เบญจา ตั้งข้อสังเกตจำเป็นกรมหม่อนไหม ชูลดงบเพิ่มประสิทธิภาพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๔

เบญจา แสงจันทร์ อภิปรายขอตัดลดงบประมาณกรมหม่อนไหม โดยตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นในการคงสถานะกรมที่ใช้งบประมาณส่วนใหญ่กับค่าบุคลากร ขณะที่งบที่ส่งถึงเกษตรกรมีน้อย พร้อมเสนอให้ควบรวมหน่วยงานเพื่อลดภาระงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันย้ำการสนับสนุนผ้าไหมไทยในฐานะภูมิปัญญาท้องถิ่นและเครื่องมือพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานราก โดยเรียกร้องให้จัดสรรงบประมาณเน้นการป้องกันโรคหนอนไหมและยกระดับคุณภาพผลผลิตอย่างแท้จริง

นางสาวเบญจา แสงจันทร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน เบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ จากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ดิฉันได้ขอแปรญัตติตัดลดงบประมาณในมาตรา ๑๔ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในส่วนของกรมหม่อนไหมที่ดิฉันจะขออภิปรายว่าเพราะเหตุใด ประเทศไทยยังสามารถสนับสนุนผ้าไหมได้ โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องมีกรมหม่อนไหม แล้วทำไมกิจการเกี่ยวกับหม่อนไหมของไทยถึงไม่จำเป็นต้องเป็นหน่วยงานที่ใหญ่ระดับกรม ขนาดนี้ค่ะ ท่านประธานคะ ก่อนที่ดิฉันจะอภิปรายในรายละเอียด ดิฉันต้องขอย้ำว่าดิฉัน ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับกิจการไหมไทยนะคะ แต่ดิฉันยังสนับสนุนงานหัตถศิลป์ สนับสนุน เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม ชื่นชมภูมิปัญญาของผู้ทอผ้าไหม และดิฉันทราบดีค่ะว่าผ้าไหมไทยเป็น เอกลักษณ์พื้นถิ่น เป็นภูมิปัญญาที่สะท้อนให้เห็นถึงศิลปวัฒนธรรมของคนไทย และดิฉัน เห็นว่าควรมีการยกระดับให้เป็นศิลปวัฒนธรรมของคนไทยด้วย ช่วยยกระดับกระตุ้น เศรษฐกิจฐานราก และทำให้ประเทศมีความเข้มแข็งเพื่อช่วยให้เกษตรกรผู้มีอาชีพ ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมมีรายได้ที่เพิ่มสูงมากขึ้นค่ะ แต่ที่ดิฉันได้ขอเสนอให้ปรับ ลดงบประมาณของกรมหม่อนไหมลง ดิฉันมีเหตุผลหลัก ๆ อยู่ด้วยกัน ๒ ประการดังต่อไปนี้ค่ะ

