ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล หารือการเปิดประเทศและการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ไม่ควรพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเพียงอย่างเดียว โดยเน้นให้คนไทยทุกกลุ่มสามารถทำมาหากินได้ พร้อมวิพากษ์มาตรการเปิดธุรกิจกลางคืนที่ยังมีข้อจำกัดไม่สมเหตุสมผล จนส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดทุนและอาจเกิดการเรียกรับผลประโยชน์ และเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสาธารณสุขอย่างแท้จริง พร้อมผลักดันให้สังคมและรัฐบาลยอมรับผู้ประกอบอาชีพกลางคืนในฐานะแรงงานสุจริตที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ พูดถึงการเปิดประเทศเราคงคิดถึงความหวัง ที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาได้ด้วยภาคการท่องเที่ยว เพราะดูจากปี ๒๕๖๒ ก่อนที่โควิด (COVID) จะระบาดเรามีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า ๔๐ ล้านคน มีรายได้กว่า ๒ ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ผมอยากจะดึงทุกคนกลับมานิดหนึ่งครับ เพราะเราต้องอย่าลืมครับว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติมาจากประเทศจีน ซึ่งยังไม่สามารถเดินทางมาประเทศไทยได้ และการท่องเที่ยวทั่วโลกกว่าที่จะเริ่มฟื้นได้จริง ๆ จากการคาดการณ์เราก็อาจจะต้องรอถึงปี ๒๕๖๖ ล่าสุดที่อ่านข่าวเมื่อวานผ่านมา ๑๐ วัน หัวหินมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ๘ คนครับท่านประธาน ผมไม่คัดค้านการเปิดประเทศครับ พรรคก้าวไกลพูดมาตลอดว่าวิธีที่ถูกสุดคือ เราต้องอยู่ร่วมกับโรคนี้ให้ได้ แต่ผมคิดว่า เราไม่ควรจะตั้งความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยการพึ่งพิงการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ มากจนเกินไปครับ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือถ้าเราต้องการจะฟื้นฟูเศรษฐกิจเราต้องมั่นใจว่า รายได้จะต้องไปถึงประชาชนคนไทยทุกกลุ่มครอบคลุมให้ได้มากที่สุด โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ ข้างหลังครับ ดังนั้นความสำคัญอันดับ ๑ คือการให้คนไทยทั้งประเทศกลับมาทำมาหากินได้ ตามปกติให้ได้เร็วที่สุด เพราะถ้ายังทำไม่ได้ต่อให้เรามีนักท่องเที่ยวเยอะแค่ไหน ตัวเลขจีดีพี (GDP) เพิ่มขึ้นขนาดไหน นักท่องเที่ยวเข้ามากี่ล้านคน รัฐบาลอาจจะเอาตัวเลขเหล่านี้มาโชว์ เป็นผลงานได้ครับ แต่สำหรับคนบางกลุ่มตัวเลขพวกนี้มันไม่ได้ทำให้เงินในกระเป๋า ของพวกเขาเพิ่มขึ้นแม้แต่บาทเดียว เพราะพวกเขาไม่สามารถทำมาหากินได้ตามปกติ ผมต้องพูดแล้วพูดอีกครับว่าประเทศนี้มีกลุ่มคนที่รัฐบาลอาจจะลืมไปแล้วว่าปล่อยให้ พวกเขาเผชิญวิกฤติ เผชิญยถากรรมตามลำพังโดยที่ไม่เคยเหลียวแลพวกเขาเลย คือกลุ่ม ธุรกิจกลางคืนครับ ถึงตอนนี้หลังจากมีการเปิดประเทศ ธุรกิจกลางคืนบางส่วนสามารถ ดำเนินธุรกิจของตัวเองได้ภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดต่าง