อนุชา ชี้ปัญหาล่าช้า พ.ร.บ. งบประมาณ-เสนอปรับแผนแก้วิกฤตแพร่ระบาดและภัยแล้ง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

อนุชา นาคาศัย หารือเรื่องการจัดสรรและใช้จ่ายงบประมาณประจำปี โดยชี้ให้เห็นปัญหาอุปสรรคจากการล่าช้าของพระราชบัญญัติงบประมาณ สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา และภัยแล้ง ส่งผลให้ผลการดำเนินงานไม่บรรลุเป้าหมาย พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขและการปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณ

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ที่ได้ตั้งกระทู้ถาม ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าในเรื่องของ การจัดสรรงบประมาณหรือการใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดินนั้นนับว่ามีความสำคัญ ต่อการพัฒนาในสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และทุก ๆ ด้านของประเทศ เราจึงต้องมี พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีขึ้นมาทุกปี เพื่อจัดสรรกรอบงบประมาณ แล้วก็ พระราชบัญญัติวิธีงบประมาณปี พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๖ ก็กำหนดให้ผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณจัดวางระบบติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงาน และแผนการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณที่ได้รับจัดสรรงบประมาณเพื่อการ วัดผลสัมฤทธิ์ หรือประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้จ่ายงบประมาณ โดยมาตรา ๕๐ นั้นก็ได้ กำหนดให้ทางสำนักงบประมาณนั้นมีการรายงานต่อคณะรัฐมนตรีหลังจากที่ สิ้นปีงบประมาณนั้นภายในกำหนด ๙๐ วัน แต่จริง ๆ แล้วทางสำนักงบประมาณนั้น ได้รายงานเป็นรายไตรมาสเพื่อได้เห็นถึงความคืบหน้าของการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์ของ การใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ นั้นวงเงินงบประมาณทั้งสิ้นประมาณ ๓,๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีผลการใช้จ่ายงบประมาณจำนวน ๓,๑๕๘,๖๖๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๙๘.๗๑ ของการเบิกจ่ายงบประมาณ ผลการปฏิบัติงานและผล การใช้จ่ายงบประมาณในระดับกระทรวงเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเป็นรายไตรมาส และเมื่อสิ้น ปีงบประมาณนั้นได้มีการรายงานดำเนินการของสำนักงบประมาณในภาพรวม รวมทั้ง ได้รวบรวมปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานพร้อมทั้งข้อเสนอแนะแก้ไข พบว่าผลการ ดำเนินงานของกระทรวงไม่เป็นไปตามเป้าหมายนั้น ๒๒ ตัวชี้วัด จากทั้งสิ้น ๒๓๙ ตัวชี้วัด คิดเป็นร้อยละ ๙.๒๑ ซึ่งปัญหาและอุปสรรคนั้นก็สืบเนื่องจากการที่เรามีพระราชบัญญัติ งบประมาณล่าช้ากว่าปกติในปี ๒๕๖๓ ซึ่งพระราชบัญญัติงบประมาณนั้นก็มาประกาศใช้ บังคับเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ โดยสำนักงบประมาณได้อนุมัติ นายกรัฐมนตรีได้ กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีของปี ๒๕๖๒ ไปพลาง ๆ เพื่อให้หน่วยงานรับงบประมาณนั้นสามารถใช้จ่ายและก่อหนี้ผูกพันไปพลาง ๆ ก่อน จึงส่งผล ให้การจัดซื้อจัดจ้างและการใช้จ่ายงบประมาณนั้นเป็นไปไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ อีกส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาและอุปสรรคก็คือสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ที่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างไปทั่วโลกส่งผลต่อ ภาวะเศรษฐกิจส่งผลต่อภาวะสุขภาพอนามัยของประชาชน การทำมาค้าขายทำให้การชะลอตัว ทางการค้าของทั่วโลก การทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยเรา และไม่ใช่ ส่งผลกระทบอย่างเดียว ก็ส่งผลกระทบถึงการใช้จ่ายงบประมาณในหน่วยงานต่าง ๆ เพราะว่ากิจกรรมบางอย่างนั้นไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ อีกทั้งยังมีเรื่องของภัยแล้งที่เกิดขึ้น อย่างรุนแรงในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ทำให้หน่วยรับงบประมาณต่าง ๆ จะต้องได้รับข้อเสนอแนะ จากทางสำนักงบประมาณ เดี๋ยวผมจะลงรายละเอียดอีกทีหนึ่งว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง งบประมาณเพื่อเข้าสู่สถานการณ์โควิด (COVID) ก็ดี สถานการณ์ภัยแล้งก็ดี ในสถานการณ์ ที่เกิดขึ้น ซึ่งต่อมาสำนักงบประมาณนั้นก็ได้เสนอมาตรการด้านงบประมาณเพื่อบรรเทา ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค สถานการณ์ภัยแล้ง เพื่อให้หน่วยรับ งบประมาณได้พิจารณาโอนหรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณเพื่อไปดำเนินการป้องกันควบคุม แก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากโรคติดเชื้อโควิด (COVID) ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) แล้วก็สถานการณ์ภัยแล้ง รวมทั้งเรื่องที่จำเป็นอื่น ๆ ที่ทางหน่วยรับงบประมาณ นั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จำเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณก็ให้ทำการเปลี่ยนแปลง และโอนย้ายงบประมาณไป ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงบประมาณที่จะเป็นผู้อนุมัติ โดยหน่วยรับงบประมาณได้รายงานมาตรการดังกล่าวจำนวนเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น ๓,๗๒๖.