เหตุผลประการที่ ๑ ตลาดของหม่อนไหมนั้นมีขนาดที่เล็กมากค่ะ มีมูลค่า เพียงแค่ ๓,๒๐๐ ล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นตลาดผ้าไหมในประเทศ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ตลาด ผ้าไหมส่งออกไปต่างประเทศแค่ ๙๔ ล้านบาท ที่เหลือ ๑๐๗ ล้านบาท เป็นการส่งออก รังไหมและเส้นไหม เมื่อเอามาเปรียบเทียบกับตลาดสินค้าเกษตรประเภทอื่น ๆ แล้ว อย่างเช่น วัว เราจะเห็นว่าประเทศไทยมีการบริโภคผลิตภัณฑ์จากวัว เช่น เนื้อวัว นมวัว ทั้งภายในประเทศ และส่งออกไปขายต่างประเทศ รวม ๆ กันแล้วสูงถึงกว่า ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปี แต่เราก็ไม่เห็นที่จะต้องตั้งกรมวัวขึ้นมาเพื่อดูแลวัวในประเทศเลยนะคะ ท่านประธานคะ ที่ดิฉันยกตัวอย่างเรื่องวัวขึ้นมาพูดไม่ใช่เพื่อจะให้มีการจัดตั้งกรมวัวนะคะ เพราะวัวเองก็มี กรมปศุสัตว์ที่ดูแลกิจการเกี่ยวกับสัตว์ทั้งหมดอยู่แล้ว แต่ดิฉันจะชี้ให้เห็นว่าการที่รัฐจะ สนับสนุนการเกษตรนั้นไม่จำเป็นเลยค่ะที่จะต้องตั้งหน่วยงานระดับกรมขึ้นมาดูแล มิหนำซ้ำ การตั้งหน่วยงานระดับกรมขึ้นมาโดยไม่จำเป็นจะทำให้เกิดปัญหาในทางงบประมาณเกิดขึ้น ด้วยค่ะ และเมื่อหน่วยงานมีสถานะเป็นกรม สิ่งที่จะตามมาก็คือการเปิดตำแหน่งอธิบดีค่ะ มีรองอธิบดีแล้วก็ยังมีการตั้งสำนักและกองงานภายในที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับธุรการและเอกสาร ขึ้นมา รวมไปถึงมีการก่อสร้างอาคารสำนักงานทั้งในกรุงเทพฯ แล้วก็ต่างจังหวัด ซึ่งเรื่องนี้ เป็นการสร้างภาระให้กับงบประมาณแผ่นดินอย่างมากมหาศาลโดยไม่จำเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ เพราะฉะนั้นกิจการหม่อนไหมที่อาจจะเป็นตลาดเฉพาะ ไม่ได้ใหญ่โตมากนักจึงอาจจะ ไม่จำเป็นต้องมีสถานะเป็นกรมหรือไม่คะ แต่ควรจะมีสถานะเป็นสำนักสังกัดภายใต้กรมอื่น หรือควบรวมกับกรมปศุสัตว์ หรือว่าในส่วนนี้อาจจะนำไปลดงบประมาณในส่วนด้านธุรการ เอกสารหรืออาคารสำนักงานที่ซ้ำซ้อนไม่จำเป็นลงได้ด้วยค่ะ และจะสามารถนำเงิน งบประมาณในส่วนนี้มาใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพ ใช้พัฒนาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้อง เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมให้ดียิ่งขึ้นได้ด้วยค่ะ

