วรภพ วิจารณ์ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน ชี้ชดเชย 40% ต่ำเกิน-ธนาคารกุมอำนาจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

วรภพ วิริยะโรจน์ วิพากษ์ พ.ร.ก.ซอฟต์โลนฉบับใหม่ที่รัฐบาลเสนอ โดยชี้ว่าอัตราชดเชยหนี้สูญที่ 40% ต่ำเกินไป ไม่เพียงพอกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยกู้ ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ที่ไม่เคยมีประวัติสินเชื่อเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน จึงเรียกร้องให้เพิ่มการชดเชยเป็น 70-80% และไม่ควรถวายอำนาจการตัดสินใจให้ธนาคารเพียงฝ่ายเดียว พร้อมเสนอให้จัดสรรวงเงินจาก พ.ร.ก. 5 แสนล้านบาท ช่วยเหลือลูกหนี้บ้านที่เสี่ยงถูกยึดทรัพย์ให้มีเวลาฟื้นตัวไม่น้อยกว่า 3 ถึง 5 ปี และเรียกร้องให้มาตรการพักทรัพย์พักหนี้เป็นสิทธิของลูกหนี้เพื่อความเป็นธรรมในช่วงวิกฤต

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ถ้าให้ผมอภิปรายสรุป พ.ร.ก. ฉบับนี้ หรือว่าที่ผมอยากจะเรียกมันคือ ซอฟต์โลน (Soft Loan) ภาค ๒ มันก็คงเป็นผลงานที่ชัดเจนที่สุดของรัฐบาลนี้ที่แสดงถึงความล่าช้าใน การยอมรับความผิดพลาดแล้วก็ความล้มเหลวในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ในรอดจาก วิกฤตินี้ครับ พอย้อนกลับไป ๑ ปีพอดีครับที่รัฐบาลชุดนี้ก็ออก พ.ร.ก. ซอฟต์โลนออกมาเพื่อ ช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งสิ่งที่ผมและพรรคก้าวไกล จริง ๆ ส.ส. ทุกคนในสภาแห่งนี้ ก็พยายามสื่อสารตลอดว่ามาตรการซอฟต์โลน (Soft Loan) นี้ไม่สามารถช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ได้ครับ ผลลัพธ์มันก็ออกมายืนยันครับ ๑ ปีผ่านไป ปล่อยได้เพียงแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จากวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ในขณะที่เอสเอ็มอี (SMEs) ที่ต้องปรับ โครงสร้างหนี้ยังคงมีอยู่ถึง ๑ ล้านล้านบาท มันสะท้อนครับว่าเอสเอ็มอี (SMEs) ก็จำนวน มากที่ยังเข้าไม่ถึง แต่รัฐบาลนี้ครับก็ปล่อยปละละเลยใช้เวลา ๑ ปีเต็มกว่าที่จะยอมรับ ความผิดพลาดของมาตรการซอฟต์โลน (Soft Loan) ว่าไม่สามารถช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ได้ แต่ก็เป็นอีกครั้งครับที่ พ.ร.ก. ฉบับนี้แก้ไขออกมา แต่เหมือนจะไม่มีความจริงใจในการ ที่จะช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ครับ แน่นอนครับมันดีกว่าฉบับแรก แต่ใจกลางของปัญหาที่ไม่ได้ ถูกแก้ไขก็คือปัจจัยสำคัญที่ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) เพราะความเสี่ยง หนี้สูญครับ ที่ไม่รู้ว่าวิกฤตินี้จะจบเมื่อไร ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ธนาคารกล้าปล่อย