สาธิต ปิตุเตชะ ชี้แจงแผนการเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน โดยเน้นความพร้อมด้านสาธารณสุข การจัดการเตียงรองรับผู้ป่วย และการเร่งรัดการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม พร้อมเสนอแนวทางปรับปรุงมาตรการกักตัวภายใต้ระบบไทยแลนด์พาส การยกระดับคุณภาพเอทีเค และการเร่งขึ้นทะเบียนวัคซีนไฟเซอร์สำหรับเด็ก เพื่อความปลอดภัยก่อนเปิดเรียนและรองรับนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ โดยย้ำความร่วมมือทุกฝ่ายเพื่อรักษาสถานการณ์ไม่ให้กลับมาวิกฤต และรับข้อเสนอแนะทุกประเด็นเพื่อนำไปปรับปรุงการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุขต่อไป
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในนามของรัฐบาล ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ทั้งท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ที่รับผิดชอบเรื่องเศรษฐกิจ ได้มอบให้ท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมาย ให้ผมได้มาชี้แจงกับเพื่อนสมาชิกที่ได้ยื่นญัตติด่วนเข้าสู่สภา ในเรื่องของการเปิดประเทศ ในวันนี้ ก็ขอย้ำว่ารัฐบาลมีความตระหนัก และเข้าใจถึงกลไกของการเสนอแนะในการเสนอ ญัตติด่วนซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญในบทบาทฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ย้ำว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมารับฟังคำแนะนำ รวมทั้งข้อบกพร่องที่เราได้ดำเนินการไป ผมย้ำว่า ท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลได้มีแผนดำเนินการเปิดประเทศที่มีความชัดเจน ก็คือตั้งแต่ วันที่ ๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมา การเตรียมความพร้อม เราได้ดำเนินการเตรียมความพร้อม มาสักระยะเวลาหนึ่ง เราสามารถที่จะวางแผนในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การกำหนดยุทธศาสตร์ เตรียมความพร้อมด้านการแพทย์สาธารณสุข การกำหนด ความพร้อมทางด้านการแพทย์ ทางด้านสาธารณสุขนี้เรากำหนดบนพื้นฐานการจัดการ เรื่องเตียงที่จะดูแลรักษา ถ้าหากมีกรณีมีผู้เจ็บป่วยเกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโควิด (COVID) เรามีการรวมเตียง ซึ่งในภาวะที่มีการคับขันในสถานการณ์ก่อนหน้านี้ ต้องย้ำว่าพอมีอัตราผู้ติดเชื้อที่ลดลง จึงทำให้สถานการณ์การครองเตียงของผู้ติดเชื้อ โควิด (COVID) ในเตียงสีแดงและสีเหลืองมีจำนวนในรายจังหวัดและในกรุงเทพมหานคร มีความพร้อมที่จะรองรับ แล้วก็เป็นมาตรการในส่วนของมาตรการหลักเกณฑ์เอสโอพี (SOP) ในแต่ละพื้นที่ ทั้งพื้นที่แซนด์บอกซ์ (Sandbox) หรือว่าในพื้นที่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทาง
มาตรการถัดไปคือการเฝ้าระวังในเรื่องของวัคซีน ก็ย้ำว่าการฉีดวัคซีน โดยภาพรวมหลายท่านก็อภิปรายมีความชัดเจนว่า การฉีดวัคซีนของเราครอบคลุม ไปกว่าทุกเข็มประมาณ ๘๐ กว่าล้านโดส เป็นอัตราส่วนประมาณสักเกือบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ มีข้อสงสัยว่าในพื้นที่แซนด์บอกซ์ (Sandbox) ต่าง ๆ หรือใน ๑๗ จังหวัดที่เราได้เปิดเป็นพื้นที่นำร่อง บางจังหวัดทำไมจำนวนวัคซีน ที่ฉีดยังไม่ครอบคลุม เป็นอัตราส่วนสัดส่วนที่มีเปอร์เซ็นต์ที่เป็นตามเกณฑ์มาตรฐาน ก็ต้องเรียนว่าในบางจังหวัดนั้นเราเปิดเฉพาะบางพื้นที่ หรือเป็นแอเรียเบส (Area based) ก็เป็นแอเรีย (Area) ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดชลบุรีก็เฉพาะบางอำเภอ หรือจังหวัดเลย ก็เฉพาะอำเภอเชียงคาน หรือในฝั่งภาคตะวันออกจังหวัดตราดก็เฉพาะเกาะช้าง หรือจังหวัดระยอง เฉพาะเกาะเสม็ด ในพื้นที่ที่เปิดนั้นให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาก็จำเป็นต้องมีการฉีดวัคซีน ให้หรือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เพราะฉะนั้นจำนวนสัดส่วนการฉีดวัคซีนในครบร้อยเปอร์เซ็นต์ ภาพรวมเราก็เดินหน้า เราคงจะรอให้การฉัดวัคซีนคัฟเวอเรจ (Coverage) หรือครอบคลุมถึง ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วค่อยเปิดประเทศเราก็จะเสียโอกาสเหมือนที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้เรียนไว้ในการแถลงในโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่า โอกาสในช่วงไฮซีซัน (High Season) หรือความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่างประเทศในช่วงเวลาที่เหมาะสม และเราก็มีความพร้อมทั้งเรื่องของข้อมูลการฉีดวัคซีนก็ตาม หรือว่าสถานพยาบาล ที่เราเตรียมรองรับ ที่สำคัญเราก็มีการรณรงค์ให้ประชาชนทุกส่วนทุกคนได้มีความเข้าใจว่า ถึงแม้มีการฉีดวัคซีนไปแล้ว ๒ เข็มก็ตาม เราก็ยังพบกรณีการติดเชื้ออยู่ในคนที่ฉีดวัคซีน ครบ ๒ เข็มแล้ว หรือบางกรณีแต่ก็มีน้อยมากในการฉีด ๓ เข็ม จึงจำเป็นต้องใช้ยูนิเวอร์ซัล พรีเวนชัน (Universal prevention) ของทุกคนก็คือว่า ให้ทุกคนเข้าใจด้วยว่าความเสี่ยง ยังต้องมีอยู่กับทุกคน ให้พึงระวังแล้วก็ปฏิบัติตามมาตรการ เพราะฉะนั้นการรณรงค์ ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนสำคัญ ในการที่เราจะพยายามทำให้ประเทศมีความพร้อม ผมคิดว่าความมุ่งหมาย และเป้าหมายที่เราเดินมาตรงนี้ก็ตรงกับที่เพื่อนสมาชิก ได้ให้ความเห็นว่า ส่วนใหญ่ก็มีความเห็นด้วยที่เราต้องเปิดประเทศ อาจจะมีบางท่านที่รู้สึกว่า มีความเสี่ยงสูง ก็ต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยงอยู่ ในขณะเดียวกันในไทม์ไลน์ (Timeline) ที่เราคิดว่าช่วงเวลาที่มีความจำเป็นเหมาะสม ขณะนี้ต้องเรียนว่าเราเปิดมาประมาณ ๑๐ วัน ก็มีนักเดินทางเข้ามาจำนวนประมาณ ๒๔,๐๐๐ ราย และมีความต้องการที่จะเดินทาง เข้ามาอีกภายในเดือนนี้ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ราย ก็ถือว่าเราเปิดประเทศ แล้วก็มี ความต้องการของนักเดินทางจากต่างประเทศใน ๖๓ ประเทศ ผมเรียนว่า ๖๓ ประเทศ เราเป็นประเทศที่เข้ามาในลักษณะที่เราเรียกว่า เทสต์ แอนด์ โก (Test and go) แต่ว่า ในพื้นที่แซนด์บอกซ์ (Sandbox) ๑๗ ประเทศนี่ก็คือทุกประเทศก็เดินทางมาได้ตามมาตรการ พื้นที่แซนด์บอกซ์ (Sandbox) ทั้ง ๑๗ จังหวัดที่เรากำหนดพื้นที่ไว้ เพราะฉะนั้นโดยไทม์ไลน์ (Timeline) และสถานการณ์ความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการฉีดวัคซีน เรื่องของเตียง ที่เราเตรียมไว้เราก็มีความมั่นใจว่า ถ้าเราค่อย ๆ เปิดไปและไม่ได้เกิดคลัสเตอร์ (Cluster) ใหญ่ ขึ้นมา