ชนก จันทาทอง หารือประเด็นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเปิดประเทศ โดยเฉพาะต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เน้นย้ำปัญหาขั้นตอนการเข้าประเทศที่ซับซ้อน ทั้งระบบไทยแลนด์พาส ความล่าช้าในการตรวจเอกสารและผล RT-PCR รวมถึงความไม่สอดคล้องของแพลตฟอร์มต่าง ๆ จึงเรียกร้องให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีและบริการแบบวันสตอปเซอร์วิซ พร้อมเสนอให้กระทรวงการต่างประเทศเจรจากับประเทศต้นทางเพื่อลดภาพลักษณ์ของไทยในฐานะพื้นที่เสี่ยงสูง ที่ส่งผลต่อความมั่นใจของนักท่องเที่ยว
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวชนก จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๒ จากพรรคเพื่อไทย จากที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอญัตติด่วนในเรื่องขอให้สภาร่วมกันพิจารณาถึงผลกระทบ ในเชิงเศรษฐกิจเกี่ยวกับการเปิดประเทศ ที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ของประเทศไทย ได้สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทยมากถึงปีละ ๓ ล้านล้านบาท เทียบเท่ากับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ประเทศไทย ในจำนวน ๓ ล้านล้านบาทนี้ เป็นรายได้ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสูงถึง ๒ ล้านล้านบาท มีจำนวนนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติ เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยมากถึง ๔๐ ล้านคน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามาสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาลนี้ จนทำให้ประเทศไทยนั้นเป็น ๑ ใน ๕ ของประเทศที่มีรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากที่สุดในโลก สูงสุดของโลกหลายปี ซ้อนกัน ดิฉันขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะคะ เว็บไซต์ (Website) ลงทุนแมน (Longtunman) ได้เปิดเผยข้อมูลประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก โดยอ้างอิงข้อมูล การท่องเที่ยวเมื่อปี ๒๕๖๑ สไลด์ (Slide) ถัดไปเลย อันดับแรกจะเป็นประเทศอเมริกา มีรายได้จากการท่องเที่ยว ๖.๕ ล้านล้านบาท ประเทศที่ ๒ ก็คือประเทศสเปน มีรายได้ จากการท่องเที่ยวสูงถึง ๒.๒ ล้านล้านบาท ประเทศที่ ๓ ก็คือประเทศฝรั่งเศสมีรายได้ จากการท่องเที่ยว ๒ ล้านล้านบาท ประเทศไทยของเราจากกราฟ ประเทศไทยของเรานั้นสามารถ สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากถึง ๑.๙ ล้านล้านบาท เป็นอันดับ ๔ ของโลก และประเทศที่ ๕ ก็คือประเทศสหราชอาณาจักร มีรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ๑.๕ ล้านล้านบาท ไม่พอนะคะ ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเรายังสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับแรงงานไทยโดยมีแรงงานในระบบอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนี้มากถึง ๔.๒ ล้านคน ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยของเราเจอวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) รัฐบาลประกาศปิดประเทศ ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ๒๕๖๓ นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ๑๙ เดือนแล้ว ภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวมีรายได้ลดลงทันที ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แรงงานในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตกงานทันที ๒ ล้านคน ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามที่จะออกนโยบายเพื่อกระตุ้นให้คนไทย เที่ยวไทย ไม่ว่าจะเป็นเราเที่ยวด้วยกัน เที่ยวปันสุข ทัวร์เที่ยวไทย ทัวร์กำลังใจ แต่ไม่มีนโยบาย ไหนเลยที่จะกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้มีรายได้กระเตื้องขึ้นมา และจาก ที่ผ่านมารัฐบาล โดย ศบค. ประกาศให้ประเทศไทยนั้นสามารถรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวน ๖๓ ประเทศเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ชนิดไม่กักตัว เป็นความหวัง ของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่อยากจะต้องกลับมาสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาลอีกครั้งหนึ่ง แต่การเปิดประเทศในครั้งนี้มีปัญหามากมาย ในเรื่องปัญหาของระบบเปิดประเทศ เพื่อการท่องเที่ยวเข้าเมืองไทย มีความซ้ำซ้อน ยุ่งยาก ไม่ชัดเจน