สภาพคล่องเพื่อช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) มันคือการชดเชยหนี้สูญจากภาครัฐไปยังธนาคารครับ และอัตราการชดเชยหนี้สูญที่ผมพูดถึงใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็กำหนดไว้ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ๔๐ เปอร์เซ็นต์นี้ล่ะครับที่ผมคิดว่าเป็นจุดตาย เพราะว่ามันน้อยมากครับมันน้อยเกินไป ยิ่งในช่วงวิกฤตินี้ที่ธนาคารจะกลับมากล้าปล่อยสภาพคล่องเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ให้ประคองเอสเอ็มอี (SMEs) ให้รอดไปจากวิกฤตินี้ กล้าปล่อยสภาพคล่องให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดเล็กเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ไม่เคยมีสินเชื่อมาก่อนครับ เพราะถ้าย้อนกลับไปดู มาตรการปกติของ บสย. ก็จะเห็นว่าในสภาวะปกติที่มาตรการที่ บสย. ออกมา อัตรา การชดเชยหนี้สูญมันก็อยู่ที่เพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ครับ การเพิ่มขึ้นมาเพียงแค่ ๕-๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในช่วงวิกฤตินี้ นี่คือตัวเลขที่สะท้อนครับว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีความจริงใจเลยที่จะต้องการ ช่วยให้ธนาคารกล้าปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ครับ ดังนั้นมันก็ไม่ต้องแปลกใจถ้า มาตรการนี้ออกมาแล้ว ๑ เดือน ตัวเลขเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ไม่เคยมีสินเชื่อธนาคารมาก่อนก็ กู้ได้เพียงแค่ ๔๕ รายครับ มันก็สะท้อนออกมาชัดเจนว่าตัวเลขการชดเชยหนี้สูญมันไม่ เพียงพอ มันยังน้อยเกินไปมากที่ธนาคารจะกล้าปล่อยกู้ให้กับคนที่ต้องการจริง ๆ สิ่งที่มัน ควรจะเป็นครับ และมันก็เป็นสิ่งที่พวกผมพูดมาตลอด เงื่อนไขเดียวที่ธนาคารจะกล้าปล่อยกู้ ให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) เหล่านี้ให้รอดจากวิกฤตินี้ไปได้ คืออัตราการชดเชยกรณีหนี้สูญที่ จะต้องมากพอ แล้วก็จูงใจเพียงพอที่จะให้ธนาคารกล้าปล่อยได้ รัฐบาลควรจะประกาศไป เลยครับว่าอย่างชดเชย ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อให้ธนาคารมั่นใจครับ ถ้ารายไหนไม่รอด อย่างน้อยก็เป็นภาครัฐที่จะมาช่วยธนาคารได้ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลทั่วโลกเขาทำกันจริง ๆ เขาก็ทำกันตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วนะครับ อย่างรัฐบาลญี่ปุ่นที่ออกมานี้คือเขายังกล้าประกาศให้ ชดเชยถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำสำหรับเอสเอ็มอี (SMEs) คือเหมือนเขามีความจริงใจครับว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้เอสเอ็มอี (SMEs) สามารถประคองและรอดไปได้ แต่รัฐบาลไทยกลับทำ ตรงกันข้ามครับ จริง ๆ อีกอย่างหนึ่งคือประเทศหลายประเทศครับ เขาก้าวข้ามแค่มาตรการ ช่วยเหลือด้านสภาพคล่องไปแล้ว วันนี้เขาไปถึงว่าเขาสามารถสนับสนุนให้มีเงินอุดหนุนตรงเลย อย่างอเมริกา ที่ว่าให้เงิน ช่วยเหลือตรงกับร้านอาหารเลยนะครับ ขอเพียงดูว่ายอดขายลดลงจากปีที่แล้ว ให้เลย ร้านอาหารหนึ่งไม่เกิน ๑๕๐ ล้านบาท แต่รัฐบาลไทยแค่สภาพคล่อง เอสเอ็มอี (SMEs) ก็ยังเข้าไม่ถึงเลยนะครับ รัฐบาลจะประกาศวงเงินออกมา ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มีประโยชน์ครับ ถ้าอัตราการชดเชยหนี้สูญยังไม่มากพอที่จะให้ ธนาคารกล้าปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ปีหน้าก็ต้องมาคุยกันเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ และ ยิ่งเมื่อให้ธนาคารเป็นผู้เลือก คือเลือกที่จะช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) รายไหน ไม่ช่วยรายไหน ผลลัพธ์มันก็ยิ่งออกมาเหมือนเดิมครับ คือธนาคารก็ย่อมเลือกช่วยธุรกิจที่ธนาคารกำไรมาก ที่สุดครับ ทั้ง ๆ ที่เป็นมาตรการของรัฐเอง มันก็เลยเป็นอย่างที่เห็นว่าคนที่ต้องการกู้ไม่ได้ คน ที่กู้ได้ก็ไม่ใช่คนที่ต้องการ สิ่งที่ผมพยายามเสนอมาตลอด มาตรการของรัฐไม่ควรจะให้ ธนาคารเป็นผู้เลือก มันควรจะเป็นข้อกำหนดของภาครัฐที่ต้องการช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ทุกราย จริง ๆ แล้วสามารถดูประวัติได้เลยนะครับ การเสียภาษีทั้งหมด ๑๐ ปีที่ผ่านมา ไม่ว่า จะเป็นภาษีบุคคล ภาษีนิติบุคคล ภาษีแวต (VAT) จริง ๆ มันควรจะเป็นวงเงินให้กับเอสเอ็ม อี (SMEs) อย่างน้อยว่ามั่นใจว่าเขาจะรอดออกไปได้ เพราะเอสเอ็มอี (SMEs) เหล่านี้คือล้วน เป็นเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีศักยภาพทั้งนั้น คือให้ เอสเอ็มอี (SMEs) อย่างพวกเราเข้าใจบ้างว่า ที่เสียภาษีไปไม่ใช่แค่ค่าเช่าประเทศนี้ เพราะรัฐบาลจะมาช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ในยามวิกฤติ แบบนี้ที่เขาต้องการตอนนี้ แล้วก็ไม่ควรจะมีเอสเอ็มอี (SMEs) รายไหนที่ต้องมาเสียธุรกิจปิด กิจการไปจากวิกฤติที่เขาไม่ได้ก่อขึ้นมา

ส่วนมาตรการที่ ๒ พักทรัพย์พักหนี้ หรือโกดังพักหนี้ เป็นโครงการที่ดีกับ ลูกหนี้แน่นอน เพราะสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดรองจากสภาพคล่องคือทรัพย์สิน ในการทำธุรกิจต่อไปได้หลังจากวิกฤตินี้ ซึ่งการพักทรัพย์พักหนี้ก็ช่วยตรงนี้ได้ ถึงแม้ว่าต้อง โอนทรัพย์ให้กับเจ้าหนี้ไปก่อน แต่ก็ยังสามารถเช่าใช้ต่อได้ครับ เพราะสิ่งที่ช่วยได้แน่ ๆ ก็คือ อย่างน้อย ๕ ปี ผู้ประกอบการจะไม่ถูกเจ้าหนี้ยึดทรัพย์และขายทอดตลาดออกไป คือยังพอมี เวลา มีโอกาสได้ตั้งตัว ได้หายใจ ต่อสู้กันใหม่หลังจากวิกฤติคลี่คลายใน ๕ ปีข้างหน้า แต่สิ่งที่ เป็นปัญหาใหญ่ของมาตรการนี้ คือเช่นเดียวกันครับ รัฐบาลชุดนี้ก็ปล่อยให้ธนาคารเป็น