วรรณวรี ตะล่อมสิน สนับสนุนการเปิดเรียนแบบออนไซต์ควบคู่กับการเปิดประเทศ แต่ย้ำความจำเป็นในการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย โดยเสนอให้ครูและบุคลากรได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ในทุกพื้นที่ พร้อมผลักดันการตรวจคัดกรองโควิดด้วย ATK อย่างสม่ำเสมอในโรงเรียน รวมถึงการจัดหาชุดตรวจมาตรฐานโดยเฉพาะแบบน้ำลายสำหรับเด็กเล็ก โดยเรียกร้องให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องสนับสนุนเพื่อลดภาระผู้ปกครองและป้องกันความเหลื่อมล้ำ ขณะเดียวกันเสนอให้พัฒนาการเรียนการสอนแบบไฮบริด ลดภาระงานครู และปรับลดค่าเทอมอย่างเป็นธรรม เพื่อให้การเปิดเรียนเกิดขึ้นอย่างปลอดภัย เท่าเทียม และไม่เพิ่มภาระให้กับทุกฝ่าย
เรียนประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตยานนาวา บางคอแหลม กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกลค่ะ ท่านประธานคะ จากนโยบายการ เปิดประเทศ และการประกาศของกระทรวงศึกษาธิการในการเปิดเรียนแบบออนไซต์ (Onsite) ที่ได้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น ดิฉันขอสนับสนุนนโยบายดังกล่าว อย่างเต็มที่ เพื่อที่จะทำให้สถานการณ์ของประเทศและประชาชนได้กลับมาใช้ ชีวิตปกติหากพิจารณาตามหลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนแบบออนไซต์ (Onsite) ที่กระทรวง มีนโยบายให้ครูและบุคลากรในเขตพื้นที่ควบคุมสีแดงและสีแดงเข้มต้องได้รับการฉีดวัคซีน ครบ ๒ เข็ม เกิน ๘๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปนั้น ดิฉันมีความเห็นว่าในพื้นที่สีแดงและสีแดงเข้ม ที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเรากำลังจะเปิดประเทศ ดิฉันเห็นว่าครูและบุคลากรควรจะต้องได้รับการฉีดวัคซีน ๒ เข็มเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะจะเป็นการลดความเสี่ยงในด้านการติดเชื้อ แล้วก็สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครอง และในประเด็นนี้ก็อาจจะต้องขยายผลไปจนถึงโรงเรียนที่อยู่ในต่างจังหวัดด้วยว่า หากกระทรวงศึกษาธิการจะทยอยเปิดเรียนทั่วประเทศแล้ว แม้จะเป็นจังหวัด ที่มีความเสี่ยงต่ำก็ตาม แต่ว่าคุณครูก็ควรจะได้รับวัคซีนเกิน ๘๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่นแล้วก็ลดความกังวลในการส่งลูก ๆ ไปเรียน แล้วก็ลดความเสี่ยงของอัตรา การติดเชื้อ แล้วก็ลดความเสี่ยงที่จะต้องสูญเสียหลังการเปิดประเทศ ดิฉันขอฝากข้อเสนอ ให้ทางกระทรวงศึกษาธิการนำไปปรับใช้ แล้วก็ออกเป็นแนวนโยบายซึ่งข้อเสนอของดิฉัน ก็มาจากตัวเองที่มีลูกวัยอนุบาล แล้วก็จากการพูดคุยรวบรวมข้อกังวลของผู้ปกครอง ในเขตยานนาวา บางคอแหลมของดิฉัน ซึ่งมีโรงเรียนค่อนข้างเยอะ และหลากหลาย ทั้งโรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชนและโรงเรียนอินเตอร์ (Inter)
ประเด็นแรก ทุกโรงเรียนจำเป็นจะต้องมีการตรวจเชื้อเอทีเค (ATK) ให้กับนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนอย่างเคร่งครัดอย่างน้อยอาทิตย์ละ ๒ ครั้ง ซึ่งการตรวจเอทีเค (ATK) ก็จะช่วยให้โรงเรียนสามารถรับมือกับการระบาดได้ และสามารถ ลดความเสี่ยงในการนำเชื้อกลับไปติดคนในครอบครัว แต่ประเด็นสำคัญที่อยากจะเน้นย้ำ ก็คือ กระทรวงศึกษาธิการต้องเป็นผู้จัดหาและสนับสนุนชุดตรวจเอทีเค (ATK) ที่ได้มาตรฐาน ตามที่ อย. รับรอง และหากรัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการไม่สนับสนุนชุดเอทีเค (ATK) ให้กับโรงเรียนแล้ว ก็จะเกิดปัญหาก็คือการตรวจตามมาตรฐานนี้มันจะไม่เกิดขึ้น เพราะว่า แต่ละโรงเรียนก็จะมีศักยภาพในการจัดหาอุปกรณ์ที่แตกต่างกันไป และปัญหาที่พบเจอแล้ว ในโรงเรียนในเขตก็คือว่า โรงเรียนไม่มีงบประมาณทำให้ต้องขอรับบริจาคจากผู้ปกครอง ซึ่งมีข้อจำกัดแล้วก็ขึ้นอยู่กับสถานะของแต่ละโรงเรียน ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะได้ ชุดตรวจที่ไม่ได้มาตรฐาน แล้วก็อาจจะเกิดผลตรวจลวงและไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ ก็ยังมีประเด็นเรื่องชุดตรวจของเด็กเล็กในช่วงวัยอนุบาลถึงเด็กประถม ที่ไม่สามารถใช้ ชุดตรวจเอทีเค (ATK) แบบแยงจมูกได้ เพราะว่ามันค่อนข้างจะเจ็บสำหรับเด็ก ๆ อย่างเรา เป็นผู้ใหญ่ยังรู้สึกว่าไม่อยากจะแยงจมูกบ่อย ๆ เลย แล้วก็ถ้าเด็ก ๆ ต้องมาแยงจมูกกัน ๒-๓ ครั้งต่อสัปดาห์ก็จะไม่ไหว ก็เสนอว่าควรจะใช้ชุดตรวจเอทีเค (ATK) แบบใช้น้ำลายแทน ซึ่งผู้ปกครองในพื้นที่ก็สะท้อนมาว่า ปัจจุบันชุดตรวจเอทีเค (ATK) แบบที่ใช้น้ำลายราคา ค่อนข้างสูงประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ บาทต่อชุด ซึ่งถ้าต้องตรวจสัปดาห์ละ ๒ วัน เดือน ๆ หนึ่ง เฉพาะค่าชุดตรวจก็คือตกที่ประมาณ ๒,๐๐๐ บาทต่อคน ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ก็ขอฝากประเด็นนี้ให้ทางกระทรวงสาธารณสุขช่วยสนับสนุน แล้วก็ซัปพอร์ต (Support) ชุดตรวจแบบน้ำลายให้เด็กเล็ก ๆ ด้วยนะคะ
ประเด็นที่ ๒ คือกระทรวงศึกษาธิการก็ควรพัฒนาการเรียนการสอน แบบไฮบริด (Hybridge) เพื่อลดความแออัด แล้วก็ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของประชากร ในโรงเรียน โดยปรับว่าวิชาไหนสามารถเรียนออนไซต์ (Onsite) ได้ วิชาหลักควรจะเรียน ออนไซต์ (Onsite) แล้วก็วิชารองที่สามารถพัฒนาเป็นการสอนแบบออนไลน์ (Online) ได้ก็พัฒนานะคะ และครูเองก็ต้องได้รับการพัฒนาทักษะในการสอนที่มุ่งเน้นการสลับโหมด แบบไฮบริด (Hybridge) แบบนี้เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการก็ควรจะลด หรือว่ายกเว้นโครงการจากหน่วยงานต่าง ๆ หรือว่า ภาระงานอื่นที่ไม่จำเป็นโดยก่อนการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) สำนักงานส่งเสริม สังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชนก็สำรวจภาระงานของครู ก็พบว่าครูใช้เวลา กับภาระงานอื่นนอกเหนือจากงานสอนมากถึง ๑๓ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ คิดเป็น ๓๒.๕ เปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมดในช่วง ๑ ปีการศึกษา ซึ่งหน้าที่หลักของครูควรมุ่งเน้น ที่การสอนเป็นหลัก แล้วก็กระทรวงศึกษาธิการควรจะใช้จังหวะนี้ในการออกมาตรการ อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับครูภายใต้แนวคิดที่ว่าครูควรใช้เวลากับการพัฒนา และสอนนักเรียนเป็นหลัก
ประเด็นสุดท้าย เรื่องการปรับลดค่าเทอมก็ขอให้ปรับเป็นมาตรฐานไปเลย เนื่องจากว่าการเรียนในเทอมนี้ เทอม ๒ ก็อาจจะมีการผสมผสานระหว่างการเรียน ออนไลน์ (Online) และออนไซต์ (Onsite) และควรจะกำหนดลดอัตราค่าเทอม เป็นเปอร์เซ็นต์ไปเลย เพื่อลดความเดือดร้อนให้กับผู้ปกครองหลายที่โรงเรียนหลายแห่ง ก็ได้มีการชำระเงินค่าเรียนไปแล้ว และมีการคืนค่าเทอมกลับมา ซึ่งมันก็เป็นความยุ่งยาก สำหรับผู้ปกครองเพราะว่าจะมีเอกสารที่จะต้องเพิ่มขึ้นมาโดยไม่จำเป็น
สุดท้ายนะคะท่านประธาน ดิฉันก็เห็นด้วยและสนับสนุนกับนโยบายการเปิด ประเทศ แล้วก็การเปิดเรียนแบบออนไซต์ (Onsite) แต่การเปิดเรียนแบบออนไซต์ (Onsite) นั้น ก็ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานของความปลอดภัย แล้วก็ความเชื่อมั่นของผู้ปกครอง แล้วก็สร้าง โอกาสให้นักเรียนในการเรียนรู้ภายใต้ข้อเสนอแนะที่ดิฉันได้รับมาจากเสียงสะท้อน ของประชาชน ก็คือนโยบายที่ออกแบบมานี้จะต้องไม่ซ้ำเติมระบบการศึกษาไทยที่แย่อยู่แล้ว แล้วก็ต้องไม่เพิ่มภาระให้กับครูที่มีหน้าที่หลักคือการสอนนักเรียน ต้องไม่เพิ่มภาระ ด้านการเงินให้กับผู้ปกครองในยุคเศรษฐกิจที่ตกต่ำ และสุดท้ายต้องไม่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ และโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กไทยค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