จักรพล ตั้งสุทธิธรรม หารือประเด็นการเปิดประเทศที่ขาดมาตรการรองรับอย่างชัดเจน จนก่อเกิดปัญหาด้านสาธารณสุขและการท่องเที่ยว ทั้งในแง่ภูมิคุ้มกันหมู่ที่ยังไม่เพียงพอ การลักลอบเข้าประเทศของแรงงานต่างด้าว รวมถึงความซับซ้อนของระบบข้อมูลและมาตรการเข้าประเทศที่ส่งผลต่อประสบการณ์นักท่องเที่ยวและประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของรัฐ โดยเสนอแนวทางแก้ไขผ่านการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล แนวคิดทะเล 5 สี และการฉีดวัคซีนที่เข้าถึงประชาชน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๓ อำเภอสันกำแพง อำเภอแม่ออน อำเภอดอยสะเก็ด ท่านประธานครับ ตั้งแต่เปิดประเทศ เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมา ขอเข้าประเด็นเลยนะครับ เพื่อไม่ให้รบกวนเวลา กับสภาด้วย รัฐบาลได้สร้างหลุมดำหลายหลุมขึ้นมา ถือว่าเป็นหลุมดำด้านการท่องเที่ยว ที่กัดกินประเทศไทยมาเรื่อย ๆ หากท่านกระทำการเปิดประเทศแบบไม่มีมาตรการ รองรับ ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีพัฒนาการจัดการที่เหมาะสม หรือมีประสิทธิภาพ ท่านกำลัง นำพาพวกเราลงเหวด้านการท่องเที่ยวอีกครั้ง ในวันนี้ผมจะมาชี้ให้เห็นถึง ๔ หลุมดำ ที่รัฐบาลได้สร้างไว้ในการเปิดประเทศหนนี้ ถ้าเราบริหารงานผิดพลาดหรือก้าวพลาด อีกเพียงแค่ก้าวเดียว หลุมดำนี้จะทำลายประเทศเราไปภายในพริบตา
เราไปดูหลุมดำหลุมที่ ๑ กันนะครับ ขอตั้งชื่อมันว่า หลุมกับดักภูมิคุ้มกันหมู่ ข้อมูลจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) พบว่าในวันนี้ประเทศไทยมีการฉีด วัคซีนเข็มแรกไปแล้วประมาณ ๖๗ เปอร์เซ็นต์ เข็มที่ ๒ อยู่ที่ประมาณแค่ ๕๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ที่จะเป็นโล่ หรือเกราะในการป้องกันเราจากเชื้อไวรัส ตัวนี้ได้เลย แล้วหลุมนี้จะขยายวงกว้างขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้ายังฉีดด้วยอัตราเร็วที่เท่าเดิม เหมือนที่เคยอภิปรายตอนไม่ไว้วางใจไปแล้วนะครับ โดยเฉพาะเข็มแรกที่มีการฉีดต่อวัน น้อยลง หลุมกับดักนี้จะพาเราไปสู่การระบาดระลอกที่ ๕ ก็เป็นได้ เพราะรัฐบาลประมาท ไม่เคยใส่ใจในการบริหารจัดการโควิด (COVID) เลย และคนที่โชคร้ายที่สุดก็คือประชาชน แบบพวกเรานี่เอง
หลุมที่ ๒ ขอตั้งชื่อมันว่า หลุมดำแห่งความซ้ำซ้อน การเปิดประเทศเป็นสิ่งที่ดี ผมเห็นด้วยและผลักดันมาตั้งแต่ระลอกที่ ๒ ที่ผลักดันให้มีการเปิดประเทศ ตอนที่เรา ยังควบคุมมันได้ดี เพราะสถานการณ์นี้มันสามารถจะพยุงเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ ของประชาชนได้ เราเข้าใจเครื่องยนต์ตัวนี้และผลักดันมาตลอด แต่หากเรากลับย้อนไปดู มาตรการการเข้าประเทศของชาวต่างชาติ มันซับซ้อนและมันเยอะมากจนงงไปหมดครับ มาตรการบังคับให้นักท่องเที่ยวต้องโหลดแอปพลิเคชัน (Load Application) ต่าง ๆ ในการ เข้าประเทศและเข้าจังหวัด สับสนอลหม่าน ไม่ว่าจะเป็นไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) หมอชนะ ชา (SHA) ชา พลัส (SHA Plus) และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึง แอปพลิเคชัน (Application) ประจำจังหวัดที่เผลอ ๆ รวม ๆ แล้วค่าใช้จ่ายหรืออะไรต่าง ๆ มูลค่ามากกว่า ราคาข้าวในปัจจุบันที่เราตกต่ำกันอยู่ ความซับซ้อนดังกล่าวจะสร้างประสบการณ์ความทรงจำ ที่ไม่ดีต่อนักท่องเที่ยว ลดความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว ต่อยอดไปถึงมูลค่าการท่องเที่ยว ก็จะตกลงไป เดต้า (Data) ที่สำคัญที่เป็นทรัพย์สินก็คือการเก็บข้อมูลที่มีหลายที่ หลายแหล่ง หลายเวลา เวลาเอามาบูรณาการกันมันยากและใช้งบประมาณเยอะมาก ในการวิเคราะห์ข้อมูลในแหล่งที่มา กลายเป็นเปลืองงบ เปลืองทรัพยากรซ้ำซ้อน ไปอีกนะครับ
หลุมดำหลุมที่ ๓ ก็คือ หลุมดำที่มองไม่เห็น หลุมนี้น่ากลัวอย่างยิ่งครับ หลุมนี้เราเคยเห็นมาแล้วในการจัดทำภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Phuket sandbox) มันคือการลักลอบเข้ามาของแรงงานเพื่อนบ้านครับ โดยล่าสุดท่านอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่าขณะนี้เราพบแรงงานเพื่อนบ้านลักลอบเข้าเมือง เป็นจำนวนมาก ย้ำนะครับว่าเป็นจำนวนมาก อันนี้คือเป็นเรื่องที่น่ากลัวและน่ากังวลอย่างยิ่ง การลักลอบเข้ามาเป็นปัจจัยในการเกิดการระบาดของโควิด (COVID) ในหลายระลอก ที่ผ่านมา ถ้าท่านลองย้อนดูการระบาดในตลาดที่ กทม. จังหวัดสมุทรสาคร ล่าสุดเกิดขึ้น ที่จังหวัดเชียงใหม่ คือ คลัสเตอร์ (Cluster) ตลาดสด จังหวัดเชียงใหม่เป็นบ้านที่ผมรัก เป็นเมืองที่ผมเกิด และผมพยายามดูแลมาอย่างดีที่สุด แต่ทุกวันนี้การเกิดระบาด ของผู้ติดเชื้อมาก แตะ ๕๐๐ คนต่อวัน เป็นจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้ออันดับ ๒ ของประเทศ ล่าสุดฉีดวัคซีนเข็ม ๑ ได้แค่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์อยู่เลย และที่สำคัญเป็นพื้นที่สีฟ้าด้วย แต่ท่านกลับไม่มีความพร้อมในการดูแลพื้นที่ดังกล่าว มีการปล่อยปละละเลยให้แรงงาน เพื่อนบ้านหลุดเข้ามาแบบผิดกฎหมายและเกิดการระบาดเยอะที่สุดนะครับ
