พิสิฐ ชี้เศรษฐกิจวิกฤติจากขาดดุลบัญชีเดินสะพัด-น้ำมันแพง-ท่องเที่ยวหด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

พิสิฐ ลี้อาธรรม ชี้ปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรงจากผลกระทบของโควิด-19 ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้รัฐที่พุ่งสูง รายได้ภาครัฐลดลง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าน้ำมันและค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการท่องเที่ยวที่หดตัว พร้อมเสนอให้รัฐสนับสนุนการวิจัยและส่งเสริมสินค้าสุขภาพเพื่อส่งออก ทบทวนมาตรการกักกันนักท่องเที่ยวให้สมดุลระหว่างความเสี่ยงด้านสาธารณสุขกับโอกาสทางเศรษฐกิจ

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกได้พูดไปพอสมควรแล้ว ผมจะไม่พูดซ้ำ ในหลายประเด็น แต่ก็อยากจะขอใช้อนุญาตใช้โอกาสนี้ในการชี้ว่า มุมทางด้านของ สาธารณสุขนี่สำคัญและได้มีการทำไปมาก ผมเป็นห่วงว่าสิ่งที่ทำไปนั้นมันจะมีผลลบมากกว่า ผลบวกในเวลาปัจจุบันนะครับ ก่อนที่ผมจะไปถึงจุดนั้นผมจะขออนุญาตโชว์ตัวเลข ก่อนว่าโควิด (COVID) ครั้งนี้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของจีดีพี (GDP) ในเรื่องของหนี้ แล้วก็ในเรื่องของดุลการชำระเงินของประเทศ ช่วยฉายสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ขอตารางที่ ๒ เลยนะครับ เรื่องของตัวเลขของหนี้ อย่างที่กระผมเรียน คนตกงานไม่มีรายได้ก็ต้องไปก่อหนี้ ไปก่อหนี้เพื่อบริโภค เพราะฉะนั้นหนี้ของประชาชน ที่เรียกว่าหนี้ครัวเรือนก็กระโดดขึ้นจากร้อยละ ๘๐ เป็นร้อยละ ๙๐ ตามที่แบงก์ชาติ ได้ประกาศ ขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็ต้องมีการก่อหนี้ กู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท แล้วอีกก้อน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขณะเดียวกันรายได้รัฐบาลก็ตกต่ำ เพราะว่าเก็บภาษีไม่ได้ หนี้รัฐบาล ก็กระโดดจาก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ต้น ๆ เป็นเกือบจะชนเพดานเมื่อตอนปลายเดือนกันยายน จนกระทั่งท่านนายกรัฐมนตรีต้องมีการประกาศขึ้นเพดานหนี้สาธารณะ อันนี้คือผลกระทบ ที่ได้เกิดขึ้นในเรื่องของหนี้

