อนุพงษ์ เผ่าจินดา ชี้แจงกรณีการเก็บภาษีกังหันลมที่ไม่เข้าข่ายสิ่งปลูกสร้างตามกฎหมาย จึงไม่สามารถเก็บภาษีได้ภายใต้กฎหมายใหม่ และอธิบายว่าการเปลี่ยนฐานการเก็บภาษีจากรายได้มาเป็นมูลค่าทรัพย์สินส่งผลให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้รับประโยชน์มากขึ้น ในขณะที่ผู้มีทรัพย์สินมากต้องแบกภาระภาษีสูงขึ้น
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกที่เคารพ กระผมขอเรียนตอบกรณีกังหันลม เรื่องของการเสียภาษีของผู้ประกอบการกังหันลม ก่อนอื่นก็ต้องเรียนก่อนว่าเดิมทีนั้น กังหันลมนั้นเมื่อใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ เก็บภาษีได้ เพราะในตัวของ พ.ร.บ. ภาษีในขณะนั้น การที่จะเสียภาษีจะพิจารณาจากรายได้ ของสิ่งก่อสร้าง เอาง่าย ๆ นะครับ ในที่ว่านี้คือกังหันลม ฐานเดิมนั้นคิดจากรายได้ แต่ต่อมา ที่สำคัญก็คือว่ามีการเปลี่ยนแปลงของการเก็บภาษีใหม่ ไม่ใช้จากรายได้ ในปัจจุบันนี้เขาไป เก็บจากมูลค่าของทรัพย์สิน ถ้าเป็นที่ดินก็ราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดิน หรือว่า ของสิ่งก่อสร้างก็ไปดูราคาประเมิน สรุปว่าฐานของการเก็บคนละฐานกันโดยสิ้นเชิง ไม่ได้ ไปพูดถึงรายได้อีกแล้ว ไม่มีนะครับ เขาไปดู ผมจะไปอธิบายตอนท้ายว่าแล้วใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ เดิมทีนั้นอย่างที่ผมเรียนแล้วว่ากฎหมายเดิมเขาใช้เรื่องของรายได้ กฎหมายใหม่เรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ เขาดูจากราคาประเมินของ ทรัพย์สินก็คือสิ่งก่อสร้าง ทีนี้ในเรื่องนี้ในมาตรา ๕ ของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เขากำหนดความหมายของสิ่งปลูกสร้าง ที่ต้องเสียภาษีนะครับ ว่าเป็นโรงเรือน เป็นอาคาร เป็นตึก หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่บุคคลอาจเข้าอยู่อาศัยหรือใช้สอยได้ หรือเป็นที่ เก็บสินค้า หรือประกอบอุตสาหกรรม หรือพาณิชยกรรม เขากำหนดอย่างนั้น ก็มีข้อสงสัย เกิดขึ้นมาว่า แล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเก็บภาษีได้หรือไม่ ทางกระทรวงมหาดไทยก็ได้ทำเรื่องหารือไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างของกระทรวงการคลัง คณะกรรมการดังกล่าวได้มีมติเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๔ วินิจฉัยว่ากังหันลมไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างตาม พ.ร.บ. ที่ผมเรียนดังกล่าว พ.ร.บ. ภาษี ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประกอบกับมาตรา ๑๘ ได้ระบุว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็น ที่สุด นั่นเป็นสิ่งที่กระทรวงมหาดไทยก็ต้องแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ากังหันลมไม่ใช่ สิ่งปลูกสร้างที่จะเก็บภาษีได้ ๒ ต่อนะครับ ต่อแรกก็คือว่าเขาไม่ได้เก็บจากรายได้อีกแล้ว เขาเปลี่ยนแล้ว เขาไปเก็บจากมูลค่า อันที่ ๒ ก็คือว่าจะไปเก็บเป็นภาษีสิ่งปลูกสร้าง เขาก็ บอกว่าไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างเพราะกฎหมายเขียนไว้อย่างนั้น ผมคงตอบได้ในขณะนี้ว่าที่เก็บ ไม่ได้เพราะกฎหมายกำหนดไว้อย่างนั้น เขาเปลี่ยนการคิด ถามว่าเขาทำกันอย่างนี้ที่ไหน เขาทำกันเกือบทั้งโลก เปลี่ยนภาษีเป็นภาษีพรอพเพอร์ตี แทกซ์ (Property Tax) เขาใช้กัน อย่างนี้กันเกือบหมด เขาใช้ภาษี เดี๋ยวผมจะอธิบายว่าแล้วใครได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม อยากจะเรียนนิดหนึ่งว่าถ้ามองท้องถิ่นตรงนี้ ท้องถิ่นตรงนี้เคยได้เงินตรงนี้ เพราะเขามีรายได้ เขาไปเก็บจากรายได้ พอเขาเปลี่ยนไม่ให้เก็บจากรายได้ เขาอาจจะไม่ได้รายได้ตรงนี้ ถ้าถือว่าเสียประโยชน์ก็คงจะใช่ อย่างไรก็ตามอยากเรียนให้ทราบว่าทางคณะกรรมการ กิจการพลังงานเองก็คงจะไม่ได้ปล่อยวางนะครับ ผมทราบว่าเขาก็ไปดูว่า แล้วต้นทุน เมื่อไม่ต้องเสียภาษีแล้วเวลาเขารับซื้อไฟควรจะซื้อเท่าไร ผมทราบว่าเขาพิจารณาในเรื่องนี้ ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการก็คงจะได้รับความเป็นธรรมที่จะได้ผลตอบแทน ที่ควรจะได้ ประเทศชาติก็ได้พลังงานในราคาที่ควรจะเป็น แต่ว่ามันมีเกิดผลกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างที่ว่านะครับ ก็มาดูประเด็นว่าใครได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ ผมขออนุญาตเรียนครับว่ากฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นโดยภาพรวมทั้งหมดแล้ว คนได้ประโยชน์คือพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนที่มีทรัพย์สิน พูดง่าย ๆ ให้เข้าใจง่ายสุดคือ คนจนจะได้ประโยชน์สูงสุด ใครที่ต้องแบกภาระมากกว่า คือคนที่เราเรียกว่าคนรวยนะครับ คนรวยก็จะมีที่ดิน มีสิ่งก่อสร้าง เขาจะใช้หาประโยชน์หรือไม่ไม่คำนึง ดูราคาประเมินทุน ทรัพย์แล้วเก็บตามราคาประเมินทุนทรัพย์ แล้วเปลี่ยนได้ เปลี่ยนทั้งอัตราได้ เปลี่ยนทั้งราคา ประเมินได้ตามห้วงระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพราะฉะนั้นคนที่รวยจะต้องแบกภาระ ภาษีมาก คนที่จนจะมีภาระภาษีน้อยนะครับ อันนี้เรียนยืนยันได้เลยว่าคนมีสตางค์ หรือคนรวยจะแบกภาระในส่วนนี้ นั่นคือภาพรวมของกฎหมาย แต่ถ้าเราจะไปดูเฉพาะส่วน วันนี้เคยเก็บได้มาก ได้น้อยลง ดูอย่างนั้นคงไม่ได้ ถ้าดูอย่างนั้นก็ต้องไปดูบางส่วนว่าคนที่ ไม่เคยเสียทำไมต้องไปเสียเพิ่ม ผมขอยกตัวอย่างว่าถ้าใครมีที่ดินในพื้นที่ที่เจริญแล้ว ไม่ว่าอยู่ กรุงเทพมหานครหรือที่ไหนอาจต้องพิจารณาขายที่เลยนะครับ เพราะว่าภาษีถ้าในย่าน ถนนสาทร ท่านมีที่ดินแปลงหนึ่งท่านอาจจะเสียเป็นสิบ ๆ ล้านต่อปี ๑๐ ปีท่านจะเสียเป็น ร้อยล้าน ถ้าท่านมีเงินเก็บ ๓๐๐ ล้านบาท ท่านเกษียณอายุ ๖๐ ปี ท่านไม่ถึง ๙๐ ปี เงินท่านหมด ท่านจะเสียภาษีหมดเลย เขาอาจจะต้องขาย นี่คือคนรวยจะต้องพิจารณา แต่คนจนจะไม่ค่อยได้รับผลกระทบมาก อันนี้เรียนเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจถึงภาษี ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แน่นอนมันจะมีผลกระทบตรงโน้นตรงนี้ไม่เท่ากัน แต่โดยรวมแล้ว ประชาชนจะได้ประโยชน์ แต่คนได้รับผลกระทบจะแตกต่างกัน เพราะวิธีการคิด การเก็บ มันต่างกัน ผมขอเรียนตอบในข้อแรกเพียงเท่านี้ครับ