วิรัตน์ ชี้เปิดประเทศเติมออกซิเจนเศรษฐกิจ ห่วงจัดการโควิดไม่ทั่วถึง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

วิรัตน์ วรศสิริน วิพากษ์การตัดสินใจเปิดประเทศของรัฐบาล โดยตั้งคำถามถึงความขัดแย้งในการปิดประเทศเมื่อผู้ติดเชื้อน้อยแต่กลับเปิดเมื่อผู้ติดเชื้อสูง พร้อมวิจารณ์การประกาศนโยบายผ่านสื่อสังคมที่สร้างความคาดหวังเกินจริง และตั้งข้อสังเกตว่าการปิดประเทศเพื่อควบคุมโควิด-19 แลกมากับหายนะทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และความยากจนที่เพิ่มขึ้น จึงเรียกร้องให้เปิดประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและคืนโอกาสการทำมาหากิน พร้อมเน้นย้ำว่าความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่การเปิดประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ ขณะเดียวกันยังหารือเรื่องการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขในโรงเรียน โดยเรียกร้องให้ตรวจสอบการฉีดวัคซีนและจัดเตรียม ATK ให้บุคลากรรอบสถานศึกษาอย่างทั่วถึง

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย นาน ๆ ครั้งครับท่านประธานที่จะชื่นชม ท่านนายกรัฐมนตรีสักครั้งหนึ่ง เรื่องเปิดประเทศเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วครับท่านประธาน แต่ที่ผ่านมาท่านปิดทำไม ผู้ติดเชื้อ ๐ ท่านก็ปิด วันนี้ ๘,๐๐๐ คน แล้วทำไมท่านถึงจะเปิดละครับ ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม สื่อออนไลน์ (Online) เฟซบุ๊ก (Facebook) ทวิตเตอร์ (Twitter) ลงข่าวกัน ๒ ทุ่มครึ่งนายกรัฐมนตรีมีเรื่องด่วน เรื่องสำคัญ จะแถลง ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ทันทีมีข่าวว่าเรื่องด่วน เรื่องสำคัญ ท่านประธาน เรื่องสังคม สังคมออนไลน์ (Online) ไม่ออนไลน์ (Online) ต่างคึกคักครึกโครม ไปกันใหญ่ เตรียมเฉลิมฉลองกันใหญ่ พลเอก ประยุทธ์ จะยุบสภาหรือจะลาออก ท่านประธานครับ พ.ศ. นี้แค่มีความหวังเล็ก ๆ ประชาชนก็มีความสุขแล้วล่ะครับ สุดท้ายถึงเวลา ๕ ทุ่ม ท่านประกาศรับนักท่องเที่ยวโดยไม่ต้องกักตัววันที่ ๑ พฤศจิกายนจะเปิดประเทศ ทำไม ต้องเปิดประเทศครับ เพราะว่าท่านสัญญาไว้กับประชาชน ขอคลิปที่ ๑ ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)

