นิคม บุญวิเศษ ตั้งข้อสังเกตต่อร่าง พ.ร.บ. เครื่องสำอาง ฉบับใหม่ โดยกังวลว่าข้อกำหนดด้านค่าใช้จ่าย เวลาการจดแจ้ง และกระบวนการที่ซับซ้อนอาจสร้างภาระให้ผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอี พร้อมทั้งแสดงความห่วงใยต่อการจัดเก็บรายได้นอกงบประมาณของ อย. และกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงความไม่เป็นธรรมที่อาจเกิดขึ้นหากกฎหมายเอื้อประโยชน์บริษัทใหญ่ จึงเรียกร้องให้มีการทบทวนผลกระทบทั้งด้านการแข่งขันและการเปิดเผยสูตรลับอย่างรอบคอบ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในส่วนที่กระผมอยากจะเรียนถามก็คือ ค่าใช้จ่ายในการจดแจ้ง ผมได้อ่านแล้วปรากฏว่า ท่านคิดว่าท่านจะมีการเก็บค่าใช้จ่ายจำนวนอัตราที่สูงสุด ผมไม่แน่ใจว่าถ้าทำลักษณะนี้มันจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ ที่สำคัญการยื่นจดแจ้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) หรือรายย่อยที่เป็นผู้ประกอบการ รายใหม่ก็จะเป็นภาระพอสมควร เท่าที่ผมได้เรียนถามผู้ประกอบการ การยื่นจดแจ้งบางครั้ง อาจจะใช้เวลาจำนวนนานมากเกินไป แต่ผมได้ยินผู้ตอบคำถามบอกว่า ใช้เวลาในการจดแจ้ง ประมาณ ๓ วัน ผมไม่แน่ใจว่าสามารถทำได้จริงหรือไม่ อย่างไร --------------------------------- เพราะว่าผู้ประกอบการนั้นพูดทำนองเดียวกันว่า การยื่นจดแจ้งนั้นใช้เวลามาก อย่าลืมว่า ในการที่จะประกอบอาชีพโดยเฉพาะจดทะเบียนบริษัทนะครับ ก่อนที่จะไปยื่นจดแจ้ง ท่านประธานครับ จะต้องไปที่กระทรวงพาณิชย์ก่อนเพื่อที่จะอนุญาตโลโก้ (Logo) หรือเครื่องหมายการค้า กว่าจะขออนุญาตได้ก็ต้องใช้เวลา ต้องใช้ค่าใช้จ่าย หลังจากนั้น ต้องมาออกแบบแพกเกจจิง (Packaging) ก็คือออกแบบกล่อง ออกแบบโลโก้ (Logo) ซื้อกระปุก ซื้อขวด แล้วทำสูตรผสม เสร็จแล้วก็ต้องนำสิ่งที่เราทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไปยื่น อย. กระบวนการทุกอย่างจะต้องใช้เวลา แล้วก็ต้องใช้งบประมาณ เมื่อมีการยื่น อย. แล้วปรากฏว่าขั้นตอนในการยื่นค่อนข้างจะยุ่งยากซับซ้อน ยิ่งมีการประกาศออกมาจะต้องมี การตรวจสอบอะไรต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะตอนนี้มีการเพิ่มผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ทางต่างประเทศเข้ามาด้วย ผมคิดว่าอาจจะเป็นภาระกับผู้ประกอบการมากขึ้น เพราะว่า ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ผู้ประกอบการเป็นผู้ออกครับ
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือว่า การเก็บค่าต่าง ๆ รายได้ไม่ได้นำเข้าสู่คลัง นำเข้าสู่กระทรวงสาธารณสุขหรือ อย. โดยที่ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สามารถใช้จ่ายเงินก้อนนี้ได้ ผมคิดว่าไม่เกิดความเป็นธรรมนะครับ เพราะว่าหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะ อย. หรือกระทรวงสาธารณสุข ปรากฏว่ารายได้เหล่านี้เขาเรียกว่า รายได้นอกงบประมาณมันมี จำนวนมากซึ่งประชาชนลงทุนเก็บภาษีจากประชาชน เก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ยื่น