สกุณา ชี้ พ.ร.บ. อาหาร กีดกันผู้ประกอบการรายย่อย ขอปรับกฎหมายเพื่อฐานราก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

สกุณา สาระนันท์ หารือปัญหาข้อจำกัดของ พ.ร.บ. อาหาร ที่ก่อให้เกิดความยากลำบากต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะในการเข้าถึงวัตถุดิบและข้อกำหนดที่ซับซ้อน พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก สนับสนุนชุมชน และเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวสกุณา สาระนันท์ สกลนคร

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสกุณา สาระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ทุกวันนี้ทุกภาคส่วนต่างตระหนักว่าประเทศของเราจำเป็นที่จะต้องให้ ความสำคัญต่อการพัฒนาความเข้มแข็งในภาคเศรษฐกิจฐานราก และ พ.ร.บ. อาหาร ก็เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญในการกำหนดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ท่านประธานคะ พ.ร.บ. อาหาร เป็น พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับคน ๒ กลุ่ม กลุ่มแรก ก็คือกลุ่มผู้บริโภค แล้วก็กลุ่ม ที่ ๒ ก็คือกลุ่มผู้ผลิต ซึ่งกลุ่มผู้ผลิตก็จะหมายถึงทั้งที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ และผู้ประกอบการ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง รวมถึงเกษตรกรด้วย หากเราจะพิจารณาในมุมของผู้บริโภค เราจะพบว่าที่ผ่านมา พ.ร.บ. นี้เป็นประโยชน์มากในแง่ของการควบคุมความปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกัน พ.ร.บ. นี้ก็เป็นอุปสรรคมากต่อการเข้าถึงความหลากหลายของวัตถุดิบ โดยเฉพาะวัตถุดิบในท้องถิ่น เช่นวันนี้เราพูดถึงเรื่องของพรีไบโอติก (Prebiotic) โพรไบโอติก (Probiotic) กันมาก เพราะเรารู้ว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญต่อระบบสมดุลต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ระบบสร้างภูมิต้านทานสัมพันธ์โดยตรงกับชนิดและปริมาณของจุลินทรีย์ในลำไส้ของเรา ร่างกายมนุษย์มีเซลล์อยู่ประมาณ ๕๐ ล้านล้านเซลล์ แต่จุลินทรีย์ที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์ มีถึง ๑๐๐ ล้านล้านตัว นั่นหมายความว่าจุลินทรีย์มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ จุลินทรีย์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับอาหารที่เรารับประทานโดยตรง แต่วันนี้เราพบว่า พ.ร.บ. อาหาร พูดถึงเรื่องนี้น้อยมาก มีจุลินทรีย์เพียงไม่กี่ชนิดที่อยู่ในโพสซิทีฟ ลิสต์ (Positive list) ที่ อย. สามารถรับรองให้ใช้ในการผลิตอาหารได้ และในทำนองเดียวกันทั้งแมลงที่อยู่ใน ท้องถิ่น ทั้งเห็ดพื้นถิ่น ผักพื้นบ้านก็อยู่ในข่ายปัญหาเดียวกัน คือไม่อยู่ในรายการของ โพสซิทีฟ ลิสต์ (Positive list) ดังกล่าว การที่จะเอาวัตถุดิบเหล่านั้นเข้าไปขึ้นทะเบียน วัตถุดิบปลอดภัยของ อย. ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายทั้งต้องสืบค้นประวัติการใช้ ทั้งตรวจวิเคราะห์ สารสำคัญที่เป็นประโยชน์เป็นพิษ ทั้งสถาบันวิจัยที่ อย. อยากจะยอมรับผลการวิเคราะห์ต่าง ๆ ก็มีไม่กี่ที่ ราคาในการวิเคราะห์ สารต่าง ๆ ก็สูงลิ่ว ความยุ่งยากเหล่านี้เป็นภาระที่ตกอยู่กับภาคประชาชนทั้งหมดค่ะ ดังนั้น วัตถุดิบ อาหารพื้นถิ่นที่เกี่ยวข้องกับคนฐานราก เช่น ผักพื้นถิ่น ผักสะแงะบ้านของดิฉันก็ไม่มี โอกาสที่จะได้ไปอยู่ในโพสซิทีฟ ลิสต์ (Positive list) ของ อย. และวันนี้เด็ก ๆ ในยุคนี้ ก็เติบโตมากับการดูฉลาก อย. ต้องมีการรับรองเด็ก ๆ ถึงจะกล้ารับประทาน ดังนั้นในแง่มุม ของผู้บริโภค ดิฉันว่ากฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของ อย. มันไปจำกัดการเข้าถึงความหลากหลาย วัตถุดิบในท้องที่ด้วยค่ะ ทีนี้หากกลับมามองในมุมของผู้ผลิตที่ผ่านมา พ.ร.บ. อาหาร ให้น้ำหนักไปกับผู้ผลิตรายใหญ่ อาจเป็นเพราะว่าในยุคก่อนหน้านี้เราเน้นในเรื่องของอาหาร ในระดับอุตสาหกรรม ดิฉันเคยฟังรายงานจากบุคลากรจาก อย. ว่าในแต่ละปี อย. อนุมัติ ใบรับรองให้ผู้ประกอบการนับล้านรายการ แต่ดิฉันเชื่อว่าในล้านรายการนั้นจะมีผลิตภัณฑ์ ที่เป็นของวิสาหกิจ แล้วก็ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยในต่างจังหวัดอยู่เพียง ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ดิฉันในฐานะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ ดิฉันเคยขอข้อมูลไปยังหน่วยงาน อย. แต่กลับพบว่ามันไม่มีข้อมูลในเรื่องนี้ ท่านประธานคะ วันนี้บริบทของประเทศเราเปลี่ยนไป จากเดิม เราเห็นตรงกันถึงโอกาสของคนฐานรากและเราต้องสร้างโอกาสให้เกิดขึ้นในชนบทค่ะ เพื่อความเข้มแข็งของฐานราก ดังนั้นดิฉันอยากจะเห็นการปรับปรุง พ.ร.บ. อาหารฉบับนี้ เป็นไปเพื่อการสร้างโอกาสให้คนฐานรากได้เติบโตด้วยค่ะ ที่ผ่านมาดิฉันตั้งข้อสังเกต ถึงประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของวิสาหกิจชุมชนและเอสเอ็มอี (SMEs) อยู่ ๒-๓ ประเด็นดังนี้ค่ะ

