สาธิต แจงห่วงฆ่าตัวตายพุ่งจากโควิด-เศรษฐกิจ เร่งแผนรับมือร่วมเครือข่าย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๔

สาธิต ปิตุเตชะ หารือปัญหาการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบของโควิด-19 และวิกฤตเศรษฐกิจ โดยย้ำถึงการติดตามและดำเนินการของรัฐบาลร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอแผนคัดกรองความเครียด การสนับสนุนสุขภาพจิต และความร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หอการค้า และแรงงานจังหวัดเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างครอบคลุม

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข วันนี้ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้มา ตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ซึ่งท่านได้มีบทบาทหน้าที่ แล้วก็ทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มที่ เรื่องนี้ก็เป็น อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านมีความเป็นห่วงถึงสถานการณ์ในการฆ่าตัวตายของพี่น้องประชาชน ในสถานการณ์ทั้งเรื่องโควิด (COVID) หรือในสถานการณ์เศรษฐกิจก็ตาม ผมเรียนกับ ท่านประธานครับว่า รัฐบาลมีการตระหนักและมีการมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องติดตามแล้วก็มีแผนในการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน ว่าเรา จะทำอย่างไรก็ตามในทุกวิถีทางที่จะทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยของเราได้ลดการฆ่าตัวตาย หรือจะพยายามที่จะไม่ให้มีตัวเลขของการฆ่าตัวตายนั้นมีตัวเลขที่สูงขึ้น ผมขออนุญาต ท่านประธานว่าผมมีสไลด์ (Slide) ประมาณ ๔-๕ สไลด์ (Slide) เพื่อที่จะนำเสนอกับ ท่านเท่าพิภพ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ประเด็นแรก ผมอยากจะให้ท่านเท่าพิภพดูเรื่องของฟอร์แคสต์ (Forecast) ที่เราประเมินว่า คือในการ ดำเนินการของเรา ถ้าเราดำเนินการอย่างเต็มที่ ทั้งประสานกับภาคีเครือข่ายด้วย เราก็จะ คุมอัตราการฆ่าตัวตายของประชาชนอยู่ให้ไม่เกินประมาณร้อยละ ๗ ต่อแสนประชากร แต่ถ้าเกิดเราอาจจะไม่ทำอะไรเลยก็จะมีสูงขึ้นประมาณ ๙.๔๕ ต่อแสนประชากรในปี ๒๕๖๔ แต่ว่าเรามีตัวเลขเปรียบเทียบ เรามีตัวเลขอัตราการฆ่าตัวตายของปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ เส้นสีเขียวนี้เป็นตัวเลขของปี ๒๕๖๓ ทั้งปี ซึ่งเราจะเห็นว่ามีอัตราตัวเลขการฆ่าตัวตาย ประมาณ ๗.๓๗ ต่อแสนประชากร แต่สำหรับปี ๒๕๖๔ นี้เราเก็บตัวเลขมาจนถึงเดือน พฤษภาคม เกือบ ๆ เดือนพฤษภาคมนี้เราจะมีตัวเลขอยู่ประมาณ ๒.๕๔ ซึ่งถ้าเทียบกันกับ ปีที่แล้วมีตัวเลขที่น้อยกว่า นอกจากนั้นเราก็มีการทำประมาณการเมื่อสักครู่ที่แจ้งไปว่า ถ้าเราสามารถที่จะไปร่วมมือกับทุกภาคีเครือข่ายตามนโยบายรัฐบาล เราจะสามารถควบคุม อัตราการฆ่าตัวตายของประชากรของประเทศไทยให้อยู่ในระดับที่น้อยกว่าเมื่อปีที่แล้วหรือใกล้เคียง ซึ่งขณะนี้เราก็เดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ต้องยอมรับอย่างนี้นะครับว่า ปัจจัยในการฆ่าตัวตาย ของประชาชนมีการเก็บข้อมูล แล้วก็หาสาเหตุปัจจัยในการที่เขาตัดสินใจในการฆ่าตัวตาย