ท่านประธานฟังชัด ๆ วันนี้ ผ่านไปแล้วเดือนกว่าฉีดวัคซีนได้ไม่ถึง ๔๕ ล้านเข็ม สัญญาไว้ ๕๐ ล้านเข็มนะครับ อดีตท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ท่านพูดไว้ว่าก่อนพูดเป็นนายคำพูด หลังพูดคำพูดเป็นนายนะครับ ยิ่งถ้าหากเป็นชายชาติทหารแล้ว เขายิ่งถือกันใหญ่นะครับ เสียชีพอย่าเสียสัตย์ เสียเข็มขัดอย่าเสียกางเกง ท่านประธานเสียกางเกงภายหลัง นี่มันล่อนจ้อนน่าอายมาก ไม่ควรนะครับท่านประธาน ที่ต้องเปิดประเทศก็เพราะว่า ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศร่ำรวย มีคนลงทะเบียนบัตรคนจน ๑๔.๕ ล้านคน นี่ก็ฝีมือ ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ และมีความเหลื่อมล้ำสูงสุด ประเทศไทยเป็นต้น ๆ ของโลก ขอภาพที่ ๒ ครับ สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุความเหลื่อมล้ำ ในสังคมไทยรุนแรง คนรวย ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ของประชากร ๖๕ ล้านคน เลยไปรูปที่ ๓ ไม่เป็นอะไร เผยโควิด (COVID) พ่นพิษ คนไทยครึ่งโลกรายได้ลดเพราะโควิด (COVID) ไทยร่วงหนักสุด ๗๖ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานคนไทยนี่จนจริง ๆ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ ของประชากร ๖๕ ล้านคน คือ ๖๕,๐๐๐ คน มีเงินฝากทั้งระบบ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ของทั้งระบบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มีสินทรัพย์ ๗๙ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ เรียกว่าจนเกือบ ทั้งประเทศนะครับท่านประธาน การท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของเศรษฐกิจประเทศไทย มีสัดส่วนสูงถึง ๑๖ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เราเคยมีนักท่องเที่ยวถึง ๓๙.๘ ล้านคน ในปี ๒๕๖๒ ที่ผ่านมาเรามีผู้ติดเชื้อสูงถึง ๒๔,๐๐๐ คน ท่านประธานถ้าใครอยากจะเข้า ก็ให้เขาเข้ามา จะไปกีดไปกันเขาทำไม ผมไม่เข้าใจ เขาฉีดไฟเซอร์ (Pfizer) มาแล้ว ๒ เข็ม ยังตั้งแง่จะเข้ามาต้องควอรันทีน (Quarantine) ๑๔ วันท่านประธาน แล้วใครจะมา เปรียบเปรยนะท่านประธาน เหมือนขี้เหร่ อยากจะได้เมียสวย เจ้าสาวมาถึงหน้าบ้านแล้วยังตั้งแง่ตั้งงอน เพราะฉะนั้นท่านประธาน การเปิดประเทศถูกต้องแล้วครับท่านรัฐมนตรี เพราะนั่นหมายถึงการเปิดระบบเศรษฐกิจ คืนสิทธิการทำมาหากินให้ประชาชน เปิดประเทศ ๑๐ วันนี่ท่านประธาน มีนักท่องเที่ยวมา ๒๐,๐๐๐ คน ไม่ได้อะไรมากมายหรอกครับ แต่ว่าประชาชนได้ทำมาค้าขาย จับจ่ายใช้สอย นี่สิเหมือนเติมออกซิเจนให้ชีวิต มันฟื้นขึ้นมาได้หน่อย ที่ผ่านมาสิ่งที่รัฐบาลทำคืออะไร รัฐบาล เอาเศรษฐกิจของคนทั้งประเทศไปสู้กับสิ่งที่ไม่มีวันชนะ ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธาน ปี ๒๕๔๐ ธนาคารแห่งประเทศไทยเอาเงินสำรองของประเทศ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญ ไปต่อสู้กับค่าเงินบาทที่มีมูลค่าสูงเกินความเป็นจริง สุดท้ายหมด ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญหมด ต้องกู้ไอเอ็มเอฟ (IMF) มาวันนี้ก็เช่นกัน รัฐบาลกำลังพยายามจะเอาชนะโควิด (COVID) โดยใช้ต้นทุนของประชาชนไปสู้ ใช้เศรษฐกิจของประเทศทั้งประเทศทุ่ม ทุ่มจนหมดหน้าตัก ก็ไม่มีทางชนะใช่หรือไม่ครับท่านประธาน ไม่มีทางชนะ รัฐบาลยัดเยียดความยากจน ให้คนไทยทั้งประเทศ ผู้คนไม่มีเงินเป็นหนี้เป็นสิน ล้นพ้นตัวกันหมด รัฐบาลไม่สนใจ ท่านว่าโควิด (COVID) มันน่ากลัวว่าอย่างนั้นนะครับ แต่พอตัวรัฐบาลเองงบประมาณ เริ่มมีปัญหาถังแตกท่านประธาน จากการจัดเก็บภาษีไม่เป็นไปตามเป้า หนี้สินล้นพ้นตัว เหมือนประชาชนเหมือนกัน ท่านก็คิดว่าจะเปิดประเทศหารายได้เติมเงินเข้าถัง วันนี้โควิด (COVID) ไม่น่ากลัวแล้วใช่หรือไม่ครับท่านรัฐมนตรี ที่ผ่านมาทำไมต้องปิดประเทศ เมื่อปีที่แล้วโควิด (COVID) เริ่มระบาด รัฐบาลมีนโยบายควบคุมเชื้อให้เป็นศูนย์ จึงไม่ต้องการให้มีการนำเชื้อเข้าประเทศ ก็พอฟังได้เป็นเหตุเป็นผลบ้างนะครับ ฟังได้ แต่ตัวเลขศูนย์นี่ไม่ได้มาฟรี ๆ ต้องแลกด้วยหายนะทางเศรษฐกิจ แลกด้วยหนี้สิน ประชาชน ปีหน้าจะมีคนเข้าสู่กระบวนการล้มละลายนับล้านราย ตอนนี้มีหนี้เสีย ๓-๔ ล้านราย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับหลาย ๆ ประเทศ มีผู้ติดเชื้อมากบ้างน้อยบ้าง เขาก็เปิดให้ประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าเข้าประเทศ เหมือนที่ท่านกำลังทำอยู่นี้ เศรษฐกิจ ก็ไม่เสียหายมากจนเกินไป ผู้คนก็ทำมาค้าขายกันได้บ้าง คนฆ่าตัวตายก็น้อยไม่เหมือน ประเทศไทย มาวันนี้เรามีผู้ติดเชื้อมากเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน (ASEAN) ความเสี่ยงไม่ได้ อยู่ที่การเปิดประเทศหรอกครับ แต่อยู่ที่การผ่อนคลายระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจ ทำมาค้าขาย กลับมาทำมาหากินกันได้ ผู้คนเดินทางพบปะกันได้ แรงงานต่างด้าวกลับมาทำงานกันได้ เหล่านี้ต่างหากที่จะเป็นเหตุแห่งความเสี่ยงที่รัฐบาลต้องระมัดระวัง และอย่างน้อย คนที่ฉีดวัคซีน ๒ เข็มนี้ อย่างน้อยเข็มที่ ๒ นี้ต้องเป็นแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca)

ท่านประธานขอนิดเดียว ฝากเรื่องโรงเรียนไปนิดหนึ่ง การระดมฉีดวัคซีน ให้นักเรียนครบ ๒ เข็มนี่อย่างเดียวยังไม่พอ ฝากคณะรัฐมนตรีไว้นะครับ ร้านค้าในโรงเรียน นอกโรงเรียนฉีดครบหรือยัง รถเข็นหน้าโรงเรียนฉีดหรือยัง ได้เตรียมระบบสาธารณสุข ไว้ครบหรือยัง เอทีเค (ATK) พร้อมหรือไม่ ควรตรวจเมื่อไร ตรวจเท่าไร เตรียมให้พร้อมด้วย จึงฝากท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่นั่งที่นี่ด้วย กราบขอบพระคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