ประเดิมชัย แจงควรถอดโรคร้ายก่อนให้เงิน SME ผ่านม.44

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ อภิปรายเกี่ยวกับพระราชกำหนดช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยเสนอให้รัฐใช้สถาบันการเงินของรัฐเข้าขับเคลื่อนการสนับสนุนทางการเงินแทนภาคเอกชนที่มีข้อจำกัด และตั้งข้อสังเกตถึงระยะเวลา 5 ปีในมาตรการฟื้นฟูที่อาจไม่เพียงพอต่อสถานการณ์จริง

นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตท่านประธานที่จะได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ทางรัฐบาลได้เสนอ พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ ท่านประธานครับ จากการที่ผม ได้ฟังเหตุผลของทางผู้แทนคณะรัฐมนตรีได้เสนอเหตุผลให้กับทางสภาแห่งนี้ได้รับทราบ ถึงเหตุผลในการที่จะได้เสนอในการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดฉบับที่เรากำลังพิจารณา อยู่ในขณะนี้ ก็ด้วยเหตุผลที่สืบเนื่องจากการที่การระบาดของไวรัสโคโรนา-๑๙ (Virus Corona-19) ในรอบที่ผ่านมาที่รัฐบาลเองได้มีการออกพระราชกำหนดอะไรไป ในปี ๒๕๖๓ แต่มีข้อจำกัดในเรื่องของการที่จะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะในส่วนของ เอสเอ็มอี (SMEs) ที่จะเข้าถึงสถาบันทางการเงินในการที่จะขอรับการสนับสนุนเงิน เพื่อไปแก้ไขปัญหาในภาคธุรกิจของตัวเอง สิ่งที่ผมอยากจะได้นำเรียนท่านประธานไปถึง ผู้ที่จะต้องรับในส่วนของกฎหมายฉบับนี้ไปปฏิบัติ โดยเฉพาะในส่วนของธนาคาร แห่งประเทศไทยที่จะต้องคอยดูแลและกำกับในส่วนของสถาบันการเงินของประเทศของเรา ในขณะนี้ ท่านประธานคงทราบดีนะครับว่าในส่วนของสถาบันทางการเงินในปัจจุบันที่จะอยู่ ในประเทศของเรานั้นมีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือว่าเป็นสถาบันทางการเงินที่ประกอบ โดยภาคเอกชนที่ก่อตั้งขึ้นมาแล้วก็ดำเนินการในการให้การช่วยเหลือหรือว่าให้การดูแล เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินกับภาคธุรกิจเอกชน อีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นในส่วนของ สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับในส่วนของรัฐบาลโดยตรง และในส่วนตรงนี้ผมอยาก จะนำเรียนท่านประธานนะครับว่าในช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าข้อจำกัดที่สถาบันทางการเงิน ที่เป็นส่วนของภาคเอกชนโดยตรง ถึงแม้ว่ารัฐบาลเองจะปล่อยให้เขามีเงินที่รัฐบาลสนับสนุน ไปปล่อยเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ แต่ก็เป็นข้อจำกัดที่ทางสถาบันทางการเงินไม่ยอมไป ปล่อยให้กับภาคธุรกิจเอกชนหรือว่าเอสเอ็มอี (SMEs) เพราะว่าด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวว่า ถ้าปล่อยไปแล้วจะไม่สามารถเรียกเก็บเงินเหล่านั้น หรือว่าทรัพย์สินที่จะต้องอยู่ในความรับผิดชอบ แล้วสถาบันทางการเงินเองจะต้องมีภาระกับ ในส่วนของการที่จะต้องเอาวงเงินจากในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย อันนั้นก็จะเป็น ภาระของสถาบันทางการเงิน อันนี้เป็นข้อจำกัดที่มันเกิดขึ้น ทีนี้ถามว่าแล้วแนวทางที่ผม อยากจะฝากถึงผู้ที่รับผิดชอบว่า ถ้าวันนี้เราผ่านในส่วนของพระราชกำหนดฉบับนี้ไปแล้ว ถ้าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก ถามว่าคนที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะในส่วนของธนาคาร แห่งประเทศไทย ในส่วนของรัฐมนตรีหรือว่ารัฐบาลที่จะต้องหาทางในการแก้ไข ถ้าเกิด เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาอีก คนต้องการเงินในการที่จะไปฟื้นฟูธุรกิจของตัวเองมากมาย แต่ ไม่สามารถที่จะขอรับการสนับสนุนได้ คำถามก็คือว่า รัฐบาลหรือว่ากระทรวงการคลัง หรือว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้การดูแลบังคับสถาบันทางการเงินได้หรือไม่ ผมเชื่อว่า ทางหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็คงไม่สามารถที่จะไปบังคับสถาบัน ทางการเงินได้ แต่ผมคิดว่าในส่วนที่รัฐบาลเองน่าที่จะต้องมาทบทวนก็คือว่าในส่วนสถาบัน ทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร ธ.