หลุมสุดท้ายคือหลุมดำหลุมที่ ๔ เป็นหลุมที่สำคัญมากและมีมาก่อนการที่จะเกิด การระบาดของโรคโควิด (COVID) นั่นคือ หลุมกับดักรายได้ด้านการท่องเที่ยว หลุมนี้ เป็นหลุมที่ใหญ่และชัดเจนมากที่สุดหากท่านเปิดประเทศ เราลองมองย้อนไปสถิติ จำนวนนักท่องเที่ยวปี ๒๕๖๑ และปี ๒๕๖๒ จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวในการใช้จ่าย ของนักท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัย ปี ๒๕๖๑ เรามีค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ ๔๙,๑๐๐ บาท ปี ๒๕๖๒ มีค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ ๔๗,๙๐๐ บาท ท่านอาจคิดว่ามันต่างกันแค่นิดเดียว แต่สิ่งที่ผมมองเห็นและท่านมองไม่เห็นก็คือ จำนวนนักท่องเที่ยวปี ๒๕๖๒ มากกว่าปี ๒๕๖๑ แทนที่ตัวเลขรายได้การท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นแต่กลับหายและมลายจากไป สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึง คุณภาพด้านการท่องเที่ยวที่หายไปครับ รัฐบาลให้ความสำคัญแต่ปริมาณนักท่องเที่ยว แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับด้านคุณภาพด้านการท่องเที่ยวเลย นี่คือหลุมดำขนาดใหญ่ที่ขัดแย้ง และย้อนแย้งกับพัฒนาการการท่องเที่ยวที่เราต้องการ จะผลักดันไป แต่อย่างไรก็ตามครับทุกปัญหามีทางออก พรรคเพื่อไทยของเราเป็นโซลูชัน โพรไวเดอร์ (Solution provider) มาตลอด เราจะขอเสนอการกลบฝังหลุมดำนี้ เราจะขอแก้ ทีละข้อ ๆ เพื่อจะให้หลุดจากหลุมดำแห่งความวังวนนี้
เสนอข้อที่ ๑ ควรยืดระยะเวลาและเพิ่มสถานที่การฉีดวัคซีนแบบวอล์กอิน (Walk in) ในทุกพื้นที่ ยืดระยะเวลาและเพื่ออำนวยการฉีดวัคซีนแบบจีทูเอช (G to H) กัฟเวิร์นเมนต์ ทู เฮาส์โฮลด์ (Government to househole) ฉีดตามบ้านและชุมชนเข้าถึง ประชาชนได้ทุกกลุ่ม และในเรื่องหลุมดำหลุมที่ ๒ ควรจะจัดทำวัน สตอป เซอร์วิส แอปพลิเคชัน (One stop Service Application) ก็คือให้มันจบอยู่ที่ แอป (App) เดียว เราลงทุนครั้งเดียวสะดวกสบายสร้างประสบการณ์ที่ดี การบริหารเดต้า (Data) บิ๊ก ดาตา (Big Data) ทั้งหมดของนักท่องเที่ยวทั่วโลกก็จะสร้างมูลค่าตรงนี้ได้ การกลบหลุมดำอื่น เช่น ที่เคยเสนอรายได้ด้านการท่องเที่ยว พรรคเพื่อไทยมีนโยบายทะเล ๕ สีที่เคยเสนอ ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนโยบายทะเลสีแดง เรดโอเชียน (Red Ocean) นโยบายที่แข่งขัน ด้านราคาไม่เน้นเรื่องปริมาณ เพื่อจะทำให้ประเทศไทยสร้างอาวุธทางเศรษฐกิจ เพื่อต่อสู้ กับต่างประเทศได้ นโยบายทะเลสีคราม บลูโอเชียน (Blue Ocean) ที่จะยกระดับ การท่องเที่ยว และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจภาคการท่องเที่ยว ส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิงสุขภาพ จัดตั้งธนาคารเพื่อการท่องเที่ยวที่เราเสนอไปตลอด นโยบายทะเลสีเขียว หรือกรีนโอเชียน (Green Ocean) ใช้หลักซีบีที (CBT) บีซีจี (BCG) สร้างความเข้มแข็ง ในชุมชน ฟื้นความแข็งแรงของโอทอป (OTOP) แชมป์เปียน โพรดักต์ (Champion