ๆ มากมาย มีอะไรบ้างครับ ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นั่งดื่มในร้านได้ถึงแค่สามทุ่ม เปิดได้เฉพาะร้านที่มีใบอนุญาต ประเภทร้านอาหารเท่านั้น ดนตรีสดเล่นได้แล้ว ร้านที่ถือใบอนุญาตสถานบันเทิงอื่น ๆ เช่น พวก ผับ (Pub) บาร์ (Bar) คาราโอเกะ (Karaoke) ยังคงต้องปิดอยู่ และอนุญาตให้นั่งดื่ม ในร้านได้เฉพาะพื้นที่นำร่องใน ๑๗ จังหวัดเท่านั้น ผมพยายามอ่านใจคนที่ออกมาตรการ ที่ให้นั่งดื่มได้ถึงแค่สามทุ่มครับท่านประธานว่า เขาคิดอะไรอยู่ ถ้าจะบอกว่ากลัวคนเมา ผมยืนยัน คนจะไปสังสรรค์กันถ้าเขารู้ว่ามีเวลาน้อย ๒ ชั่วโมง ก็เมาสิ้นสติได้เหมือนกันครับ ถ้ากลัวว่าคนจะอยู่นาน ทำไมถึงอนุญาตให้เขานั่งต่อได้ครับ นี่เป็นมาตรการที่เรียกว่า ลักปิดลักเปิด คือรู้ว่าต้องเปิดแล้ว รู้ว่าพวกเขาไม่สามารถทนกับสภาวะนี้ได้อีกต่อไปแล้ว และรัฐบาลก็ยอมรับแล้วครับว่าการนั่งดื่มในร้านมันมีส่วนสำคัญ และเป็นความจำเป็น ที่จะต้องควบคู่ไปกับการเปิดประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าจริง ๆ เพราะนักท่องเที่ยว ไม่ได้มาแค่เที่ยววัด หรือดูรำไทยครับ รัฐบาลก็เลยอนุญาตให้เปิดได้ แต่ก็ออกมาตรการมา เหมือนไม่อยากให้เปิด เพราะมาตรการแบบนี้มันไม่สมเหตุสมผลในการประกอบธุรกิจครับ ท่านประธาน ถ้ามันสมเหตุสมผลเราคงไม่ได้ยินคำสัมภาษณ์ที่บอกว่า สามทุ่มเหล้าเหลือให้เททิ้ง หรือกรอกให้หมด ปัญหาที่ตามมาคืออะไรครับ ร้านอาหารต่าง ๆ เวลาเปิดมา ๑ วัน เขามี ฟิกซ์คอสต์ (Fix cost) ท่านประธาน ค่าจ้างแรงงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย แล้วร้านที่มีลักษณะเป็นร้านอาหารที่มีดนตรีสด ขายเหล้าเบียร์มีอยู่จำนวนมาก รายได้ จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจจะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เขาคุ้มทุนหรือไม่คุ้มทุนในการเปิดในวันนั้น มาตรการแบบนี้อย่างแรก คือมันอาจเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่เข้าไปกลั่นแกล้ง หรือเรียกรับ ผลประโยชน์จากผู้ประกอบการต่าง ๆ เพื่อที่จะปิดตาข้างหนึ่งครับ แล้วหากร้านเหล่านี้เปิดมาแล้ว ทำตามมาตรการแบบนี้แล้วไม่คุ้มทุน ก็เรียกว่าการเปิดของเขามันไม่ได้ว่าทุกคนต้องการ ช่วยอะไรเขาเลยครับ การบอกให้เขาเปิดได้มันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้นครับผมต้องย้ำครับทำงาน ทำมาหากิน ทำธุรกิจ เพื่อหาเลี้ยงชีพตัวเอง ไม่มีใครอยากเปิดร้านเพื่อที่จะถูกสั่งปิด ดังนั้นสิ่งที่จะเป็น ทางออกคือ มาตรการที่สมเหตุสมผลในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับมาตรการทางด้าน สาธารณสุขที่รัดกุมครับ ผมอยากให้รัฐบาลลองกลับไปอ่านหนังสือหลายฉบับที่ กลุ่มผู้ประกอบการได้ไปยื่นไว้ให้กับรัฐบาลว่า ทุกคนเข้าใจครับว่าสถานบันเทิงมันมี ความเสี่ยงสูง และพวกเขาพร้อมและยินยอมที่จะทำตามมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลอยากให้ทำ ด้วยมาตรการที่ดีพอและความร่วมมือจากผู้ประกอบการจะทำให้ไม่ว่าสถานบันเทิงประเภทไหน หรืออยู่ในจังหวัดไหน ก็สามารถเปิดให้บริการตามปกติได้ครับ ผมอยากรู้ว่า พื้นที่ว่านำร่อง อย่างกรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นที่สีแดงมาตลอด เพิ่งจะได้รับการยกเลิกเคอร์ฟิว (Curfew) ไป มันเสี่ยงน้อยกว่าอีกหลาย ๆ จังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมที่เสี่ยงต่ำอย่างไรครับ ทำไมธุรกิจ กลางคืนในจังหวัดเหล่านั้น ถึงยังนั่งดื่มในร้านไม่ได้ ทำไมเขาถึงยังไม่สามารถทำมาหากิน ตามปกติได้ แต่ทำไมกรุงเทพฯ ทำได้ครับ เลิกออกมาตรการที่ลักปิดลักเปิดแบบนี้ เลิกออกมาตรการที่ทิ้งคนจำนวนมากไว้ข้างหลัง และเลิกออกมาตรการด้วยการตั้งต้น จากความคิดที่ว่า ประชาชนจ้องแต่จะทำผิดเสียทีครับ ผมย้ำอีกครั้งว่าไม่มีใครอยากเปิดร้านมา เพื่อที่จะถูกสั่งปิดครับ ท่านประธานครับ มาตรการที่ออกมาตอนนี้แรงงานภาคกลางคืน ในพื้นที่นำร่องก็ยังไม่ได้มีรายได้กลับมาเหมือนช่วงเวลาปกติครับ ผมยกตัวอย่าง นักดนตรี ในกรุงเทพฯ ปกติก่อนโควิด (COVID) เขาอาจจะรับงานได้เต็มที่สักสัปดาห์ละ ๑๔ ครั้ง ด้วยมาตรการตอนนี้รับได้อย่างมากก็ ๗ รอบต่อสัปดาห์ มีงานจริง ๆ ๓-๔ รอบต่อสัปดาห์ หลายร้านต้องลดค่าแรงนักดนตรีเพื่อที่จะสามารถอยู่รอดได้ พวกเขามีรายได้แค่พอกิน ไปวัน ๆ เท่านั้นครับ และยังมีธุรกิจกลางคืนอีกกว่า ๖๐ จังหวัดที่ยังไม่สามารถนั่งดื่ม ในร้านได้ ๒๐ เดือนที่ผ่านมาพวกเขาแทบไม่มีรายได้จากอาชีพหลักเลย หลาย ๆ คน ต้องเป็นหนี้เป็นสิน บางคนถูกสั่งปิดยาวนานไม่มีรายได้เลยแต่ขอพักชำระหนี้ไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในพื้นที่สีแดงเข้มครับ พวกเขาเหมือนถูกบีบคอไม่ให้ขยับเขยื้อน ไม่ให้หายใจ มาอย่างยาวนาน แต่รัฐบาลไม่เคยมีมาตรการเยียวยาสำหรับพวกเขา ไม่เคยเหลียวแล ไม่เคย รับฟังข้อเรียกร้อง ยังไม่พอไปบอกพวกเขาครับว่า อย่าเห็นแก่ตัว พวกเขาไม่ได้อยากได้กำไร มากขึ้นครับ พวกเขาอยากแค่จะมีชีวิตรอดเท่านั้น และพวกเขาไม่ได้เห็นแก่ตัวครับ คนที่สั่งห้าม พวกเขาไม่ให้ทำมาหากิน แต่ไม่เคยเหลียวแลเขาเลยต่างหากที่เห็นแก่ตัวครับ
สุดท้ายครับท่านประธาน เราอยู่ในสังคมปากว่าตาขยิบครับ ผมอภิปราย เรื่องนี้ทุกครั้ง ผมจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ทุกครั้งว่า พวกคนทำงานกลางคืนเป็นต้นตอ ของการระบาดบ้าง ตราหน้าพวกเขาว่าเป็นธุรกิจบาป มอมเมาประชาชน แต่พอเวลา สถานทูตของบจากภาษีประชาชนไปซื้อตู้แช่ไวน์ บอกว่ามีความจำเป็นต้องรับรองแขกบ้าน แขกเมือง สำนักงาน กกต. ยังมีตู้แช่ไวน์ในออฟฟิศ (Office) เลยครับท่านประธาน สิ่งที่ คนกลางคืนต้องการจากรัฐบาล และจากสังคมไม่ได้มีอะไรซับซ้อนครับ แค่มองพวกเขาว่าเขาคือ คนที่ประกอบอาชีพสุจริต ถูกกฎหมาย เสียภาษีถูกต้อง และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศเราครับ หยุดทิ้งพวกเขาไว้ข้างหลังเสียทีครับท่านประธาน ขอบคุณครับ