ตารางสุดท้ายครับ เรื่องของจีดีพี (GDP) อันนี้ร้ายแรงจากเดิมในหลาย ปีที่ผ่านมาเรามีการเกินดุลทางการค้า มีการเกินดุลท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวปีละ ๔๐ ล้านคน ให้รายได้กับคนไทยอย่างมหาศาล แต่ ๒ ปีที่ผ่านมารายได้ตกฮวบลงมาครับ ตกฮวบลงมา จากที่เคยมีอยู่ถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ปีนี้เหลือ ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าเกิดมี นักท่องเที่ยวเข้ามาในช่วงครึ่งหลังนะครับ ขณะเดียวกันเรื่องของราคาน้ำมันที่กระโดดขึ้น เกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์จาก ๔๐ เหรียญต่อบาร์เรล เป็น ๘๐ กว่าเหรียญต่อบาร์เรล ในขณะนี้ก็มีผลทำให้ดุลการค้าก็เกินดุลน้อยลง โชคดีที่ทางกระทรวงพาณิชย์ โดยท่าน รองนายกรัฐมนตรีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้พยายามเคี่ยวเข็ญในเรื่องของการส่งออกได้รับ ความสำเร็จ จึงทำให้ตัวเลขการส่งออกและการค้าของเราดี แต่ท้ายที่สุดครับหนีไม่พ้นครับ ก็เจอปัญหาเรื่องค่าระวางเรือที่กระโดดขึ้น ค่าระวางเรือที่แพงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้เราขาดดุล บัญชีเดินสะพัดเป็นปีแรกในปีนี้จากที่เคยเกินดุลมาตลอด ตั้งแต่ช่วงวิกฤติปี ๒๕๔๐ ที่ท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ ๒ ครั้งนั้นเราพลิกจากการขาดดุลเป็นเกินดุล มาตลอด มาบัดนี้เป็นปีแรกที่เริ่มมีการขาดดุล และมีผลทำให้ดุลการชำระเงินเราติดลบ ผลก็คือทุนสำรองเราก็จะลดลง ผมเป็นห่วงครับว่าภาพนี้ถ้าไม่ดูแลให้ดีมันก็จะลื่นไถลลงไป อันนี้คือภาพรวมทางเศรษฐกิจนะครับ เพราะฉะนั้นอย่างที่ผมได้เรียน ผมเห็นด้วยกับเรื่อง ของการที่ทางรัฐบาลจะต้องดูแลในเรื่องของสาธารณสุข แต่ก็ไม่ควรจะมองข้ามปัญหา ทางเศรษฐกิจที่ได้เกิดขึ้นต่อประเทศ ต่อผู้คนที่ตกงาน ต่อภาคท่องเที่ยวที่ยังคงมีปัญหาอยู่ จริง ๆ แล้วสิ่งที่รัฐบาลควรทำอีกเรื่องหนึ่งในการดูแลในช่วงนี้ที่กระผมได้ประสบการณ์ มาก็คือ เรื่องของการใช้โอกาสนี้ในการส่งออกสินค้าหลาย ๆ ประการด้วยกัน เช่น เรื่องของ สมุนไพรที่ต้านโควิด (COVID) ได้ หรืออย่างที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดทำโครงการ ใบยาที่จะผลิตวัคซีนเองได้ก็ดี หรือที่หมอจรัสพงษ์ ทังสุบุตร ได้ทำซิลเวอร์เพียวร์ (Silver Pure) ที่จะฉีดจมูกที่ทางวัดสวนแก้วได้ประกาศไป สิ่งเหล่านี้ผมอยากจะให้ภาครัฐได้มี การส่งเสริมดูแลให้เขาได้เติบโตขึ้นมา เพราะว่าจะมีตลาดโลกรองรับอย่างมหาศาล แทนที่ จะต้องไปซื้อวัคซีนใช้เงินงบประมาณเป็นหมื่นล้านบาท และอาจจะเป็นแสนล้านบาทต่อไป อยากเห็นรัฐบาลได้ทุ่มเทลงทุนในเรื่องของการวิจัยผลักดันให้เรื่องของพีพีอี (PPE) ก็ดี เรื่องของพืชสมุนไพรก็ดี ได้รับการสนับสนุนแทนที่จะปิดกั้นอย่างเช่นที่เราได้ประสบอยู่ ทุกวันนี้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปมากมายในวันนี้ คือเรื่องของ กระบวนการต่าง ๆ ที่หน่วยงานของรัฐได้มีการจัดทำขึ้นมาก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานต่าง ๆ หวังดีจะช่วยดูแลไม่ให้นักท่องเที่ยวที่มีปัญหาเข้ามา ทำให้ปัญหาโควิด (COVID) เรารุนแรงขึ้น แต่ผมมีคำถามครับว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาความเสี่ยงที่เขาจะมีอาการเป็นโควิด (COVID) กับการที่คนไทยในประเทศหลายแหล่งหลายที่มีโควิด (COVID) ที่ไหนจะมี ความน่ากลัวกว่ากัน คนเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่มากรุงเทพฯ กับคนเดินทางจาก ประเทศสิงคโปร์มากรุงเทพฯ ใครจะมีความเสี่ยงที่ติดโควิด (COVID) มากกว่ากัน ผมคิดว่า มาตรการที่มีอยู่น่าจะเพียงดูว่าเขามีการฉีดวัคซีนมา ๒ เข็มก็เพียงพอแล้ว เรื่องอื่น ๆ เป็นภาระที่มีขึ้นโดยใช่เหตุ และจะเป็นอุปสรรคต่อบรรยากาศในการท่องเที่ยว ในการลงทุน ในเรื่องนี้ต่อไป ขอบพระคุณมากครับ