ผู้เลือก เลือกว่าจะพักทรัพย์ พักหนี้ ให้กับผู้ประกอบการรายใดบ้าง แทนที่จะให้เป็นสิทธิของ ลูกหนี้ที่จะสามารถเข้าร่วมมาตรการนี้ได้ทันที ผู้ประกอบการที่เขาอยากจะเข้าร่วมก็เข้าไม่ได้ ชัดเจนครับ ข้อมูลล่าสุดก็คือมีเพียงเข้าได้แค่ ๒ ราย ซึ่งก็เข้าใจว่ามันเพิ่งเริ่มเท่านั้น แต่เท่าที่ ผมคุยกับผู้ประกอบการจำนวนมาก ก็บอกว่าธนาคารก็ต่างมีเงื่อนไขบ่ายเบี่ยงมากมาย ทั้งที่ สิ่งที่มันควรจะเป็นคือรัฐควรจะต้องกำหนดไว้เลยครับว่าถ้าลูกหนี้ที่มีมูลค่าทรัพย์มากกว่า วงเงินกู้ จริง ๆ ขอเพียงแค่มากกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ก็สมควรจะขอเข้าร่วมมาตรการ พักทรัพย์ พักหนี้ได้ทันทีครับ มันควรจะเป็นสิทธิของลูกหนี้ด้วยซ้ำที่ในช่วงวิกฤตินี้อย่างน้อย ให้เขายังได้มีโอกาสมีทรัพย์อยู่ แต่ว่าจะให้ทรัพย์โอนไปยังเจ้าหนี้ก่อนก็ยังได้ครับ เพราะว่าธนาคารเองจริง ๆ ก็ไม่ได้เสียหายอะไร ได้โอนทรัพย์ที่มูลค่าที่มากกว่ายอดหนี้อยู่ แล้วมาเป็นของเจ้าหนี้อยู่แล้วเพื่อความสบายใจของธนาคาร ธนาคารก็ยังได้เงินกู้จากแบงก์ ชาติมาเพิ่มสภาพคล่องด้วย อัตราดอกเบี้ยก็เพียง ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ดังนั้นนี่คือสิ่งที่ รัฐบาลต้องตอบผู้ประกอบการว่าทำไมถึงไม่ใช่เป็นสิทธิของลูกหนี้ที่จะเข้าในการขอพักทรัพย์ พักหนี้ได้ทันที ทำไมถึงต้องให้ธนาคารเป็นผู้เลือกตลอดเวลา ทำไมต้องให้ธนาคารเป็นผู้ได้รับ ประโยชน์สูงสุดจากมาตรการของรัฐเอง สรุปมันเหมือนกับว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้อยากจะ ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) จริง ๆ ทั้งไม่ช่วยสภาพคล่อง ปล่อยให้ธนาคารเลือกที่จะ ยึดทรัพย์ได้เอง หรือปล่อยให้ธนาคารเป็นผู้เลือกว่าจะช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) รายไหน ที่ธนาคารจะได้กำไรสูงสุด

สุดท้ายที่ผมอยากจะฝากไปยังผู้มีอำนาจได้คิด ว่าสิ่งต่อเนื่องที่ต้องรีบออกมา จากโกดังพักหนี้ธุรกิจ จริง ๆ มันคือโกดังพักหนี้บ้าน คือทุกวันนี้ลูกหนี้รายย่อยจำนวนมากที่ บ้านกำลังจะถูกยึดขายทอดตลาดออกไปตกงาน ขาดรายได้ในช่วงวิกฤตินี้ ผมคงต้องบอกว่า มันควรจะแบ่งวงเงินส่วนหนึ่ง หรือจาก พ.ร.ก. ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะออกมาก็ได้ ที่ต้อง เอามาช่วยลูกหนี้บ้านด้วย เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดอย่าปล่อยให้ลูกหนี้ถูกยึดบ้าน ถูกขาย ทอดตลาด ไม่มีที่อยู่ในช่วงวิกฤตินี้เลย ให้พวกเขายังพอมีเวลาหายใจ ตั้งตัว อย่างน้อย ๓ ปี ๕ ปี เหมือนอย่างธุรกิจบ้าง คือมั่นใจว่าเมื่อผ่านวิกฤติไปแล้วประชาชนตัวเล็กตัวน้อยยังพอมี บ้านอยู่บ้าง อย่าปล่อยให้เขาถูกยึดหมด ธุรกิจก็ถูกปิด ก็คงต้องฝากทางรัฐบาลนี้ ลองพิจารณาดูครับ ขอบคุณครับ