๒๖ ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าประมาณการที่กำหนดไว้ว่าจะมีการโอนเปลี่ยนแปลง ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้เกิดสภาวะการใช้จ่ายงบประมาณยังไม่เป็นไปตามเป้า พระราชบัญญัติ โอนงบประมาณรายจ่ายปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ได้ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ซึ่งจากการดำเนินการดังกล่าวข้างต้นมีผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำปี เปลี่ยนแปลงไปจากวงเงินเดิมที่ได้รับจัดสรร และอาจจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในทางที่ลดลงอย่างมีสาระสำคัญ ค่าเป้าหมายการดำเนินงานของหน่วยรับงบประมาณ สำนักงบประมาณจึงได้มีหนังสือแจ้งหน่วยรับงบประมาณปรับแผนและปฏิบัติงานการใช้จ่าย ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้ว จากปัญหาอุปสรรคดังกล่าวใน การปฏิบัติงานสำนักงบประมาณได้จัดทำข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไขเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีเป็นรายไตรมาส ซึ่งเรื่องที่ ๑ นั้นเรื่องของการติดตามประเมินผลงาน แล้วก็การใช้จ่ายของหน่วยรับงบประมาณที่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีเพื่อมอบหมายให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือรัฐมนตรีที่กำหนดมีหน้าที่ควบคุม หน่วยรับที่ไม่ได้ตามกำหนด หน่วยรับงบประมาณกำกับดูแลถึงเร่งรัดให้หน่วยรับงบประมาณ ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งรัฐมนตรีเจ้าสังกัดก็จะเป็น ผู้ดำเนินการในส่วนนี้ สำนักงบประมาณได้มีหนังสือสำนักงบประมาณ ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๗๒๙.๑/ว๘๘ ลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน เรื่องการปรับแผนการปฏิบัติงานและแผน การใช้จ่ายงบประมาณ การรายงานผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปี ๒๕๖๓ ไตรมาสที่ ๓ เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณที่ได้รับผลกระทบจากปัญหา ดังกล่าวข้างต้น ที่มีผลทำให้เป้าหมายหรือตัวชี้วัดแผนงานผลผลิต หรือโครงการเปลี่ยนแปลง ไปในทางที่ลดลง ในสาระสำคัญจึงเห็นควรให้หน่วยรับงบประมาณที่มีความจำเป็นและได้รับ ผลกระทบดังกล่าวเสนอขออนุมัติปรับแผนและแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามระเบียบด้วย การบริหารงบประมาณปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามขั้นตอนที่ผมได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ในส่วนของ การประกาศดังกล่าวก็เพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเกิดความรวดเร็วยิ่งขึ้น หนังสือ คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุ ด่วนที่สุด ซึ่งตรงนี้ก็เป็นการ แก้ไขในเชิงนโยบายของสำนักงบประมาณในการที่จะทำให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปตาม เป้านะครับ การนำระบบบริหารการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์จีเอฟ (GF) แล้วก็ระบบ จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ อีจีพี (e-GP) ซึ่งถือว่าเป็นตัวช่วยในการที่จะเร่งรัดในการที่จะดำเนินการ ในการที่จะก่อหนี้ผูกพันให้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งต้องถือว่าในส่วนนี้ทางสำนักงบประมาณก็ได้พยายาม ที่จะลงมือทำ แล้วอย่างไรก็ดียังคงมีหน่วยรับงบประมาณที่ดำเนินการไม่เป็นไปตามเป้า ที่กำหนดไว้ กระทรวงการคลังก็ได้มีหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค ๐๔๐๒.๕/ว๑๓๕ ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ และหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค (กวพ) ๐๔๒๑.๓/ว๑๔๕ ลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๓ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการขอ กันเงินงบประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ไว้เหลื่อมปี มีสาระสำคัญให้หน่วยงานรัฐที่ดำเนินการ จัดซื้อจัดจ้างพัสดุถึงขั้นออกประกาศเชิญชวน หรือมีหนังสือเชิญชวน หรืออยู่ระหว่าง กระบวนการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐสามารถที่ จะกันเงินไว้เหลื่อมปีได้ ซึ่งทำให้การทำงานนั้นมีผลสัมฤทธิ์เพิ่มมากขึ้นจากที่ได้กล่าวไปแล้ว ส่วนในปีงบประมาณปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ก็คล้าย ๆ กันมีการดำเนินการคล้าย ๆ กันในส่วนของ ผลกระทบก็มีเกิดขึ้นคล้าย ๆ กันแต่ก็ยังไม่มีเรื่องของภาวะภัยแล้ง ก็เป็นเรื่องของโควิด (COVID) ซึ่งทางสำนักงบประมาณก็ได้รายงานรัฐมนตรีได้มีการจัดทำแผนคล้ายปี ๒๕๖๓ ตามที่ได้กล่าวแล้วนะครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