ผมมีความกังวลเมื่อสักครู่ก็คุยกันอยู่ว่าในช่วง ๒ สัปดาห์จากนี้ไป พูดง่าย ๆ มันยังมี สัดส่วนของคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนอยู่จำนวนหนึ่ง ถ้ามันไม่มีการกลายพันธุ์อย่างเร่งด่วน หรือไม่มีคลัสเตอร์ (Cluster) ใหญ่ขึ้นมา และกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเป้าหมายในการฉีดวัคซีนในปลายเดือนนี้ให้ครบ ๑๐๐ ล้านโดสก็จะเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของประชากรประมาณเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนที่เราต้องการให้ครอบคลุมการฉีดวัคซีน เพราะฉะนั้นถ้าเราเดินหน้าไปถึงวันที่ ๑ ธันวาคมนี้ตามความพร้อมที่ว่า ผมยังมีความมั่นใจว่าเราสามารถที่จะเดินไปได้อย่างไม่สะดุด ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่าย แต่แน่นอนที่สุดเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และการทำงานร่วมกันของหลายกระทรวง หลายท่านพูดถึงความไม่สะดวกของไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) ซึ่งอันนี้ก็ต้องยอมรับความจริงว่า อาจจะมีปัญหาอยู่บ้างในเชิง การดึงข้อมูลในแต่ละแอปพลิเคชัน (Application) ที่จะเข้ามาเพื่อให้ความสะดวก ในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุม ศบค. ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีก็จะเป็นคนสั่งการว่า จะเดินหน้า จะจัดการแก้ไขปัญหาให้เสร็จสิ้นให้เร็วที่สุด
ส่วนเรื่องของการไม่สะดวกในกรณีที่เดินทาง ปกติการออกแบบของเรา เทสต์ แอนด์ โก (Test and go) สมมติเดินทางมาจากต่างประเทศ แล้วเขาสแกน คิวอาร์ โค้ด (Scan QR Code) ของไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) เสร็จ เขาเข้ามาที่สนามบิน สแกน คิวอาร์ โค้ด (Scan QR Code) แล้ว เขาผ่านกระบวนการศุลกากร อิมมิเกรชัน (Immigration) เสร็จ โรงแรมที่เขาจองมาตามหลักเกณฑ์ไทยแลนด์ พาส (Thailand Pass) ก็จะต้องนำรถที่มีมาตรฐานเพื่อเป็นซีล รูท (Seal Route) ไปที่ห้องพักในโรงแรม แล้วเมื่อไปที่ห้องพักโรงแรมเสร็จ เขาก็รอผลตรวจซึ่งเราคิดกันแล้วว่าจากการกักตัว ๑๔ วัน หรือ ๑๐ วัน ลดมาเหลือ ๑ วัน ก็คิดว่าอย่างน้อยที่สุดคนเดินทางจากต่างประเทศ หลายชั่วโมงก็ต้องมีการพักที่โรงแรม ๑ คืน ยกเว้นคนไทยที่เรากำลังจะพิจารณาว่า ถ้าหากคนไทย มีบ้านอยู่ที่นี่ ถ้าสามารถรู้ผลได้เร็วด้วยช่องทางการตรวจ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจแบบพีซีอาร์ (PCR) ซึ่งให้ผลได้แน่นอนเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันนั้นก็จะเป็นการอนุญาตให้ตรวจ ผลพีซีอาร์ (PCR) ได้เร็วขึ้นจะได้ไม่ต้องไปนอนรอ แต่แน่นอนที่สุดนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ ก็ต้องไปนอนรอผล และเมื่อทราบผลว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปในโรงแรม ในห้องแล้ว ถ้าเกิดผลเป็นบวกโรงแรมทั้ง ๒ ลักษณะไม่ว่าจะเป็นโรงแรมของอัลเทอร์เนทีฟ ควอรันทีน (Alternative quarantine) ก็หมายความว่าโรงแรมที่เขาเข้ามา แล้วก็โรงแรม ที่อยู่ในมาตรฐานชา พลัส (SHA Plus) ก็ต้องเพิ่มเป็นชา พลัสบวก (SHA Plus+) ก็คือว่า จะต้อง มีโรงพยาบาลมาจับคู่ ถ้าพบผู้ที่เดินทางมาติดเชื้อ โรงพยาบาลก็ต้องดำเนินการนำ ผู้ติดเชื้อไปรักษาในโรงพยาบาลในช่องทางที่ปลอดภัย นี่คือแผนที่ดำเนินการมา เพียงแต่ว่า ที่เกิดปัญหาขึ้นในวันสองวันนี้ที่สนามบินดอนเมือง ก็เรียนว่าในขณะนี้สนามบินสุวรรณภูมิ ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ว่าที่สนามบินดอนเมืองก็อาจจะยังเป็นปัญหาอยู่บ้างนะครับ แต่ว่า ณ วันพรุ่งนี้ มะรืนนี้การแก้ไขระบบก็จะทำได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพราะว่าโรงแรม ที่เข้าระบบชา พลัส (SHA Plus) ยังไม่เข้าใจว่าเขาจะต้องปฏิบัติในการออกค่าตรวจด้วย แล้วก็ต้องมีรถไปรับเพื่อนำเข้าไปสู่โรงแรม อันนี้ก็จะถูกแก้ไขอย่างทันที
เรื่องของการตั้งข้อสงสัย เรื่องเอทีเค (ATK) ที่มีคุณภาพที่เรากำหนด ผมเรียนว่าเอทีเค (ATK) เข้ามาแรก ๆ ราคาสูงมากประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ บาท กระทรวง สาธารณสุขตัดสินใจที่จะประมูลเพื่อให้องค์การเภสัชกรรมได้จัดซื้อเอทีเค (ATK) แล้วก็มีผู้ประมูลในราคาประมาณ ๗๐ บาท นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กลไกตลาดมันเกิดขึ้น จึงทำให้ ณ วันนี้เอทีเค (ATK) ที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาดทั่วไปมีราคาต่ำลงมาเหลือประมาณ ๔๐ บาทในมาตรฐานที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเอทีเค (ATK) ที่เข้ามาสู่ตลาดจากเริ่มต้น ในการที่เราให้มีการประมูล จึงทำให้กลไกตลาดทำให้ฉุดราคาลงมา และอาจจะมีค่าความไว ที่มีความแตกต่างกันตามราคา ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคที่จะเลือกซื้อและเข้าถึงได้ แต่อย่างไรก็ตามโพรเฟสชันนัล ยูส (Professional use) ที่รัฐบาลใช้ ก็จำเป็นต้องใช้ ที่มีมาตรฐาน มีความไวที่มีคุณภาพดี เพื่อที่จะให้ผลออกมาที่ไม่เป็นผลลบลวง หรือเป็นผล บวกลวง ต้องเรียนว่ายังมีเอทีเค (ATK) ที่จำหน่ายอยู่ในตลาดขณะนี้บางส่วนไม่ได้ ขอขึ้นทะเบียนกับ อย. ก็เลยเกิดกรณีขึ้นที่โรงเรียนที่จังหวัดมุกดาหารที่มีเอทีเค (ATK) ที่รับบริจาคมาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ อย. จึงเกิดผลบวกลวง เมื่อไปตรวจพีซีอาร์ (PCR) ซ้ำ ก็ปรากฏว่าไม่มีใครเป็นบวกนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าเอทีเค (ATK) มีมาตรฐาน ที่ต่างกัน และมีราคาที่หลากหลาย แต่อย่างน้อยที่สุดขณะนี้เอทีเค (ATK) มีราคาที่ลดลงมาก เอทีเค (ATK) ที่จะมีคุณภาพเหมือนพีซีอาร์ (PCR) ขณะนี้ก็ต้องเรียนว่ามันคงทำอย่างนั้น ไม่ได้ ก็คือหมายความว่ามันมีความแตกต่างกัน แต่ว่ามีความพยายามวันนี้ขณะนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขเขาก็ไปดูในเครื่องมือ หรือว่า เครื่องตรวจที่จะสามารถตรวจได้มีความแม่นยำเกือบเท่าพีซีอาร์ (PCR) และใช้เวลาที่สั้นกว่า คือการตรวจพีซีอาร์ (PCR) ต้องตรวจเป็นรอบ ต้องใช้เวลานาน อย่างเร็วสุดประมาณ ๔ ชั่วโมง แต่ว่ากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำลังดูที่ประเทศญี่ปุ่นใช้ เขาเรียกว่า ลูมิพลัส (Lumipulse) เป็นการเก็บตัวอย่างน้ำลาย หรือนาซัล สวอป (Nasal swap) ก็คือในโพรงจมูก ก็จะใช้เวลาประมาณ ๓๐-๔๐ นาที ก็จะมีราคาประมาณ ๕๕๐ บาท และความแม่นยำ ก็น่าจะใกล้เคียงกัน