ในส่วนของเหตุผลประการที่ ๒ นะคะ ดิฉันอยากจะเชื้อเชิญให้ท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกดูรายละเอียดจากการใช้งบประมาณของกรมหม่อนไหมค่ะ รบกวนขอสไลด์ (Slide) ด้วยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ท่านประธาน รบกวนดูที่ สไลด์ (Slide) นะคะ จะเห็นว่าเงิน ๕๐๖ ล้านบาทที่กรมหม่อนไหมได้รับ กว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์หรือจำนวนมากกว่า ๓๑๖ ล้านบาท ได้ขอจัดสรรเป็นงบประมาณบุคลากร และเป็นเงินเดือนข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง เป็นค่าทำการนอกเวลา เป็นค่ารถประจำ ตำแหน่ง จนไปถึงเป็นค่าจ้างเหมา รปภ. ในการดูแลอาคารสำนักงานค่ะ ซึ่งงบประมาณใน ส่วนนี้หากมีการยุบ เลิก ควบรวมกิจการ ควบรวมกรม แล้วถ่ายโอนภารกิจไปไว้ให้กับ หน่วยงานหรือกรมที่มีความเกี่ยวข้อง และภารกิจใกล้เคียงกันก็จะสามารถลดงบประมาณลง ได้อย่างน้อย ๆ ราวประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เลยค่ะ ส่วนงบประมาณที่มีไว้สำหรับดำเนิน กิจการนั้นมีเหลืออยู่ ๑๙๐ ล้านบาท และในจำนวน ๑๙๐ ล้านบาทมีอยู่ ๖๕ ล้านบาทที่เป็น ค่าอุปกรณ์สำนักงาน ค่าเช่ารถยนต์ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจัดอบรม ค่าจัดนิทรรศการ ส่วนอีก ๓๗ ล้านบาทเป็นเงินค่าวัสดุการเกษตร เช่น รถแทรกเตอร์ รถไถที่ใช้สำหรับแปลง ปลูกหม่อนของกรม และยังเป็นงบในโครงการในพระราชดำริอีก ๑๕ ล้านบาทค่ะ สุดท้าย งบประมาณที่เกิดประโยชน์กับเกษตรกรจริง ๆ เหลือเพียงแค่ ๔๐ ล้านบาทที่จัดสรรให้เป็น งบที่เกี่ยวข้องกับการตรวจประเมินคุณภาพผ้าไหม จัดซื้อท่อนพันธุ์หม่อนสำหรับแจก แจกจ่ายให้กับเกษตรกร ท่านประธานคะ จากงบประมาณของกรมไหมทั้งหมด ๕๐๖ ล้านบาท เกินครึ่งหนึ่งที่ถูกจัดสรรเป็นงบบุคลากร งบที่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมทั้งประเทศจะจับต้องได้ จริง ๆ ก็มีแค่ ๔๐ ล้านบาทค่ะ แบบนี้เรายังควรจะให้กรมหม่อนไหมดำเนินการในสถานะ เป็นกรมอยู่จริง ๆ หรือค่ะ สไลด์ (Slide) ต่อไปค่ะ นี่ยังไม่นับรวมโครงการประหลาด ๆ ที่ชวนให้สงสัยนะคะว่ากรมหม่อนไหมขอจัดสรรโครงการที่ใช้ทำการตลาดนำการผลิตด้าน สินค้าหม่อนไหม ใช้เงินทำโครงการ ๓.๗๕ ล้านบาท แต่ตัวชี้วัดของโครงการคือมูลค่า การจำหน่ายผลิตภัณฑ์หม่อนไหมภายใต้โครงการนี้มีมูลค่า ๒.๕ ล้านบาท หมายความว่า ใช้เงินทำโฆษณา ๓.๗ ล้านบาท แต่ตั้งเป้าขายไว้ ๒.๕ ล้านบาท นี่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ อย่างยิ่งค่ะและทั้งหมดนี้เองค่ะจึงเป็นเหตุผลที่ดิฉันเห็นว่างบประมาณในส่วนนี้สามารถถูก ปรับลดลงได้ค่ะ

ท่านประธานคะ สิ่งที่ภาครัฐควรจะทำ และไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานระดับกรม หรือระดับสำนักควรจะต้องมีการพัฒนากิจการ ไม่ว่าเป็นกิจการหม่อนไหม ก็ควรที่จะต้องมี การพัฒนามากกว่านี้ค่ะ ควรมีการศึกษาเรื่องของการป้องกันโรคที่เกิดขึ้นกับหนอนไหม แต่ดิฉันก็กลับไม่เห็นการตั้งงบประมาณที่ใช้แก้ปัญหาในส่วนนี้นะคะ ภายใต้งบประมาณ วงเงิน ๕๐๖ ล้านบาทที่ขอจัดสรรเข้ามาไม่มีงบประมาณที่สร้างคุณค่าทางโภชนาการให้กับ การกระตุ้นหนอนไหมหรือผลิตใยไหมที่มีคุณภาพเลยค่ะ ดังนั้นดิฉันจึงขอปรับลด งบประมาณในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงตามที่ได้แปรญัตติไว้ โดยเฉพาะ งบประมาณของกรมหม่อนไหมที่ไปใช้ในเรื่องของการอบรมสัมมนาและเป็นงบบุคลากรที่ เยอะมาก และแทบจะไม่ได้นำมาเพิ่มขีดความสามารถ หรือสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรผู้ ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