สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๔

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เสนอแนะว่าควรแก้ปัญหาจิตเวชในประเทศไทยด้วยการเชิงรุกมากขึ้น โดยการสร้าง "เซฟตีเน็ต" หรือระบบการรักษาที่ดี และการสนับสนุนให้ประชาชนเข้ารับการรักษาและป้องกันโรคจิตเวช

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ก็ไม่เป็นอะไรครับ คือผมว่าท่านรัฐมนตรีก็ได้ตอบคำถามแรกหรือความ เชื่อมโยง หรืออะไรนี้ทางในการแก้ปัญหาผมก็ชื่นใจนะครับ จริง ๆ แล้วคำถามที่ ๒ ผมก็ ไม่ได้อะไรมากนะครับ แล้วก็ท่านรัฐมนตรีก็อาจจะได้ตอบไปแล้ว อาจจะไม่ได้ใช้เวลามาก แต่ผมก็ขออนุญาตถือว่าท่านรัฐมนตรีหมดแล้ว ผมก็ใช้เวลาผมในการเสนอแนะในมุมมอง ของผู้แทนราษฎรก็แล้วกัน เพราะว่าคราวนี้ผมได้มีโอกาสโทรหาจิตแพทย์หนุ่ม ในโรงพยาบาลหนึ่งที่ผมเคยไปเจอตอนผมไปทริป (Trip) ดำน้ำ เป็นรุ่นน้องครับ คือผม เข้าใจว่าเรื่องจิตแพทย์ จิตเวชนี้มันเป็นเรื่องที่เรามองข้ามมานานในสังคมไทยแล้วก็ งบประมาณได้น้อยมาก อันนี้เห็นใจคุณหมอทุกที่นะครับ แล้วทีนี้มุมมองของคนไทยต่อเรื่อง ของจิตเวชนี้ก็ยังไม่ได้ก้าวหน้าเท่าที่ควร หลาย ๆ คนยังคิดว่าการไปหาจิตแพทย์นี้จะทำให้ เราดูแย่ใช่ไหมครับท่านประธาน และคิดว่าเราเป็นคนบ้า คนอื่นข้างบ้านคิดว่าเราเป็นคนบ้า จริง ๆ แล้วทุกคนสามารถป่วยได้ใช่ไหมครับ เรื่องจิตเวช เรื่องโรคพวกนี้ทางจิตมันก็ เป็นเหมือนไข้หวัดละครับ ความเครียดมันก็เหมือนไข้หวัด บางทีเราก็เครียดเป็นช่วงเวลา หนึ่ง ถ้าเราจัดการตัวเองหาทางออกก็หายเป็นไข้หวัด แต่ถ้าเราเป็นไข้หวัดทุกวันเราไป ไข้หวัดเราเป็นโรคซ้ำซ้อนหลาย ๆ อันมารวมกันนี้ความเครียดหลาย ๆ อันสะสม มันก็เป็น เหมือนโรคเรื้อรัง โรคที่ใหญ่วันหนึ่งก็เป็นมะเร็ง วันหนึ่งก็เป็นโรคซึมเศร้า วันหนึ่งก็ถึงขั้นที่ ต้องเสียชีวิตจากการคิดสั้น ซึ่งตรงนี้ก็ได้ยินท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการตอบนี้ก็พยายามมี อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) พยายามมีสายด่วนสุขภาพจิตนี้ ผมเคยโทรไปครับ ผมก็ลองว่า ถ้าคนจะฆ่าตัวตายคนหนึ่งทำอย่างไร โทรไปผมรอประมาณ ๒๐ นาที คือผมว่าในความ เป็นจริงมันไม่ทัน แล้วผมก็ไปดูมีสำนักข่าวต่างประเทศมาทำเรื่องนี้ ซึ่งมันไม่พอจริง ๆ เราก็ มีหลายหน่วยงานที่เป็นภาคีที่ท่านบอกว่านี้ก็เป็นอาสาสมัครทั้งนั้น มันไม่พอ แล้วไม่ทัน อย่างผมเคยไปเกาหลีใต้ กรุงโซลนี้มันจะมีสะพานหนึ่งที่ฮิต (Hit) ฆ่าตัวตายมาก เขาจะ แปะเลยระหว่างทางขึ้นสะพานครับท่านประธาน คุณคิดใหม่ไหม คุณคิดฆ่าตัวตายก็เป็นข้อความ ไปเรื่อย ๆ มีโทรศัพท์ทุกระยะว่าโทรศัพท์นี้ยกหูมาไม่ใช่โทรศัพท์แบบทางด่วนบ้านเรานะ คล้าย ๆ แต่อันนี้ก็คือยกหูคนที่ปลายสายคือเป็นนักจิตแพทย์ เป็นอาสาสมัครที่มาห้ามไม่ให้ เขาฆ่าตัวตาย เพราะเกาหลีใต้ก็ยอมรับว่าก็มีความกดดันทางสังคมสูงนะครับ ผมอยาก ไล่เรียงไปอีกว่าเหตุการณ์ทำไมประเทศเราเป็นอย่างนี้ คนเราตายเกือบ ๕,๐๐๐ คนที่ฆ่าตัวตาย ต่อปีนี้ซึ่งพูดกันตรง ๆ เยอะกว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ตอนนี้คือยอดประมาณ ๒,๔๐๐ คน บางครั้งผมว่าปัญหานี้ก็ควรจะได้รับการเชิงรุกมากขึ้น อย่างเช่นตอนนี้โรงพยาบาลส่วนใหญ่ ก็คือรับผู้ป่วยมาแล้วตอนนี้ผมก็เข้าใจว่าโรงพยาบาลจิตเวชนี้ลำบากมาก เพราะไม่มี หวอดเกี่ยวกับผู้ป่วยที่เป็นจิตเวช ป่วยจิตเวชด้วย แล้วก็เป็นโควิด (COVID) ด้วย ทั้งกรุงเทพฯ นี้ผมว่ามีไม่ถึง ๑๐๐ เตียง ซึ่งอันนี้ก็ลำบากเห็นใจนะครับ แต่ทีนี้อย่างที่ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการได้เอ่ยขึ้นมา คือผมขอเสนอแนะว่าเคยใช้องคาพยพต่าง ๆ นี้ทำปรับ รูปแบบภาพจำของการเป็นโรคจิตเวชหรือความเครียดนี้ว่าคุณปรึกษาหมอได้ คุณไปหาหมอ ได้นะครับ แล้วก็บางทีก็อาจจะเสนอให้รัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีช่วยปรับระเบียบของ การรักษา ๓๐ บาทรักษาทุกโรค เพราะตอนนี้ผมทราบว่ามันต้องทรานสเฟอร์ (Transfer) มาจากโรงพยาบาลก่อน ถึงจะไปโรงพยาบาลจิตเวชอย่างโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาได้ หรือโรงพยาบาลของคุณหมอได้ใช่ไหมครับ ทีนี้มันก็เลยยาก ผมว่ามันควรจะรวมอยู่ ใน ๓๐ บาทรักษาทุกโรค มันควรจะเป็นการบริการทางการแพทย์ขั้นพื้นฐาน มันคือการ ป้องปรามก่อนที่มันจะเกิดให้ทุกคนได้รู้ทุกคนควรจะเรียนตั้งแต่เด็กครับ ตั้งแต่ประถมมัธยม ว่าเราควรจะสังเกตสกรีน (Screen) ตัวเองอย่างที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการว่าจริง ๆ แล้ว ปัญหาเหล่านี้อาจจะแก้ปัญหาได้ถ้าประเทศไทยเรามีเซฟตีเน็ต (Safety Net) หรือว่ามีเบาะ รองรับที่ดี ตอนนี้เราตกงานเราก็ไม่รู้ได้อย่างไร เราได้ ๕,๐๐๐ บาท ๓ เดือน เราก็ไม่พอ หรอกครับ อันนี้ก็เป็นปัญหาจริง ๆ ที่อยากฝากไปถึงรัฐมนตรีครับ คงไม่ให้คำถามนะครับ เพราะว่าเวลาก็หมดกันทั้งคู่ หรือผิดระเบียบครับ หรือผมต้องถามนิดหนึ่งครับท่านประธาน ก็ถามว่าท่านเห็นด้วยไหมว่าควรจะมี เขาเรียกว่าการที่ช่วยเหลือก่อนหน้าเป็นเชิงรุกมากขึ้น โดยอาจจะใช้สื่อมากขึ้นก็ได้ อาจจะบอกเบอร์มากขึ้นก็ได้ และผมเชื่อว่าวันนี้ขอฝาก สื่อมวลชนไปทำข่าวคนจะได้รู้ว่าต้องโทรไป ๑๓๒๓ ใช่ไหมครับ อันนี้ก็ช่วยได้ครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