Product) ผ่านแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน หรือข้อที่ ๔ นโยบายทะเลสีขาว สนับสนุนการดำเนินธุรกิจ โดยเห็นแก่ส่วนรวมเป็นหลัก ให้ประชาชนตรวจสอบแหล่งข้อมูลโอเพน เดต้า (Open Data) ตรวจสอบความโปร่งใส ของภาครัฐได้ หรือประเด็นที่ ๕ อันนี้สำคัญมากนโยบายทะเลสีรุ้งหรือ เรนโบว์โอเชียน (Rainbow Ocean) สนับสนุนซอฟต์เพาเวอร์ (Soft power) ผ่านมาตรการต่าง ๆ ส่งเสริม ความเท่าเทียมทางเพศ เพื่อความเท่าเทียมทางสังคม ส่งเสริมพัฒนาและสร้างมูลค่า งานดิจิทัล (Digital) ต่าง ๆ เช่น เอ็นเอฟที (NFT) ให้โลดแล่นในเรื่องคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) หรือบล็อกเชน (Block chain) ต่าง ๆ ผลักดันการค้าบริการทางเพศ เข้าสู่ระบบอย่างถูกกฎหมาย ส่งเสริมความนิยมความเป็นไทย งานแต่งงาน การจัด อีเวนต์ (Event) ต่าง ๆ สิ่งทั้งหมดทั้งปวงเราต้องมีความพร้อมในการที่จะเปิดรับ เราไม่ใช่ คิดอยู่ฝ่ายเดียวว่า เราคือเวิลด์คลาส เดสทิเนชัน (World class destination) คนที่ตัดสิน คือประชาชนทั่วโลก นักท่องเที่ยวทั่วโลก เราคิดเองว่าเราคือหมุดหมายที่เขาอยากมา แต่แท้จริงแล้วเรามีความพร้อมหรือไม่ที่เราจะเปิดประตูทุกบานให้เขาเข้ามาจริง ๆ ผมเชื่อครับว่าด้วยมาตรการและนโยบายต่าง ๆ ที่จะพาประเทศเดินหน้าอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เราถอยหลังมาเกือบ ๘ ปีเต็ม แล้วผมก็ยังมีความเชื่อและมั่นใจด้วยทรัพยากร ที่เรามี ด้วยภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศที่เราตั้งอยู่ว่าเราจะสามารถจะกลับมายืนหนึ่ง ด้านการท่องเที่ยวได้อีกครั้ง ถ้าพวกเราร่วมมือกันอย่างจริง ทั้งด้านสาธารณสุข ด้านการท่องเที่ยว ด้านการต่างประเทศ แต่หากรัฐบาลไม่เปิดใจฟัง ท่านต้องยอมรับว่า ท่านไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ ท่านต้องปรับประยุกต์ ท่านต้องนำข้อเสนอ ของพวกเราหรือฝ่ายค้าน นี่น่าจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ท่านพึงจะต้องทำแล้ว ไม่เช่นนั้น เก้าอี้หรือตำแหน่งรัฐบาลของท่านจะสั่นคลอน และจะทำให้ประเทศเราพังลงไปอย่างแก้ไข ไม่ได้ เพราะฉะนั้นขอฝากด้วยหัวใจจริงครับ ภาคอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยว ของประเทศไทยเป็นเครื่องยนต์ตัวหลักที่พูดกันมาตลอด โควิด-๑๙ (COVID-19) จะต้องจบ ในระลอกที่ ๔ และหยุดที่ระลอกที่ ๕ ไม่ให้มันเกิด ก็ฝากใจไปถึงรัฐบาลด้วยว่าพวกเรา ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเรารับฟัง แล้วเราต่อสู้กันมาจนแทบจะหมดลมแล้วครับ ขอให้ท่านเปิดใจและเปิดโอกาสให้พวกเราแบบตั้งใจ และแก้ไขให้ประเทศไทย รอดจากโควิด-๑๙ (COVID-19) เสียที ขอบคุณครับ