พิสิฐ ลี้อาธรรม เสนอตัดงบประมาณกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร้อยละ 5 จากงบกว่า 45,000 ล้านบาท เพื่อลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานและปรับโครงสร้างการศึกษาให้สอดคล้องกับจำนวนนักศึกษาที่ลดลง พร้อมผลักดันให้ใช้งบประมาณที่ประหยัดได้ไปยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงเร่งจัดสรรงบประมาณแก้ปัญหาหนี้ค้างของรัฐที่ไม่จ่ายให้มหาวิทยาลัยในการดูแลผู้ป่วย และเสนอควบรวมหน่วยงานนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ กระผมมีข้อเสนอที่จะให้ตัดงบของกระทรวงนี้เป็นจำนวน ๕ เปอร์เซ็นต์ จากงบที่มีอยู่ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งเหตุผลที่ตัดก็เพราะผมเห็น ความซ้ำซ้อนในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานหนึ่ง อย่างเช่นสำนักงานพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติใช้งบเกือบ ๆ ๕,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อดูรายละเอียด ในงบนี้แล้วก็จะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับด้านเกษตร เกี่ยวข้องกับด้านของการขนส่ง เกี่ยวข้อง กับเรื่องของอาหาร เกี่ยวข้องกับเรื่องของเกษตรปลอดภัย เรื่องของสมุนไพร เรื่องของสมาร์ต ฟาร์มเมอร์ (Smart Farmer) ซึ่งก็มีความทับซ้อนหรือว่าเป็นงานที่กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ได้มีการดำเนินการในหลาย ๆ ด้านอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเหตุผลที่ตัดก็เพื่อจะได้ เปรียบเทียบดูว่าความซ้ำซ้อนนั้นมันก่อให้เกิดการประหยัดได้ไหมถ้าเกิดเราตัดทอน บางส่วนลงเพื่อจะได้ให้มีการใช้คนให้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น ในกระทรวงนี้ก็คือเรื่องของการศึกษา ก็คือจำนวนของมหาวิทยาลัยที่มีอยู่มากกว่า ๘๐ แห่ง ด้วยกัน ปรากฏว่าในช่วง ๑๐ กว่าปีมานี้ประชากรไทยมีการเกิดลดลง ทำให้เด็กเกิดใหม่ แล้วก็เติบโตมาเป็นนักศึกษามีจำนวนลดลง อย่างปีล่าสุด ปี ๒๕๖๒ ถึงปี ๒๕๖๓ มีจำนวน นักศึกษาที่เรียนปริญญาตรีตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของรัฐ ๘๐ กว่าแห่งเหล่านี้ลดลงไปเกือบ ๆ ๑๕,๐๐๐ คน เท่ากับนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ถ้าเป็นขนาดเล็กก็ประมาณ ๑๐ แห่ง หรือถ้าขนาดใหญ่ก็คืออย่างน้อยก็ ๑ แห่ง แล้วก็จะเป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นไปทุกปี เพราะว่าแต่ละปีจะมีเด็กเกิดใหม่ที่เข้าสู่การศึกษาระดับมหาวิทยาลัยลดไปปีหนึ่งประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน แล้วก็เข้ามหาวิทยาลัยสักครึ่งหนึ่ง ก็คือลดไปประมาณ ๑๕,๐๐๐ คน ไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นงบที่เราต้องตั้งเพื่อการศึกษาเหล่านี้ก็ควรจะต้องมีการปรับ ปรับใน บางส่วนที่เป็นเรื่องปริมาณ แต่ที่ผมปรับนี้ผมไม่ได้หมายถึงว่าให้ปรับแล้วก็โยนทิ้งนะครับ ผมอยากจะให้มีการนำไปประติดประต่อดูแลเรื่องคุณภาพ คุณภาพของมหาวิทยาลัย หลาย ๆ แห่งต้องมีการยกระดับขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาทางด้านของวิชา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ที่เรียกกันว่าสเต็ม (STEM) ซึ่งโลกทุกวันนี้อยู่ได้ก็เพราะการแข่งขัน ถ้าหากประเทศไทยของเราบุคลากรของเราไม่มีความรู้ความสามารถทางด้านของ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเราก็จะไม่สามารถที่จะดึงดูดการลงทุนและเศรษฐกิจไทยก็จะโต ได้ยาก เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้มีการปรับลดส่วนที่ทับซ้อน ส่วนที่อาจจะมีความสูญเปล่า เกิดขึ้น แล้วก็นำไปใช้ในการดูแลในภาคส่วนที่จะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ก็คือคุณภาพของ นักเรียนนักศึกษาให้มากขึ้น อันนี้คือแนวที่ผมอยากจะขออนุญาตให้มีการปรับลดลงไป ในส่วนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมนะครับ
นอกจากนี้เรามีมหาวิทยาลัยบางแห่งที่พยายามจะเป็นมหาวิทยาลัยของโลก อย่างเช่น มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งเป้าที่จะเป็นมหาวิทยาลัยติดอันดับใน ๑๐๐ อันดับของโลก ในปี ๒๕๗๓ ก็คืออีกประมาณ ๑๐ ปีข้างหน้านี้ ซึ่งแน่นอนครับก็ต้องอาศัยทรัพยากร หลาย ๆ ด้านด้วยกัน แต่ว่าปรากฏว่าในการทำงานของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยเฉพาะ อย่างยิ่งทางด้านของการแพทย์ รัฐบาลยัง ผมใช้คำว่า เป็นตัวถ่วง นะครับ ก็คือทำภาระ ให้เขา โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ๒ แห่งนะครับ คือรามาธิบดีและศิริราชได้ช่วย รัฐบาลดูแลรักษาพยาบาลคนเจ็บป่วย แต่เรามีหนี้ค้างกับเขาที่ต้องจ่ายให้เขาตามที่เขา รายงานมาไม่ต่ำกว่า ๖,๖๘๗ ล้านบาท เงินที่มหาวิทยาลัยไม่ได้รับจากรัฐเพราะว่า ได้ให้บริการทางด้านสาธารณสุขกับประชาชนตามที่รัฐได้ร้องขอ แต่เรากลับไม่ให้เงินเขา ๖,๖๘๗ ล้านบาท ส่วนนี้ก็ต้องขอให้บันทึกไว้ว่ารัฐจะต้องจัดสรรให้โดยการตัดลดในส่วนที่ ซ้ำซ้อนที่ผมกล่าวถึงเบื้องต้น แล้วก็มาเจียดจ่ายคืนให้เพื่อจะให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ให้มหาวิทยาลัยมหิดลได้สามารถที่จะทะยานเข้าสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของโลกได้ ซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างบุคลากรของประเทศไปด้วย นอกจากมหาวิทยาลัยมหิดล แล้วนะครับ มหาวิทยาลัยของรัฐอื่น ๆ ที่มีการให้การพยาบาล ให้การดูแลคนป่วยก็ยังมี หนี้ค้างที่รัฐต้องจ่ายเขา รวม ๆ แล้วทั้งหมดจะมีหนี้ค้างไม่ต่ำกว่า ๘,๒๐๐ ล้านบาทที่รัฐบาล ด้วยนโยบายเกี่ยวกับเรื่องของการรักษาพยาบาลยังเป็นหนี้ติดค้างกับโรงพยาบาลของ มหาวิทยาเหล่านี้อยู่ ซึ่งถ้าเราไม่แก้ไขก็จะเป็นตัวถ่วงการทำงานของมหาวิทยาลัย ไม่สามารถที่จะเติบโตก้าวหน้าขึ้นมาได้ อันนี้ก็ขออนุญาตตั้งเป็นประเด็นไว้ เพราะฉะนั้น โดยสภาวะที่เป็นอยู่ ที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่นี้ว่าจำนวนเด็กเริ่มลดลง แล้วก็การเรียน การสอนก็จะมีปัญหาเรื่องของจำนวนคน มหาวิทยาลัยต้องมีการปรับตัวครับ โดยนำ เทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้น นอกเหนือจากการที่ต้องออกแรง กระทรวงต้องออกแรงให้มีการ ควบรวม ไม่ว่าจะเป็นการควบรวมภาควิชา หรือแม้กระทั่งควบรวมคณะ หรือแม้กระทั่ง ควบรวมมหาวิทยาลัยก็ตาม เพื่อจะได้ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงแล้ว อีกด้านหนึ่งก็คือ เรื่องของการใช้เทคโนโลยี ผมพยายามจะดูวิสัยทัศน์ของแต่ละมหาวิทยาลัย ปรากฏว่า ในด้านเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล (Technology Digital) ยังมีการพูดถึงน้อยมาก ก็ขอ อนุญาตกราบเรียนว่าจะต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัล (Technology Digital) มาใช้เพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพและเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