มานพ คีรีภูวดล หารือผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเปิดประเทศ โดยเฉพาะปัญหาการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวแบบจำกัดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนด้านสาธารณสุขและกระจายอำนาจให้ชุมชนอย่างทั่วถึง รวมถึงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนชุดป้องกันอันตรายในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้เจ้าหน้าที่และผู้นำชุมชนสามารถรับมือกับวิกฤติการระบาดได้อย่างทันท่วงที
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ผมขออนุญาตอภิปรายญัตติด่วน เรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจว่าด้วยเรื่องของ การเปิดประเทศ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วการหารือการพูดคุยวันนี้ผมคิดว่า มันควรจะเกิดขึ้นก่อนที่จะเปิดประเทศ เพื่อที่จะได้หารือกับตัวแทนพี่น้องประชาชนว่า แต่ละพื้นที่จะเป็นอย่างไร แต่ไม่เป็นไรครับเมื่อรัฐบาลได้ประกาศว่าจะเปิดประเทศ วันนี้เป็นวันที่ ๑๑ แล้วผมคิดว่าอยากจะนำเสนอมุมมองในพื้นที่ ในฐานะตัวแทน พี่น้องประชาชนชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าส่วนใหญ่แล้วก็คือเห็นด้วย กับการเปิดประเทศเพื่อที่จะแก้ปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจและปากท้องพี่น้องประชาชน โจทย์สำคัญก็คือว่า เราควรจะเปิดประเทศในกิจการทุกมิติครับ ไม่ควรจะมีการเว้น ๑ ๒ ๓ ๔ แล้วก็เปิด ๑ ๒ ๓ ๔ อันนี้เป็นปัญหาในพื้นที่ ผมยกตัวอย่าง กรณีจังหวัดเชียงใหม่ ท่านประธานครับ ผมได้ไปคุยกับเจ้าหน้าที่ ททท. เนื่องจากว่าผมอยู่ในกรรมาธิการ เรื่องรัฐวิสาหกิจ ลงพื้นที่แล้วก็ไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ เปิดพื้นที่ที่จังหวัดเชียงใหม่ก็คือ มีอำเภอเมืองและอำเภอแม่แตง แล้วก็ทะลุไปที่อำเภอดอยเต่า มีอำเภอแม่ริม ผมถามว่านักท่องเที่ยวที่มาที่จังหวัดเชียงใหม่อยู่อำเภอเมือง แล้วจะไปอำเภอดอยเต่าอย่างนี้ครับ มันก็ต้องผ่านอำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง อำเภอดอยหล่อ อำเภอจอมทอง อำเภอฮอด มันจะข้ามไปอย่างไรครับ ผมคิดว่ารูปแบบการออกแบบวิธีการ หรือการประกาศพื้นที่แบบนี้ครับ มันมีปัญหาในทางปฏิบัติ ทุกคนที่มาจังหวัดเชียงใหม่เขาจะต้องไปพื้นที่ที่มีความสนใจ พื้นที่ที่ทุกคนตั้งใจจะไปครับ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา พื้นที่บนดอย พื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์นะครับ เพราะฉะนั้นการประกาศอย่างนี้ผมคิดว่ามันมีปัญหาในทางปฏิบัติ มีปัญหาในทางวิธีการ แล้วก็มันไม่มีแรงจูงใจ และกิจการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้มันก็ทำให้ผู้ประกอบการก็ดี ผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวก็ดีนะครับ ผมคิดว่าอันนี้มีปัญหาในทางปฏิบัติครับ ผมอยากจะให้รัฐบาลรับฟังกลุ่มคนเหล่านี้ว่าทำอย่างไรเพื่อที่จะกระจายให้เกิดผลประโยชน์ ทั่วถึง จำเป็นจะต้องประกาศเชิงยุทธศาสตร์ แต่ว่าถ้ามันมีพื้นที่ที่มันเกิดวิกฤติอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่าค่อยลงรายละเอียดในแต่ละพื้นที่ แต่ละพื้นที่ไปครับท่านประธาน ผมอยากจะเห็น อย่างนี้ครับท่านประธาน ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงมาก ในแง่ของการเปิดซึ่งอาจจะต้อง ลงรายละเอียดในเชิงพื้นที่ มอบอำนาจหรือว่ามอบงบประมาณ เครื่องไม้เครื่องมือให้กับคน ในพื้นที่ให้มากขึ้น ในเรื่องของการป้องกันแบบเชิงรุก ท่านประธานครับ มันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ท่านประธานครับ ก่อนเปิดสภามันมีโควิด (COVID) ขึ้นบนดอยแล้วหลากหลายพื้นที่ครับ ท่านประธาน คือล่าสุดนี้ก็คือที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ เดิมก็เป็นอำเภอแม่แจ่ม ที่บ้านขุนแม่รวมนี้นะครับ ปัญหาที่ผมได้รับคำร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนก็คือ เรื่องของ ความพร้อมเมื่อเจอวิกฤติ สิ่งที่พี่น้องประชาชนเจอก็คือว่า แอลกอฮอล์อยู่ไหนครับเอทีเค (ATK) อยู่ไหนครับ แมสก์ (Mask) อยู่ไหนครับ มันไม่มีกระบวนการไปเตรียมความพร้อม ในเรื่องนี้ ในพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์ ในพื้นที่ชุมชนบนดอยที่เป็นพื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวครับ หลาย ๆ ท่านนะครับ หลาย ๆ พื้นที่ที่เป็นพื้นที่นำร่อง พื้นที่ตัวอย่าง พื้นที่ที่รัฐได้ประกาศนี้ อาจจะได้รับความช่วยเหลือ หรือเตรียมการในเรื่องนี้ แต่หลายพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวอาจมี ความต้องการที่จะไปแล้วประชาชนพร้อมที่จะเปิดรับ ไม่มีกระบวนการเตรียมความพร้อม ในเรื่องนี้ประการใดครับท่านประธาน
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ที่ผมอยากจะเห็นก็คือกรณีมันเกิดเหตุการณ์ แบบมีการแพร่กระจายของเชื้อในพื้นที่ ในเขตพื้นที่สูงนี้นะครับ พี่น้องพื้นที่สูง พี่น้องชาติพันธุ์ ผมคิดว่ามีความหวาดกลัวในโรคนี้มาก ท่านประธานครับ ในช่วงแรก ๆ เราก็จะเห็นข่าวว่า มีการปิดหมู่บ้านค่อนข้างที่จะเยอะมาก มีการจัดคณะกรรมการเฝ้ายามไม่ให้ผู้คน นอกหมู่บ้านเข้าในพื้นที่เลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น ใครก็ตามแต่ ก็จะไม่ให้คนเข้า คนในก็ออกไม่ได้ คนนอกก็เข้าไม่ได้ ที่ทำอย่างนี้ได้เพราะว่า พี่น้องนี้เขาอาจจะมีข้าวกิน มีอาหารกิน แต่พอได้ระยะหนึ่งผมคิดว่าการเชื่อมโยง การสัมพันธ์ กับคนภายนอกก็มีความจำเป็น โดยเฉพาะเรื่องของการค้าขาย การส่งผลผลิตทางการเกษตร การให้ลูกหลานไปเรียนหนังสือ ลูกหลานที่อยู่ข้างนอกก็กลับหมู่บ้านนี่ครับ พอมันเกิดวิกฤติ สถานการณ์อย่างนี้ หลายท่านพูดว่าเรามี อสม. เรามีเจ้าหน้าที่อนามัย ผมอยู่ใกล้ชิดกับ พี่น้องที่อยู่ไกล ๆ สิ่งที่มันขาดคือว่าชุดพีพีอี (PPE) ที่จะต้องสวมใส่ในการไปตรวจผู้ที่มี ความเสี่ยง หรือผู้ที่ต้องสงสัยว่าเสี่ยงแทบจะไม่มีเลย สถานีอนามัยและผู้นำชุมชน ก็ต้องขอบริจาคจากผู้ใจดีในพื้นที่ นักธุรกิจ หรือว่าคนในชุมชนอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้น หลาย ๆ พื้นที่ เขาต้องใช้เสื้อกันฝนแทนชุดพีพีอี (PPE) ในการแก้ไขปัญหา เพราะฉะนั้นในประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะย้ำ อยากจะเสนอแนะรัฐบาลผู้ที่เกี่ยวข้องว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขยาย หรือว่าเกิดความรุนแรงเกิดวิกฤติในพื้นที่ชายขอบชนบท อย่างนี้จะต้องมีความพร้อมในการสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือให้กับบุคลากร หรือว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้านการป้องกันในการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดวิกฤติ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