ก.ส. อะไรต่าง ๆ ที่รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในขณะนี้ ถ้าแบงก์พาณิชย์ที่เขาเป็นภาคเอกชน เขาไม่ให้การสนับสนุน ผมคิดว่าเราน่าที่จะใช้กลไกของรัฐหรือว่าแบงก์ของรัฐที่เป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่เข้าไปมีส่วนในการที่จะได้ขับเคลื่อน เพื่อที่จะได้ให้พี่น้องประชาชนเขาสามารถ ที่จะได้รับการสนับสนุนในเรื่องของเงินที่เขาจะไปกู้ยืมเพื่อที่จะไปฟื้นฟูในส่วนของภาคธุรกิจ ของเขา แต่อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะฝากไว้สำหรับในโครงการที่ทางรัฐบาลได้เสนอในการออก พระราชกำหนดฉบับนี้มา ใน ๒ มาตรการ เราจะเห็นว่าสิ่งที่เราคิดว่าน่าที่จะเป็นปัญหาก็คือ ในส่วนของโครงการสินเชื่อฟื้นฟู สินเชื่อฟื้นฟูนี้ครับที่เป็นปัญหา เพราะว่ากลุ่มคนอีก จำนวนมากที่ต้องการที่จะเข้าถึงแหล่งเงิน แต่ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของศักยภาพในการที่จะ ทำกิจการของเขาในระยะที่ต้องเรียกว่าอยู่ในภาวะวิกฤติอยู่ในขณะนี้ เราจะเห็นว่าในตัว พระราชกำหนด ระยะเวลาในการที่จะให้กู้ยืมมีการขยายระยะเวลาออกไป คือไม่เกิน ๕ ปี ถามว่า ๕ ปี จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครตอบได้ว่าในเรื่องของสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นต่อเนื่อง กับเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) ในขณะนี้ มันจะจบภายในอีกเวลากี่ปี ซึ่งมันไม่มีใครตอบได้ แต่ในส่วนของพระราชกำหนดได้มีการเขียนเอาไว้ว่า ก็จะให้ระยะเวลาในการดำเนินการภายใน ๕ ปี อันนี้ผมคิดว่ามันเป็นข้อจำกัดที่มาผูกมัดตัวเอง ซึ่งก็ฝากเป็นประเด็นเป็นข้อสังเกตไว้ นะครับ เพราะว่าถ้ามันไม่มีตัวในเรื่องของเงื่อนเวลามาบังคับ ผมคิดว่ามันก็จะทำให้ภาคธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) ที่เขามากู้เงินเขามีเวลาในการหายใจ มีเวลาในการที่จะคิด มีเวลาในการ ที่จะทำ เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจของเขาฟื้นกลับคืนมาได้ ส่วนใหญ่ในส่วนของภาคธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) เราก็จะเห็นว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบมากก็คือในส่วนของภาคการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น ในขณะนี้ ฉะนั้นถามว่าภายใน ๓-๕ ปี ที่จะถึงในอนาคตในภายภาคหน้าภาคธุรกิจเหล่านี้ จะฟื้นหรือว่าจะได้รับการมีคนมาใช้บริการเหมือนดังเดิมหรือไม่ มันไม่มีใครตอบได้ เพราะว่า ถ้าเราดูจากสถานการณ์โดยรวมของทุกประเทศในขณะนี้ ในเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งทุกคนพยายามที่จะหาทางในการที่จะร่วมมือในการที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว มันก็ยังไม่มี ท่าทีที่จะสามารถที่จะหยุดยั้งในสิ่งที่มันเกิดขึ้นในขณะนี้ได้ ฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าก็เป็น ข้อจำกัดแล้วก็อยากจะฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยพิจารณาดูแลให้เกิดความคล่องตัว เมื่อเราตั้งใจในการที่จะดูแลเขา ตั้งใจในการที่จะสนับสนุนเขา ก็อยากที่จะทำให้ระบบกลไก ต่าง ๆ เป็นไปด้วยความง่าย ไม่ใช่ว่าสร้างเงื่อนไขนอกจากในส่วนของกฎหมายที่เขียนขึ้นมาไว้แล้ว ท่านก็ไปออกระเบียบ ไปออกกติกาเพิ่มขึ้นมาก็ทำให้คนไม่สามารถที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย มันก็ไม่สามารถที่ จะทำให้ความตั้งใจหรือว่าเป้าหมายที่ท่านต้องการที่จะประคองธุรกิจ โดยเฉพาะในส่วนของ เอสเอ็มอี (SMEs) และในส่วนของบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหลายแสนคนที่จะต้องพึ่ง ในส่วนของธุรกิจดังกล่าวที่จะต้องอาศัยเงินงบประมาณในส่วนตรงนี้ ก็ขออนุญาตนำเรียน ท่านประธานแล้วก็ฝากไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาให้เกิดความรวดเร็วแล้วก็รอบคอบด้วย กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