แต่รายได้ เหล่านี้กลับไม่นำเข้าสู่คลังนะครับ กลับไปใช้ในหน่วยงานต่าง ๆ ตรงนี้ละครับ เป็นสิ่งที่ สำคัญที่ประชาชนเขาก็เรียนถามมาว่า ทำไมไม่นำส่งคลังนะครับ เพราะทุกปีกระทรวงต่าง ๆ ก็มีงบประมาณจากสำนักงบประมาณอยู่แล้ว แต่พอมีรายได้ก็เก็บรายได้เข้าสู่หน่วยงาน ต่าง ๆ และนำไปใช้เหลือเท่าใด บางหน่วยงานส่งแผ่นดิน แต่บางหน่วยงานไม่ส่ง โดยเฉพาะ พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้อำนาจรัฐมนตรีเป็นผู้สามารถจ่ายเงินก้อนนี้ได้ ผมก็เลยอยากเรียนถามว่า ถ้าทำลักษณะนี้เงินที่อยู่ในหน่วยงาน โดยเฉพาะ อย. มีเงินแต่ละปีเท่าใด แล้วก็ใช้จ่าย แล้วที่เหลือเงินก้อนนี้เอาไปทำอะไรบ้าง เท่าที่ผมนั่งดูเอาไปจ่ายค่าต่าง ๆ จ่ายผู้เชี่ยวชาญ จ่ายองค์กร หรือเป็นค่าต่าง ๆ ในการดำเนินงานของ อย. ซึ่งเราคิดว่าการเก็บค่าธรรมเนียม หรือการเก็บค่าตั้งเรื่อง หรือการเก็บค่าใช้จ่ายกับผู้ประกอบการจำนวนมากแต่ไม่นำเข้าคลัง ผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เราก็ควรจะช่วยกันพิจารณาแล้วในขั้นตอนต่าง ๆ นอกจากการขอ อย. แล้ว หลังจากที่ขอแล้ว ท่านประธานครับ ผู้ประกอบการนั้นไม่สามารถ ที่จะนำสรรพคุณต่าง ๆ ที่ผู้ประกอบการเขามีสูตร เขาเรียกว่า สูตรลับนะครับ ซึ่งจะต้อง บอกขั้นตอนการผลิตทุกอย่าง ส่วนผสมต่าง ๆ อันนี้เป็นปัญหาสำคัญก็คือว่า ทำให้สูตรลับ ของแต่ละบริษัท หรือของแต่ละท่านก็หลุดรั่ว สูตรลับต่าง ๆ หลุดรั่วไปนะครับ ก็มีการนำ สูตรต่าง ๆ ไปขายให้บริษัทใหญ่ ๆ คือการออก พ.ร.บ. ฉบับนี้ทำให้เอื้อกับบริษัทใหญ่ ซึ่งบริษัทใหญ่ที่เขาเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วเขาไม่จำเป็นต้องมีการโฆษณาสรรพคุณต่าง ๆ เพียงแต่ว่าเขาเอาดารา เอาคนที่มีชื่อเสียงมาใช้แล้วก็มีการโฆษณาไป ทำให้ประชาชน หลงเชื่อว่าบริษัทเหล่านี้คุณภาพต่าง ๆ ของเครื่องสำอางมีคุณภาพ แต่จริง ๆ แล้วบริษัทเล็ก เราต้องมองด้วยว่า ถ้าเราจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเกิดขึ้นได้อย่าง หลากหลาย มีการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรมควรจะลดเงื่อนไขขั้นตอนต่าง ๆ ลงไป ไม่ใช่ว่า จะมาเพิ่มเงื่อนไขมากขึ้น ๆ เพราะว่าเงื่อนไขเหล่านี้มันเป็นภาระจริง ๆ ท่านประธานครับ จึงทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กไม่สามารถเกิดขึ้นได้นะครับ โดยเฉพาะที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ การนำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาค่อนข้างจะถูก ถูกจนบางที มาแข่งขันกับผู้ประกอบการของคนไทยเอง ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถที่จะเป็น ผู้ประกอบการรายใหญ่ และไม่สามารถนำเครื่องสำอางของประเทศไทยส่งต่างประเทศได้ จึงคิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เมื่อทำขึ้นมาแล้วมันไม่เป็นผลดีกับผู้ประกอบการรายเล็กครับ ผมก็เลยคิดว่าพวกเราก็คงจะช่วยกันดูในส่วนต่าง ๆ ว่ามันเป็นการเพิ่มภาระหรือเปล่า ก็อยากให้ผู้ชี้แจงช่วยชี้แจงด้วยครับ ขอบคุณมากครับ