีหนี้สินเพิ่มขึ้นมากมายขนาดนี้ แต่ไม่ทำให้ประชาชนสามารถที่จะ ขับเคลื่อน ไม่สามารถที่จะประคองชีวิตอยู่ได้ มีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นมากมาย พี่น้องแรงงาน พวกผมเคยทำงาน ผมก็ทำงานอยู่มา ปัจจุบันนี้มีหนี้เพิ่มขึ้นเป็น ๑๐ เท่า หนี้ในระบบ เต็มพิกัด หนี้นอกระบบอีกมากมาย เพราะว่ารายได้ลดลง แต่ไม่มีระบบเยียวยา เป็นมาตรฐาน ถามว่าสิ่งเหล่านี้ถ้ารัฐบาลใช้เม็ดเงินสูงขนาดนี้แล้วไม่สามารถที่จะกระตุ้นให้ เศรษฐกิจเดินหน้า ไม่สามารถที่จะประคับประคองพี่น้องประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ แล้วจะกู้มาให้เป็นภาระกับประเทศชาติ ให้ลูกหลานเราต้องมารับใช้หนี้สินกันต่อไปทำไม ดังนั้นเมื่อมีการอนุมัติให้กู้แล้วมันต้องเกิดความชัดเจน มีการวางแผนที่เป็นระบบ การเกิด การระบาดในรอบที่ ๑ รอบที่ ๒ รอบที่ ๓ รอบที่ ๔ ควรเอามาถอดบทเรียน แล้วก็นำไป แก้ไข ไม่ใช่พอเกิดครั้งที่ ๑ ค่อยมาคิดว่าจะเยียวยาแบบไหน ครั้งที่ ๒ ก็อีกแบบหนึ่ง ครั้งที่ ๓ ก็อีกแบบหนึ่ง จนครั้งที่ ๔ ก็อีกแบบหนึ่ง แล้วอย่างนี้แรงงานก็สับสน ประชาชน ก็สับสนประชาชนก็สับสนว่าต่อไปการที่จะดำเนินชีวิตอยู่ในช่วงนี้จะทำอย่างไร แล้วโดยเฉพาะลูกหลาน นักเรียน นักศึกษาที่ออกมาพูดทุกวันนี้ เขาเห็นถึงความชัดเจน ขนาดมีหนี้สินเพิ่มขนาดนี้ยังไม่ทำให้เขารู้สึกว่ามีความมั่นคงได้ เขาจำเป็นเลยต้องออกมา เรียกร้อง พอมาเรียกร้องก็โดนกระทำอย่างที่เห็น สิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องพิจารณาตนเอง มากกว่านี้ แล้วก็ต้องฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้นะครับ ทำงานให้เข้มข้น ตรวจสอบ นำเสนออย่างเป็นระบบ ถ้ารัฐบาลชุดนี้ไม่ดำเนินการให้มารายงานที่สภาเพื่อดำเนินการ ในการที่จะดำเนินการให้เขาเหล่านั้นพิจารณาตัวเอง ลาออกไปเสียดีกว่า ขอบคุณมากครับ