แล้วก็มีความชัดเจนว่าในการตัดสินใจฆ่าตัวตายไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยเฉพาะ อาจจะมีหลายปัจจัย แต่สุดท้ายการเก็บรวบรวมข้อมูลเราพบว่าอัตราการฆ่าตัวตายของ ประชาชน อันดับแรกคือเรื่องของความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของครอบครัว ความสัมพันธ์ของคนรักหรือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นประมาณ ๕๐เปอร์เซ็นต์ ส่วนในปีนี้ ต้องยอมรับว่าปัญหาการตัดสินใจการฆ่าตัวตายในปัจจัยด้านเศรษฐกิจกำลังร้อนแรงขึ้น จากเดิมที่มีอัตราที่น้อยกว่าในปีนี้ ก็เพิ่มมาเป็น ๓๐.๒ ปกติปัจจัยที่ ๒ คือปัจจัยโรคเรื้อรัง ที่เป็นอยู่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ปีนี้เรื้อรังถูกเศรษฐกิจแซงไปนิดหน่อย เพราะฉะนั้น แน่นอนที่สุดท่านเท่าพิภพพูดชัดว่าการตัดสินใจการฆ่าตัวตายมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์น้ำท่วมปี ๒๕๕๔ สถานการณ์ต้มยำกุ้งก่อนหน้านั้น วันนี้เราเจอ สถานการณ์ที่ผมคิดว่าแทบจะหนักกว่าทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ตัวเลขการฆ่าตัวตาย ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่มากเกินกว่าปี ๒๕๖๓ แต่จริง ๆ แล้วถ้าท่านเท่าพิภพได้ติดตามศึกษา ตัวเลขของการตัดสินใจการฆ่าตัวตายนี้จะมีลาสต์ไทม์ (Last Times) ของมันอยู่ว่า พอมันเกิดสถานการณ์แบบนี้ มันต้องใช้ระยะเวลาประมาณสัก ๔ เดือน หรือ ๑ ปี ถึงจะมีตัวเลข ที่มันมีอัตราที่จะเก็บมาเพื่อที่จะมาเปรียบเทียบได้ เพราะฉะนั้นในสถานการณ์โควิด (COVID) นี้ ซ้อนสถานการณ์โควิด (COVID) มีอีกหลายสถานการณ์ เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจถูกไหมครับ มีทั้งเรื่องของความกดดันที่ต้องถูกกักตัวหรือเดินทางไปไหนไม่ได้ ทุกอย่างจะเก็บเป็น ความเครียด แล้วเราก็จะสามารถเก็บรวบรวม แต่ผมเรียนกับท่านเท่าพิภพผ่านท่านประธานว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจเลยนะครับ นี่ผมเรียนตัวเลข แต่สิ่งที่เราทำคือว่าเรามีหลายโครงการ ที่เดินหน้าปฏิบัติมาแล้วตั้งแต่รอบแรก ถ้าท่านเท่าพิภพติดตามข่าวที่จังหวัดนครราชสีมา เทอร์มินอล ๒๑ (Terminal 21) ที่มีการเครียดแล้วไปยิงกันตาย ทีมเอ็มแคท (Team MCATT) ของกรมสุขภาพจิตที่มีอยู่ทั่วประเทศและศูนย์ฆ่าตัวตายของอาจารย์ณัฐกรที่อยู่ จังหวัดขอนแก่นได้มีการเก็บรวบรวมตัวเลขทั้งหมดนี้ไว้ ทีมเอ็มแคท (Team MCATT) จะเป็นคนที่เป็นทีมจังหวัดที่รวบรวมกำกับทีม สสจ. กับจิตแพทย์ที่อยู่ในจังหวัดนั้น ลงไป เพื่อที่จะไปคัดกรองความเครียด แล้วเราก็มีรถโมบาย (Mobile) ด้วยนะครับ ไปตรวจจับ ความเครียดว่ามีการเฝ้าระวังว่ามีความเครียดในระดับไหน อย่างไร ถ้ามีระดับที่สีแดง ทางเจ้าหน้าที่ของเราจะต้องรีบเข้าไปพูดคุย เพื่อให้ลดความเครียดลง เพื่อที่จะลดความคิด ที่จะมีการฆ่าตัวตาย หรือมีอาการโรคซึมเศร้า นอกจากนั้นเรามีการคัดกรองในระดับประชาชน ในแต่ละหมู่บ้านด้วย ทีมเอ็มแคท (Team MCATT) อสม. ที่จะลงพื้นที่ โดยแนะนำให้เขาเข้าไป ในกูเกิลฟอร์ม (Google Form) เขาตรวจสอบว่าเขามีอาการแบบนี้ ๆ เขาเครียดมากน้อยแค่ไหน อันนี้จะเป็นข้อมูลในระบบที่ทีมเอ็มแคท (Team MCATT) จะเข้าไปลดการคิดสั้น ลดการฆ่าตัวตายได้ นอกจากนั้นในสถานการณ์โควิด (COVID) นี้เรามีเรื่องของบุคลากร ทางการแพทย์ที่มีความเครียดหมดไฟ แล้วก็มีการทำงานหนักจนเกินไป เราก็จะมีส่วน สาย ๑๓๒๓ ที่ปกติให้คนทั่วไปโทรมาปรึกษานี้เราแยกออกมาสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และแนะนำให้เช็กสกรีนนิง (Check Screening) ในตัวความเครียดของเขาเองเข้ามา ในระบบ เพื่อที่เราจะให้กรมสุขภาพจิตของเราให้คำปรึกษาในเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราทำ นอกจากนั้นเรามีโครงการที่สำคัญที่เราสามารถหยุดยั้ง การฆ่าตัวตายที่เป็นตัวเลข ก็คือโครงการโฮป ทาสก์ ฟอร์ซ (HOPE Task Force) ซึ่งเป็น การร่วมมือกันระหว่างกรมสุขภาพจิตที่กระทรวงสาธารณสุขดูแลอยู่ ร่วมมือกันกับกองปราบ แล้วก็ร่วมมือกันกับอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ต่าง ๆ เพราะเราพบว่าคนที่จะตัดสินใจ ฆ่าตัวตายในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะทิ้งร่องรอยไว้ในที่โซเชียลมีเดีย (Social Media) จำนวนมาก แล้วเราก็ไปรวบรวมอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ที่ขออนุญาตเอ่ยนามเขา เพราะเขา ช่วยเหลือเราอย่างดี เช่น ดราม่า แอคติก หมอแล็บแพนด้า หรือสมัยก่อนมันน่าจะมีอะไร อีกสักอันหนึ่ง เราให้เขามอนิเตอร์ (Monitor) คอมเมนต์ (Comment) ที่อยู่ในเพจ (Page) ของเขาว่าถ้ามีคนมาทิ้งร่องรอยนี้ขอให้ส่งมาที่กองปราบหรือว่า ๑๙๑ เพื่อที่จะให้ปกตินี้ กว่าเราจะรู้ว่าเขาจะคิดฆ่าตัวตายต้องใช้เวลาประมาณหลายชั่วโมงกว่าจะเข้าไปถึงที่ว่า เขาจะคิดสั้นแล้วนี้ พอเข้าไปถึงปั๊บ เราไม่มีสิทธิเข้าไปในบ้านอีก เพราะว่ามันเป็นกฎหมาย ที่ท่านประธานทราบดี เราเข้าไปทำลายสิ่งกีดขวางก็ไม่ได้ เราเลยใช้ตำรวจมาเพื่อที่ว่า ประหยัดเวลาหรือให้ไปถึงคนคิดฆ่าตัวตายให้เร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ เดือนตุลาคมปีที่แล้ว โครงการนี้ผมได้รับแจ้งเป็นรายงานว่าเราได้ยับยั้งการฆ่าตัวตายได้จนถึง เดือนพฤษภาคมนี้ ๑๖๘ ราย โดยวิธีการที่เราร่วมมือกัน แต่ว่าอาจจะไม่ได้ทั้งหมดในการ ที่จะให้ตำรวจเข้าไปยับยั้งการฆ่าตัวตาย แต่ว่าอย่างน้อยที่สุดการทิ้งร่องรอยไว้อินฟูลเอนเซอร์ (Influencer) ต่าง ๆ ก็แจ้งมาที่เรา เราก็ใช้โทรศัพท์ติดต่อไปและให้คำปรึกษาจนเขาสามารถ ที่จะกลับมาได้ โดยที่ยับยั้ง ๑๖๘ ราย แล้วก็อยู่ในการติดตามอาการ การให้คำปรึกษา ตามรายละเอียดมี ๑๔๓ มี ๒๗ มี ๑๘ ทั้งหมดนี้คือการดำเนินการซึ่งคนไม่ค่อยรู้ ผมก็กำชับ กรมสุขภาพจิตว่าสิ่งที่เราจะต้องทำนี้ต้องสื่อสารให้กับประชาชนให้รับทราบว่าเราทำอะไรอยู่บ้าง

นอกจากนี้ล่าสุดเราก็จะมีโครงการร่วมมือกันกับกระทรวงการคลัง แล้วก็ ธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะเข้าไป อันนี้เราจะเจาะลึกไปถึงเรื่องเศรษฐกิจนะครับ เพื่อที่จะ ช่วยเหลือในสภาวะเศรษฐกิจที่ตรงเป้า ก็คือไปร่วมมือกับหอการค้าแล้วก็แรงงานจังหวัด เพื่อไปคัดกรองว่าในส่วนไหนมีความเครียดเข้ามาในระบบงานเราจะได้ยิงตรงเข้าไปทำ การรักษาให้เขาหยุดยั้งความคิดที่จะฆ่าตัวตาย อันนี้คือสิ่งที่รัฐบาลทำมาทั้งหมด แล้วก็ เป็นตัวเลขที่กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านเท่าพิภพ ขอบพระคุณมากครับ