ศรัณย์ ทิมสุวรรณ ตั้งข้อกังวลเกี่ยวกับความพร้อมในการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะความไม่ชัดเจนของนโยบายรัฐบาล การเตรียมการที่ล่าช้า และระบบรองรับที่ยังไม่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตั้งคำถามถึงความต้องการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวที่อาจลดลงจากมาตรการกักตัวในประเทศต้นทาง
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ญัตติในวันนี้นั้นมีความสำคัญ และเพื่อนสมาชิกแทบทั้งหมดที่อภิปรายก็แสดงให้เห็นถึงความจริงจัง แล้วก็เห็นด้วย ที่ประเทศจะได้เปิดสักทีหลังจากที่เราปิดประเทศมาเป็นเวลานาน แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงครับ ท่านประธาน ก็คือเราพร้อมขนาดไหน ผมไม่ได้บอกว่า เราไม่ควรเปิด เพียงแต่ว่าการที่เรา จะเปิด เราพร้อมจะต้อนรับนักท่องเที่ยวขนาดไหน เราพร้อมจะดูแลเขาขนาดไหน เพราะว่า ผมเชื่อว่าหลักการที่ทำให้ประเทศอยากจะเปิดก็คือ อยากจะรับนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลัก ที่เราขาดมาในช่วงปี ๒ ปีนี้ที่มีปัญหาโควิด (COVID) แต่ทีนี้เรามาดูการเตรียมการ ของรัฐบาล ผมจะแบ่งเป็นพาร์ต (Part) ว่าแต่ละส่วน แต่ละประเด็นนั้นประเทศเรามีความพร้อม ขนาดไหน ย้อนกลับไปวันที่ ๑๖ มิถุนายน ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศว่า อีก ๑๒๐ วัน เราจะเปิดประเทศ ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งเราก็เข้าใจว่า ตอนนั้นรัฐบาลมีแผนมาก ไม่ว่าจะเป็นแผนเอ (A) แผนบี (B) แผนซี (C) มีแผนรองรับมากพอที่จะทำให้เขามั่นใจ ได้ว่าอีก ๑๒๐ วันประเทศเราจะสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ แต่สิ่งที่ผมได้พบครับ ท่านประธาน ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๑๖ มิถุนายน ผมอยู่ในกรรมาธิการการท่องเที่ยว เรามีการคุยเพื่อเตรียมความพร้อมเรื่องนี้แทบทุกครั้งที่เรามีโอกาสได้ประชุมครับ ท่านประธาน ทุกคนแสดงความเป็นห่วง ทุกคนพยายามแสดง และนำเสนอนโยบายว่า เราควรจะทำอะไร เพื่อที่เราจะได้พร้อมกับการที่รัฐบาลจะเปิดประเทศในอีก ๑๒๐ วัน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้ แต่สิ่งที่เราได้รับข้อมูลต่าง ๆ ที่เราพยายามถาม มันยิ่งทำให้ เราไม่มั่นใจว่า พอเราเปิดประเทศแล้ว เราพร้อมมากขนาดไหน ผมยกตัวอย่าง อย่างที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้หลาย ๆ ท่านได้พูดก็คือระบบไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) ซึ่งบางคนก็บอกว่ายังมีปัญหาอยู่ แต่ผมอยากจะแสดงอีกมุมหนึ่งที่ผมได้ข้อมูล มาจากหน่วยงานที่ขอข้อมูลไป เขาบอกว่าที่มันยังมีปัญหาเนื่องจากกว่าที่จะได้เริ่มทำ ไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) เราเพิ่งจะได้ยินคำนี้ไม่กี่วัน หรือไม่กี่อาทิตย์เอง แล้วทาง หน่วยงานก็บอกครับว่า เขาได้เริ่มทำอย่างจริงจัง ได้รับคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคมครับ ท่านประธานครับ ๒ อาทิตย์ก่อนที่เราจะเปิดประเทศครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นไม่มีทาง ที่ระบบนี้จะพอ และจะดีพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยวที่เราหวังไว้แน่นอน และผมไม่ถือว่า เป็นความผิดของหน่วยงานราชการ เพราะว่าจากที่ถามคือ ตลอดตั้งแต่ ๑๖ ตุลาคม มาจนถึงเดือนพฤศจิกายน สิ่งที่ทำให้เขาไม่สามารถทำงานได้ คือความไม่แน่นอน ของฝ่ายบริหาร ไม่รู้ว่า ๑ สัปดาห์ ๗ วัน คำสั่งวันจันทร์ คำสั่งวันอาทิตย์ ไม่เคยตรงกันเลย ท่านประธาน เหมือนส่งสติกเกอร์ (Sticker) สวัสดีวันจันทร์ วันอังคาร คำสั่งก็เปลี่ยนทุกวัน ทำให้หน่วยงานไม่สามารถเตรียมความพร้อมได้ กว่าจะเริ่มเตรียมความพร้อมจริง ๆ ก็เดือนตุลาคมแล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีที่ทางเราจะพร้อมครับ ระบบอย่างที่สมาชิกหลาย ๆ คน บอกว่าเราต้องลงแอป (App) นั้น เราต้องผ่านโปรแกรม (Program) นี้ เราต้องกรอกข้อมูล ในนั้นได้คิวอาร์ โค้ด (QR code) มา ต้องทำอะไรหลายอย่างมากครับท่านประธาน