ในเรื่องแรกก็คือจะเป็นเรื่องของระบบไทยแลนด์พาส (Thailand Pass) ที่มีความบกพร่องและล่าช้า ขั้นตอนของนักท่องเที่ยวที่จะต้องการเดินทางมาเที่ยว ประเทศไทยจะต้องเข้าไปในแพลตฟอร์ม (Platform) ของไทยแลนด์พาส (Thailand Pass) ของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อบันทึกข้อมูลส่วนตัว ในเรื่องของหนังสือเดินทาง ใบรับรองการฉีดวัคซีน ใบรับรองการประกันสุขภาพโควิด-๑๙ (COVID-19) ยืนยัน การจองโรงแรม สำเนาวีซ่า (Visa) ไทย ผ่านเว็บไซต์ (Website) ของไทยแลนด์พาส (Thailand Pass) ต้องรออนุมัติ ๓-๗ วัน แล้วก็จะได้รับคิวอาร์ โค้ด (QR Code) ไทยแลนด์ พาส ไอดี (Thailand Pass ID) เพื่อที่จะนำคิวอาร์ โค้ด (QR Code) นี้มาแสดงต่อสำนักงาน ตรวจคนเข้าเมือง เมื่อเดินทางมาถึงสนามบิน ขั้นตอนนี้ผ่านการอนุมัติมาแล้ว ๓-๗ วัน แต่นักท่องเที่ยวจะต้องนำเอกสารทั้งหมดมาแสดงที่สนามบินอีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้มันเกิด ความซ้ำซ้อน ยุ่งยาก ไม่ชัดเจนให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมายังประเทศไทย นักท่องเที่ยวจะต้องรอถึงประมาณ ๒ ชั่วโมงให้กับการตรวจเอกสารของกรมควบคุมโรค ในการลงทะเบียนระบบสุขภาพเอชซีอาร์เอส (HCRS) การตรวจเอกสารในครั้งนี้ กรมควบคุมโรคนั้นต้องตรวจเอกสารด้วยคนทั้งหมด ไม่มีเทคโนโลยีรองรับ มันเป็นความซ้ำซ้อนค่ะ ลงไทยแลนด์พาส (Thailand Pass) ในข้อมูล เดียวกัน แต่จะต้องถือเอกสารเดียวกันมาให้กรมควบคุมโรคตรวจที่สนามบินอีกครั้ง ดิฉันจึงขอเรียกร้องไปยังกระทรวงสาธารณสุขให้ปรับปรุงการทำงานในเรื่องนี้ค่ะ
ในเรื่องถัดมาก็คือ การตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ที่มีความไม่ชัดเจนค่ะ เงื่อนไขของนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทย จะต้องตรวจ อาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ก่อนมาถึงประเทศ ๗๒ ชั่วโมง เมื่อมาถึงแล้วจะต้องตรวจ อาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) อีก ๑ ครั้งและเข้าไปพักในโรงแรม และรอผลตรวจที่โรงแรมว่า ตนเองนั้นเป็นโควิด (COVID) หรือไม่ ขั้นตอนนี้นักท่องเที่ยวหลายท่านมีความสับสน จองโรงแรมผ่านอโกด้า (Agoda) มา บางโรงแรมไม่มีแพกเกจ (Package) ตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) เสียเวลาที่สนามบินนานค่ะ ดิฉันจึงขอเรียกร้องไปยังกระทรวงสาธารณสุข ให้ปรับปรุงในเรื่องนี้ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะจัดชุดตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ที่สนามบิน รถของโรงแรมนี้มารับที่สนามบินเพื่อไปรอพักที่โรงแรมอย่างเดียว เพื่อสร้างมาตรฐาน เดียวกัน เพื่อความชัดเจนแก่นักท่องเที่ยว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ในเรื่องการตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ค่ะ
เรื่องถัดมาก็คือแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวต้องการ เดินทางมาประเทศไทยนั้นต้องใช้มากถึง ๔ แพลตฟอร์ม (Platform) ด้วยกัน แพลตฟอร์ม (Platform) แรกก็คือ ระบบไทยแลนด์พาส (Thailand pass) ของกระทรวงการต่างประเทศ แพลตฟอร์ม (Platform) ที่ ๒ ก็คือแอปพลิเคชัน (Application) หมอชนะของกระทรวง สาธารณสุข แพลตฟอร์ม (Platform) ที่ ๓ ก็คือแอปพลิเคชัน คอสต์ (Application COSTE) ของกรมควบคุมโรค แพลตฟอร์ม (Platform) ที่ ๔ ก็คือ ชาพลัส (SHA Plus) ของการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อที่จะเช็ก (Check) ในการเข้าพักโรงแรม ทั้งหมดนี้ดิฉัน ขอเรียกร้องไปยัง ศบค. ให้ปรับปรุง มันเป็นไปได้หรือไม่ว่าทั้ง ๔ แพลตฟอร์ม (Platform) นั้น รวมกันเป็น ๑ แอปพลิเคชัน (Application) เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ให้เป็นลักษณะวัน สตอป เซอร์วิซ (One stop service) ค่ะ
เรื่องถัดมาก็คือ การเจรจาจับคู่ประเทศต้นทาง กระทรวงการต่างประเทศนั้น ได้ประกาศให้ ๖๓ ประเทศ สามารถเดินทางมาประเทศไทยได้ชนิดแบบไม่ต้องกักตัว แต่กระทรวงการต่างประเทศนั้นได้กลับไปตรวจสอบหรือไม่ว่า ประเทศต้นทาง ทั้ง ๖๓ ประเทศนั้น มองประเทศไทยเป็นกลุ่มเสี่ยงในระดับไหน ยกตัวอย่างเช่น ประเทศออสเตรเลีย มองประเทศไทยเป็นกลุ่มเสี่ยงในระดับสีส้ม หากนักท่องเที่ยว ประเทศออสเตรเลียเดินทางมายังประเทศไทย จะต้องกลับไปกักตัวที่ประเทศของตนเอง ๑๔ วัน และหากตรวจพบว่าเป็นโควิด (COVID) ก็จะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง ซึ่งในเรื่องนี้เองมันเป็นปัจจัยให้นักท่องเที่ยวประเทศออสเตรเลียนั้น ไม่ตัดสินใจที่จะเดินทาง มายังประเทศไทย ดิฉันจึงขอเรียกร้องไปยังกระทรวงการต่างประเทศให้เข้าไปเป็นคู่เจรจา กับประเทศต้นทาง เพื่อลดความเสี่ยงในระดับความเสี่ยงให้กับประเทศไทยค่ะ