แต่อย่างไรก็ตามเราคงจะต้องมีความละเอียดรอบคอบถึงความแม่นยำ ของสิ่งที่จะมาใช้ ถึงแม้ว่าอาจจะลดเวลารอคอยหรือลดราคาลง แต่ว่าถ้าความแม่นยำ ไม่เทียบเท่าพีซีอาร์ (PCR) ก็จะเป็นปัญหาในระบบในการคัดกรอง ในการควบคุมโรค อันนี้ก็เป็นเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินการ เพื่อที่จะให้ความสะดวกให้มากที่สุด สำหรับทั้งผู้ที่เดินทางมาจาก ๖๓ ประเทศ แล้วก็คนที่จะเดินทางมาจากทุกประเทศที่จะเข้า พื้นที่แซนด์บอกซ์ (Sandbox) และเราก็ต้องให้ความสำคัญกับคนไทยที่จะเดินทางเข้ามา ซึ่งอาจจะมีมาตรการที่ผ่อนคลายลง
สำหรับเพื่อนสมาชิกบางท่านถามถึงวัคซีนสำหรับเด็ก อายุ ๕-๑๑ ปี อันนี้ ผมเข้าใจดีว่ามีเพื่อนสมาชิกเป็นห่วงในเรื่องของวัคซีนจะใช้สำหรับเด็กวัยนี้ที่จะต้องเปิดเรียน ไปโรงเรียนให้ได้โดยเร็วที่สุด อันนี้ก็ต้องย้ำว่าขณะนี้เอฟดีเอ (FDA) ของสหรัฐอเมริกา ได้มีการอนุมัติไฟเซอร์ (Pfizer) สำหรับเด็กวัยนี้แล้ว ตั้งแต่วันแรกที่สหรัฐอเมริกาอนุมัติ ผมได้สั่งการไปที่ อย. ว่าให้ติดตามบริษัทไฟเซอร์แห่งประเทศไทย เพื่อที่จะมาขึ้นทะเบียน กับประเทศไทยให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้มีการตรวจสอบคุณภาพของวัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) ที่ใช้กับเด็กวัยนี้ ซึ่งเข้าใจว่าใช้ ๑ ใน ๓ ของผู้ใหญ่ แล้วก็มีการเจรจา ท่านรองนายกรัฐมนตรี อนุทินได้มีการพูดคุยกันกับบริษัทไฟเซอร์ ซึ่งอาจจะมีความก้าวหน้า และในช่วงเวลาที่เรา รอคอยก็เป็นประโยชน์อย่างหนึ่งก็คือว่า ถ้าเอฟดีเอ (FDA) ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาอนุมัติวัคซีนให้กับเด็กวัยนี้ แล้วเขาฉีดไปก่อนหรือประเทศอื่นได้ฉีดไฟเซอร์ (Pfizer) ให้กับเด็กวัยนี้ เราก็จะมีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมได้มากขึ้น เพราะว่าวัคซีนที่เราใช้ในทุกแบรนด์ (Brand) ในขณะนี้ก็อยู่ในการวินิจฉัย หรือการใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีการเก็บรวบรวมข้อมูลผลกระทบที่เกิดจากเด็กวัยนี้ ก็จะเกิดผลประโยชน์สูงสุด เมื่อ อย. อนุมัติไฟเซอร์ (Pfizer) ฉีดให้กับเด็กวัยนี้ จะได้มีความปลอดภัยสูงสุดนะครับ
ผมใช้เวลาสั้น ๆ ว่า ผมจะรับข้อท้วงติงและข้อเสนอแนะทุกเรื่องที่เป็น ข้อเท็จจริง แล้วก็จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเพื่อให้การเปิดประเทศของเราเดินหน้า อย่างเต็มที่ ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ในแง่ของการควบคุมโรคก็จะพยายาม อย่างเต็มที่ที่จะไม่ให้สถานการณ์กลับมาเหมือนเก่า เพราะว่าเราเข้าใจดีว่าในส่วนที่เวลา มีสถานการณ์ที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก การที่มีผู้เจ็บป่วยอาการรุนแรง หรือเสียชีวิต มันบั่นทอนจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งกระทบกับความเชื่อมั่นของคนต่างประเทศ ที่จะเดินทางเข้ามา เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่าน และขอนำข้อมูล ที่ท่านให้ข้อเสนอแนะไปดำเนินการ และพรุ่งนี้จะมีการประชุม ศบค. ผมจะนำเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อนำเสนอแก้ไขปัญหาใน ศบค. ต่อไปครับ ขอกราบขอบคุณ ท่านประธานครับ