ข้อที่ ๑ ก็คือระเบียบข้อกำหนดที่ซับซ้อนไม่ชัดเจน เริ่มตั้งแต่คำจำกัดความ ที่ไม่ครอบคลุมและไม่เข้าถึงบริบทในปัจจุบัน แม้แต่แบบแปลนโรงงานผลิตก็เข้าใจยาก เราจึงเห็นบ่อย ๆ ว่ามีผู้ประกอบการสร้างแล้วก็ต้องรื้อถอนเป็นประจำในการที่จะขออนุญาต เป็นผู้ผลิต แล้วข้อกำหนดบางอย่างก็ไม่มีความจำเป็น ไม่มีความหมายต่อความปลอดภัยของ ผู้บริโภคค่ะ แต่กลับกลายเป็นข้อกำหนดที่กีดกันผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย อย่างเช่น ข้อกำหนดในน้ำมันเมล็ดกัญชง ก็ไปกำหนดปริมาณของซีบีดี (CBD) อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก ดิฉันจำตัวเลขชัดเจนไม่ได้ แต่รู้ว่าน้อยกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งดิฉันไม่เห็นความหมายของ การกำหนดเกณฑ์ที่ละเอียดในระดับต่ำขนาดนั้น เพราะว่าโดส (Dose) ที่ร่างกายรับได้ ก็สูงกว่าโดส (Dose) ที่ อย. ได้กำหนดมากถึง ๑๐๐ เท่า นอกจากไม่เห็นประโยชน์แล้ว ดิฉันยังมองว่ามันอาจจะมีเจตนาในการที่จะทำให้เป็นการกีดกันการเติบโตของเอสเอ็มอี (SMEs) ด้วยค่ะ

ประเด็นที่ ๒ การเชื่อมโยงการทำงานร่วมของหน่วยงานทั้งภายใน และภายนอกองค์กรก็มีน้อยมาก ดิฉันอยากจะส่งเสริมให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้กำหนดให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้ทำงานร่วมกับองค์กรอื่น อย่างเช่น หน่วยงานที่รับรอง วิเคราะห์การตรวจค่าต่าง ๆ เราสามารถใช้หน่วยงานอื่นได้ อย่างเช่น มหาวิทยาลัย ในภูมิภาคก็สามารถที่จะเข้ามาร่วมบริการเรื่องการตรวจวัดสารต่าง ๆ ให้กับภาคประชาชนได้ค่ะ

และประเด็นที่ ๓ ดิฉันมองว่าบุคลากรในพื้นที่ที่ดูแลกำกับเรื่องนี้ยังมี ไม่มากพอ อยากให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ให้เซนส์ (Sense) ในการบริการในภาคประชาชนได้มาก ขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ค่ะ

นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของค่าใช้จ่ายที่สูง ขั้นตอนที่ซับซ้อนตามที่ท่านสมาชิก หลายท่านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ท่านประธานคะ สิ่งที่ดิฉันอภิปรายมาทั้งหมด ดิฉันก็ยังคง ยืนยันว่า ในเรื่องความปลอดภัยก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องเคร่งครัดและไม่หย่อนในเรื่องนี้ แต่เนื่องจาก พ.ร.บ. อาหารเป็น พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับพืชผลทางการเกษตรและเกี่ยวข้อง กับเกษตรกรโดยตรงค่ะ ดิฉันจึงอยากเห็นการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. อาหารครั้งนี้ จะมีการพิจารณาเพื่อเอื้อให้ประโยชน์เกิดขึ้นกับเกษตรกรและสร้างโอกาสให้คนฐานราก ได้เติบโตด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