สาทิตย์ ชี้โควิดระบาดหนัก หนุนแผนจัดซื้อวัคซีนล่วงหน้า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๔

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในระลอกที่ 4 พร้อมตั้งคำถามถึงบทบาทของฝ่ายการเมืองที่เข้ามาบริหารจัดการแทนกระทรวงสาธารณสุขอย่างเต็มตัว ซึ่งส่งผลต่อความคล่องตัวในการตัดสินใจ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดทิศทางและแผนปฏิบัติชัดเจนทั้งในระดับชาติและจังหวัดเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน รวมถึงเร่งแก้ปัญหาการจัดหาวัคซีนที่ล่าช้าและมีความหลากหลายต่ำ ด้วยการเตรียมแผนจัดซื้อวัคซีนเทคโนโลยีใหม่ล่วงหน้า และเสนอให้ใช้เงินกู้ 5 แสนล้านบาทจัดซื้อวัคซีนโดยตรงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือวิกฤตสุขภาพอย่างเป็นระบบ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าสถานการณ์ ของการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) มาจนกระทั่งถึงวันนี้ต้องถือว่าวิกฤติมาก และน่าจะเข้าสู่การระบาดในรอบที่ ๔ แล้ว เพราะถ้าดูจากยอดผู้ติดเชื้อก็ดี ผู้ที่เสียชีวิตก็ดี เราทำนิวไฮ (New High) เกือบทุกวัน ถ้าสถานการณ์ยังเป็นอยู่อย่างนี้โอกาสที่ผู้เสียชีวิต ในประเทศจะถึงเดือนละ ๒,๐๐๐ หรือมากกว่านั้นก็จะเป็นตัวเลขที่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น สถานการณ์แบบนี้ส่งผลกระทบมากครับ ร้ายแรงที่สุดคือส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน คนยากคนจน คนหาเช้ากินค่ำ ซึ่งเราก็เห็นจากภาพข่าวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่สถานการณ์ ระบาดและการแก้ปัญหาเรื่องของวิกฤติของสถานการณ์นี้มันส่งผลกระทบลึกล้ำกว่านั้น วันนี้ มันไปส่งผลกระทบถึงการทำหน้าที่ของ ส.ส. ในสภาด้วย จากการที่มีการเขียนในเฟซบุ๊ก (Facebook) ทั้งหลาย ตำหนิติติงการทำหน้าที่ของเราเหล่า ส.ส. ว่าได้ทำหน้าที่เป็นปาก เป็นเสียงแทนประชาชนหรือไม่ ผมเป็นคนหนึ่งที่ยืนยันครับว่าในสภานี้พวกเราทุกคนที่เป็น ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง เราทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนตั้งแต่เกิดการระบาด ของโควิด (COVID) ในรอบที่ ๑ เมื่อปีที่แล้ว มาจนกระทั่งในการระบาดรอบ ๒ รอบ ๓ เรายิ่งทำหน้าที่ของเราเข้มข้นมากขึ้น แต่ผลกระทบ ณ เวลานี้มันไปถึงความเชื่อมั่นในรัฐบาล และผู้นำรัฐบาลด้วย เรื่องใหญ่ที่สุดก็คือการบริหารสถานการณ์ที่เป็นสถานการณ์ที่วิกฤติ ในขณะนี้ คำถามมีอยู่ว่าหลักการที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดและผมยืนยันมาตลอดก็คือในการ บริหารสถานการณ์โรคระบาดนี้ต้องใช้การแพทย์นำการเมือง แต่เกิดความสับสนมากครับ ท่านประธาน ที่ผมสับสนมากก็คือว่าในการจัดตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า ศบค. และมีการจัดตั้ง หน่วยงานในระดับรองลงมา เช่น ศูนย์บูรณาการแก้ไขสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็ดี คณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อการบูรณาการ ด้านการแพทย์และสาธารณสุขก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นข่าวสับสนก็คือว่าในส่วนของ คณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบูรณาการด้านการแพทย์และสาธารณสุขนั้นปรากฏว่า กระทรวงสาธารณสุขโดยรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการนั้นเป็นเพียงที่ปรึกษา แต่มีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นประธานกรรมการ ผมทราบข่าวซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้ต้องชี้แจงเหมือนกันในเรื่องของการบริหารสถานการณ์วิกฤติก็คือ ในวันที่กระทรวง สาธารณสุขซึ่งดูแลเรื่องนี้มาตลอดเสนอต่อรัฐบาลว่าเขาไม่สามารถที่จะสั่งการหน่วยงาน ท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานครได้ ก็ขอให้กระทรวงสาธารณสุขนั้นเป็นซิงเกิล คอมมานด์ (Single Command) ในการสั่งการ แต่เมื่อมีการเสนอไปแล้วสุดท้ายกลับมีการตั้ง คณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมา โดยที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุขเป็นเพียงที่ปรึกษาเท่านั้น นี่คือคำถามใหญ่ต่อเรื่องการบริหาร สถานการณ์โควิด (COVID) ว่าเป็นเรื่องการแพทย์นำการเมืองหรือการเมืองนำการแพทย์ กันแน่ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้มันนำมาซึ่งปัญหาติดตามต่อเนื่องครับ ที่เราพูดกันเรื่องวัคซีนก็ดี เรื่องของการบริหารจัดการด้านอื่นก็ดี เพราะถ้าเมื่อไรก็ตามเราเอาการเมืองมานำการแพทย์ เมื่อนั่นความเสียหายย่อมเกิดขึ้นเพราะไม่เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องและควรจะเป็น ผมเรียนท่านประธานต่อว่าในประเด็นที่เป็นความสับสนเรื่องของการบริหารวิกฤตการณนี้ มันมีประเด็นอยู่ ๒-๓ อย่างที่ผมคิดว่าจากวันนี้ไปมันมีข่าวว่ากระทรวงสาธารณสุขเตรียม เสนอมาตรการที่เข้มต่อ ศบค. ก็คือกรณีเรื่องล็อกดาวน์ (Lockdown) มีข่าวบอกว่าวันพรุ่งนี้ จะมีการประชุมกัน ผมคิดว่าเป็นเรื่องดีนะครับ มันถึงจุดที่เราจะต้องตัดสินใจในเรื่องนี้ แล้วก็ ทบทวนเรื่องของการบริหารสถานการณ์วิกฤติทั้งหมด ผมคิดว่าเรื่องสำคัญที่สุดที่ ศบค. หรือตัวรัฐบาลเองต้องตัดสินใจ คือจากวันนี้ไปเราต้องมีเป้าหมายเสียทีครับ ดีที่สุดตอนนั้น เราพูดถึง ๑๒๐ วันเปิดประเทศ แต่เราพูดเฉพาะ ๑๒๐ วันเปิดประเทศ แต่เราไม่มี แผนปฏิบัติว่าเราจะทำอย่างไร ถ้าเราเทียบกับประเทศสิงคโปร์ ท่านประธานครับ ประเทศ สิงคโปร์เขาประกาศบอกว่าภายในเดือนกรกฎาคมคนจำนวน ๒ ใน ๓ ของประชากรทั้งหมด ต้องได้ฉีดวัคซีนอย่างน้อย ๑ โดส เขาทำได้ครบ เขาประกาศว่าในวันชาติ วันที่ ๙ สิงหาคม คน ๒ ใน ๓ ของเขาจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อย ๒ โดส ครบโดส (Dose) และ เขามีวัคซีนครบถ้วน เขาทำได้ ของเราไม่มีเป้าหมายเช่นนั้น ไม่มีแผนเช่นนั้นครับ วันพรุ่งนี้ทบทวนครับ และผมคิดว่าต้องกำหนด และไม่ใช่กำหนดแผนระดับประเทศเท่านั้น ในระดับจังหวัดทุกจังหวัดด้วยครับ ผมเข้าใจ ศบค. จังหวัดทุกวันนี้เราแก้ปัญหา ตามสถานการณ์ จนมีคำถามจากชาวบ้านว่าลูกหลานเขาจะมีโรงเรียนที่ปลอดภัยไปได้เมื่อไร มันต้องมีแผนในทุกจังหวัด แล้วกำหนดว่าเป้าหมายกับแผนที่จะเดินตามเป้าหมายนั้นใน แต่ละจังหวัดทำอย่างไร มากกว่าที่จะแก้กันวันต่อวัน โดยไม่เห็นเป้าหมายในวันข้างหน้าว่า เขาจะแก้อย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้สัมพันธ์กับเรื่องที่จะมีการประกาศล็อกดาวน์ (Lockdown) กันในวันพรุ่งนี้ว่าจะล็อกดาวน์ (Lockdown) หรือไม่ หรือว่าจะเป็นการ ล็อกดาวน์ (Lockdown) เฉย ๆ หรือมีการกำหนดเป้าหมายและแผนที่ชัดเจนครับ

เรื่องวัคซีนเช่นเดียวกัน ผมคิดว่าวันพรุ่งนี้ใน ศบค. ต้องคุยและลงไปถึง กรรมการที่มีการจัดตั้งขึ้นโดย ศบค. โดยคำสั่งของท่านนายกรัฐมนตรีไปทบทวนเรื่องวัคซีน วัคซีนเป็นปัญหามากนะครับท่านประธาน ที่เพื่อนสมาชิกพูดกันมาตลอดก็คือว่าทำไม เรามีแค่ ๒ ตัว แล้วจู่ ๆ ที่โผล่มาวันนี้เป็นไฟเซอร์ (Pfizer) ก็มีคนบอกว่าไฟเซอร์ (Pfizer) ที่เราได้มาในอีกเดือน ๒ เดือนข้างหน้านี้จะเป็นเทคโนโลยีเก่า คำถามมีว่าจากวันนี้ไป ๖ เดือนข้างหน้า ๑ ปีข้างหน้า เราเตรียมเงินซื้อวัคซีนที่เป็นเทคโนโลยีตัวใหม่สำหรับ การฉีดในเข็มที่ ๓ เข็มที่ ๔ หรือบางส่วนที่เป็นเข็มที่ ๑ เข็มที่ ๒ กันแล้วหรือยัง เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ณ วันนี้แผนการเป็นอย่างไร ที่ผมเคยเสนอในสภานี้ พรรคประชาธิปัตย์ เคยเสนอว่าเอาไปซื้อวัคซีนสิ นี่คือการเตรียมการที่ดีที่สุดในการดูแลชีวิตของพี่น้องประชาชน แน่นอนครับ วันนี้มีปัญหาการส่งมอบช้าบ้าง อะไรบ้าง แต่การเตรียมการไปในวันข้างหน้า มันต้องไม่มีแค่ ๒ ตัวครับ เราต้องเตรียมตั้งแต่วันนี้ ถ้าเตรียมตั้งแต่วันนี้ ในปีหน้าอย่างน้อย ที่สุดเราได้เทคโนโลยีของการทำวัคซีนที่มีความก้าวหน้ามากที่สุด สามารถที่จะสู้กับเชื้อโรค ที่กลายพันธุ์ได้ดีที่สุด นี่คือการบริหารสถานการณ์วิกฤติไปในวันข้างหน้า คำถามก็จะมี อย่างเดียวครับว่าระหว่างวิกฤติโควิด (COVID) กับวิกฤติของรัฐบาลใครจะถึงจุดจบก่อนกัน พรุ่งนี้ต้องดูกันครับ ขอบพระคุณครับ