ซึ่งตัวหน่วยงานเองพร้อมที่จะทำให้ระบบเชื่อมต่อกัน เพียงแต่ด้วยความที่ไม่แน่นอน ของฝ่ายบริหาร ทำให้แอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ หรือว่าหน่วยทำงานต่าง ๆ เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยหนึ่ง เก็บบันทึกของทางการแพทย์ หน่วยหนึ่งคอยดูว่านักท่องเที่ยวเข้ามามากน้อยขนาดไหน มีข้อมูลอะไรบ้าง อีกหน่วยหนึ่งคอยติดตามนักท่องเที่ยวที่อยู่ในประเทศ แต่ว่าการเชื่อมโยง ต่อการแบ่งปันข้อมูลกันไม่สามารถทำได้รวดเร็วมากพอ นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เราไม่พร้อม ไม่ใช่เราไม่พร้อม ต้องขออภัย รัฐบาลไม่มีความพร้อม ไม่มีแผน ไม่ว่าจะแผน ๑ ๒ ๓ ๔ ที่จะรองรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ทีนี้สมมุติว่าเราทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาได้แล้ว สิ่งต่อมาก็คือเราอยากให้เขาเข้ามา แล้วเขาอยากมาหรือเปล่า เราบอกว่าเรามี ๖๐ ประเทศ ที่เราเปิดให้เขาเข้ามาฟรีได้ เข้ามาแบบเสรีได้ โดยที่ผ่านมาตรการบางอย่างของเรา แต่อาจจะไม่ต้องเข้มงวดเท่ากับประเทศอื่น คำถามอีกอย่างหนึ่งที่เราอาจจะลืมถามไปว่า แล้วเขามองเราอย่างไร หลายประเทศยังจัดเราเป็นสีส้ม สีแดง เพราะฉะนั้นถึงแม้เขาจะมาเที่ยว ในประเทศไทยกลับไปเขาก็ต้องกักตัวที่ประเทศของเขาอยู่ดี ซึ่งถ้ามองในมุมนักท่องเที่ยว มันเป็นความยากลำบากที่เขาไม่จำเป็นต้องเจอ เขาสามารถไปเที่ยวที่อื่นได้ โดยที่ไม่ต้อง พบกับความลำบากเหล่านี้ อีกส่วนหนึ่งก็คือมาเที่ยวแล้วเรามีอะไรที่จะให้เขาบ้าง หลายท่านบอกว่าเราควรจะต้อง รีบเปิด เพื่ออย่างน้อยก็ดึงให้เขาเข้ามา แต่ท่านประธานครับ ถึงเราจะเปิดประตูบ้าน เชื้อเชิญเขาอย่างไร ถ้าในบ้านเรายังสกปรกอยู่ เรายังไม่เรียบร้อย คนข้างนอกเขาก็ไม่อยาก เข้ามาอยู่ดีครับท่านประธาน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ตลอดระยะเวลาที่เราปิดประเทศ รัฐบาล ดูแลธุรกิจในภาคท่องเที่ยวได้มากน้อยขนาดไหนเราจะเปิดประเทศ ตอนนี้ถ้าชาวต่างชาติ มาถึงอย่างที่เป็นข่าวนะครับ พยายามไปที่พัทยาพอไปถึงพัทยา ไปเดินวอล์กกิง สตรีต (Walking street) ร้านปิดเกือบหมดเลยครับท่านประธาน แล้วแบบนี้หรือครับเราจะให้เขา มาเที่ยวเพื่ออะไร เขาจะไปใช้จ่ายที่ไหนถ้าไม่สามารถดื่มแอลกอฮอล์ได้หลังเวลา ๓ ทุ่ม หรือมีกฎต่าง ๆ มากมายที่บางครั้งข้อมูลเหล่านี้ไม่ถึงนักท่องเที่ยว เขารู้แค่ว่าเขาจะ เข้าประเทศอย่างไร เขาหวังว่ามาเที่ยวประเทศไทยแล้วจะเหมือนภาพที่เขาเคยเห็น ได้เที่ยว มีเกาะสวย ๆ มีชีวิต มีการท่องเที่ยวในยามราตรีที่สนุกสนาน แต่มันไม่เกิดขึ้น แล้วมันจะเป็นผลทำให้หลังจากนี้ นี่อาจจะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกเพราะว่าเราเพิ่งเปิด มีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าคน แต่หลังจากนี้สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เขาได้รับ เขาส่งต่อไปถึงนักท่องเที่ยวคนอื่นที่กำลังสนใจ และเขา อาจจะไม่มาที่ประเทศเรา แล้วก็อย่างสุดท้ายที่คนพูดถึงน้อยก็คือ ความพร้อมของหน่วยงาน อื่น ๆ เราพูดถึงว่ากระทรวงการต่างประเทศ ตอนที่นักท่องเที่ยวเข้ามามีความพร้อมไหม กระทรวงสาธารณสุขพร้อมไหมที่จะติดตาม แต่ผมมีคำถามอีกอย่างหนึ่งครับว่า พอนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วถ้าเขาไปเที่ยวที่อื่น หน่วยงานท้องถิ่นแต่ละที่พร้อมมากน้อย ขนาดไหน ตอนนี้อย่าง อสม. ในเขตพื้นที่ผมเองนี้ ทำงานสายตัวแทบขาด มีงานอะไร อสม. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ทุกคนที่อยู่แม้แต่ อบต. เองซึ่งตอนนี้กำลังเลือกตั้งกันนี่ครับ ก่อนหน้านี้ ไม่กี่สัปดาห์ก็มี อบต. หนึ่งที่ไปดูผู้ป่วยหรือผู้เสี่ยงแล้วติดทั้ง อบต. เลยครับท่านประธาน เรามีความพร้อม เรามีมาตรการกลางที่พร้อมจะซัปพอร์ต (Support) หน่วยงานเหล่านี้ มากน้อยขนาดไหน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลไม่เคยพูด และหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เอง ก็ไม่ทราบ นี่คือสิ่งที่อยากจะฝากไปถึงรัฐบาล อย่างไรก็ขอบคุณครับท่านประธาน