จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อนุมัติงบประมาณประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕ โดยแปรญัตติปรับลดงบประมาณรายจ่ายงบกลาง ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๒๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ และยังเรียกร้องให้สำนักงบประมาณและกรรมาธิการงบประมาณตรวจสอบและติดตามการใช้งบประมาณนี้ให้เหมาะสม
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาอภิปรายในมาตรา ๖ ของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง ผมแปรญัตติ ปรับลดไว้ ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือเป็นเงินประมาณ ๒๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ครั้งแรกที่เห็นตัวเลข ก็ตกใจพอสมควร เพราะว่าเป็นงบกลางครั้งแรกเลยกระมังครับ ที่มีการปรับเพิ่มขึ้น นาน ๆ ทีจะได้เจอเหตุการณ์แบบนี้ แต่เมื่อไปดูรายละเอียดส่วนหนึ่งก็เข้าใจ อีกส่วนหนึ่งก็ยังรู้สึก แปลกใจว่าภารกิจที่เพื่อนสมาชิกมอบให้กับกรรมาธิการงบประมาณชุดนี้ไปดำเนินการ กลับมาไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย เพราะในวาระ ๑ ขั้นรับหลักการมีการพูดคุยกันมาก ในเรื่องงบกลาง โดยเฉพาะในส่วนของเงินสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินและจำเป็น เขาบอก เงินตัวนี้มากไปไหม เตรียมไว้สำรองจ่ายหลายครั้งหลายหนที่เราเห็นรัฐบาลชุดปัจจุบันนำเงิน ก้อนนี้ไปใช้ ก็หลายครั้งก็ไม่ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ ทุกคนเกิดความคลางแคลงใจหลายคนครับ ก็ฝากกรรมาธิการที่เป็นเพื่อนสมาชิกกับหลาย ๆ ท่านที่เข้าไปนี้ ไปดำเนินการเพื่อตรวจสอบ ติดตามและขอให้ปรับลดกลับมา กลับมาปรากฏว่ามีบรรทัดใหม่ ก็เติมหัวข้อใหม่ เป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษ จริง ๆ แล้วเนื้อของ ๒ บรรทัดนี้ ในส่วนของงบสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินและจำเป็นกับในส่วนของงบไวรัสโคโรนา (Virus Corona) นี้ เนื้อไม่ค่อยมีความแตกต่างกัน แต่ผมมองว่าอันนี้เป็นข้อดีนะครับ มันเหมือนกับเป็นมิติใหม่ เป็นพัฒนาการของการทำงบประมาณ เพราะอะไรครับ เราดึงเอา ส่วนหนึ่งของงบเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็นนี้ออกมาแล้วกำหนดให้ชัดเจนว่าเงินก้อนนี้ ให้ดำเนินการอย่างไร นั่นก็คือเอาไปใช้กับปัญหาวิกฤติโรคระบาดที่มันเกิดขึ้น อันนี้ ผมเห็นชอบครับ ผมมองว่ามันเป็นสิ่งที่ดี และผมยังอยากจะฝากไปยังสำนักงบประมาณ รวมถึงเพื่อนกรรมาธิการในอนาคตนี้ ในอนาคตข้างหน้าเราทำอย่างนี้ก็ดีครับ จะได้หมด ข้อครหาในส่วนงบกลางไปสักทีหนึ่ง ว่าพอผู้บริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ ผู้บริหารที่ไว้วางใจ ไม่ได้เราต้องมาสงสัยว่างบกลางนี้สุดท้ายมันจะไปไหน ก็เขียนแบ่งบรรทัดสิครับว่า ส่วนที่ ๑ เอาไปทำเรื่องวิกฤติไวรัส ส่วนที่ ๒ เอาไปทำเรื่องภัยแล้ง ส่วนที่ ๓ เอาไปทำเรื่องน ้าท่วม ส่วนที่ ๔ เอาไปช่วยเหลืออื่น ๆ ให้มันชัดเจนไปเลยว่าสัดส่วนแต่ละงบประมาณในส่วนที่ จะต้องไปช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉินนี้จะเอาไปทำอะไรบ้าง อันนี้อาจจะเป็นการดีจะ ลดข้อครหาในส่วนของงบกลางในอนาคต แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ผมนี่เสนอคำแปรญัตติ ปรับลดไว้ครับ และผมก็สงสัยว่าเพื่อนกรรมาธิการไม่ได้ฟังสมาชิกในห้องนี้ในการอภิปราย ในวาระ ๑ เลย วันนี้งบประมาณในส่วนที่เป็นงบสำรองจ่ายเพื่อการฉุกเฉินและจำเป็นไม่มี การปรับลดมา ที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือมีการเพิ่มงบประมาณในส่วนใหม่ก็คือที่บอกว่าเอาไป ทำไวรัสโคโรนา (Virus Corona) อีก ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษนี่ท่านไปบวกเพิ่มให้ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษ แน่นอนว่าเป็นคนละรายการกัน แต่อย่างไรก็ตามถ้ามองในภาพรวมมันคือ ตะกร้าเดียวกัน มันก็ยังคงเป็นงบกลางอยู่นั่นเอง ถ้าท่านจะเพิ่ม ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านรู้อยู่แล้วว่า ท่านจะเพิ่ม ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมท่านไม่ไปตัดรายการที่ ๑๑ รายการงบสำรองจ่ายเพื่อ การฉุกเฉินและจำเป็น ตัดลงไปสัก ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทก็ได้ หรือตัดมากกว่านั้นผมก็ไม่ว่า ในอนาคตนี้แปลว่าถ้าเกิดเราเห็นวิธีแนวทางปฏิบัติเช่นนี้แล้ว ผมจะไม่แปลกใจเลยถ้าปีหน้า งบประมาณเขาเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว สำนักงบประมาณจะตีมึนแล้วก็เพิ่มเติมงบกลาง จากสัดส่วนเมื่อก่อนจะเป็น ๑ เปอร์เซ็นต์ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์อะไรนี้ จะเพิ่มเป็น ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะเห็นบอกว่าสภาผู้แทนราษฎรเราไปเพิ่มให้อย่างไรในสัดส่วนของงบกลาง ผมจะไม่แปลกใจเลย เพราะว่านี่คือวิธีการทำงานซึ่งฝ่ายประจำมักจะใช้ แต่ผมต้องยืนยันไว้ กับตรงนี้เลยว่า สัดส่วนของงบกลางนี้มีเพียงแค่เท่าที่จำเป็นเท่านั้นก็เพียงพอ เพิ่มมาในส่วน ของงบสำหรับเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) เป็นการเหมาะสมอันนี้เห็นด้วย แต่อย่างไร ก็ตามในส่วนของงบเพื่อสำรองจ่ายและการฉุกเฉินและจำเป็นนี้ผมยังสงวนความเห็นผมที่จะ ให้ปรับลดลงในส่วนของบรรทัดที่เป็นรายการที่ ๑๑ งบเพื่อสำรองจ่ายเพื่อการฉุกเฉินและ จำเป็นอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ผมยังยืนยันครับ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทควรจะต้องปรับลดลง นะครับ ก็ฝากทั้งความเห็นแล้วก็ประเด็นคำถามไปยังเพื่อนสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการครับ ขอบพระคุณครับ