พิพัฒน์ รัชกิจประการ ชี้แจงมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 โดยเสนอแนวทางเยียวยาผู้ประกอบการและแรงงาน พร้อมผลักดันโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนามาตรฐาน SHA และ SHA Plus เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมีคุณภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
กราบเรียนท่านประธานที่สภาเคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รับมอบหมายจากท่าน นายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้ชี้แจงและตอบกระทู้เรื่องของการแก้ปัญหาผู้ประกอบการธุรกิจ ท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ครับ ซึ่งจากกรณีที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ตั้งกระทู้ถามมา ทางรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ทำการแก้ปัญหามาโดยตลอดตั้งแต่ต้น
โดยประการแรกที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเราได้ทำและทำในสิทธิ ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเรามีหน้าตักที่เหลืออยู่ นั่นก็คือการคืนเงินหลักประกันของ ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวหรือบริษัทนำเที่ยว ถ้าเรียกเป็นภาษาชาวบ้าน เราคืน หลักประกันตรงนั้นไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการคืนหลักประกันตรงนั้นไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นจำนวน ๖,๖๓๔ ราย เป็นเงิน ๔๙๗,๑๔๗,๐๐๐ บาทถ้วน แล้วขณะนี้เราก็ได้มีการทำการ ยกเว้นการต่อใบอนุญาตของผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวออกไป ๒ ปี และยกเว้น ค่าธรรมเนียมของมัคคุเทศก์ออกไป ๕ ปี สิ่งเหล่านี้เรากระทำอยู่ และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ในขณะที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ครั้งแรก กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาได้นำเสนอรัฐบาล เพื่อขอการเยียวยาให้กับมัคคุเทศก์ทุกคนเป็นระยะเวลา ๓ เดือน คนละ ๕,๐๐๐ บาท ซึ่งก็เรียบร้อยไปแล้วในส่วนนั้น และมีประเด็นสำคัญต่อมาก็คือ มีการ ประสานเรื่องเกี่ยวกับซอฟต์โลน (Soft loan) กับกระทรวงการคลัง ซึ่งในสิ่งเหล่านี้การทำ เรื่องซอฟต์โลน (Soft loan) ตรงนี้ ทางกระทรวงการคลังก็ได้กรุณามอบหมายให้ธนาคาร ออมสินตั้งวงเงินให้กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นผู้ประสานกับผู้ประกอบธุรกิจ ใน ๑๓ หมวดเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ซึ่งตรงนั้นทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผมได้มอบหมายให้ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีเป็นผู้ประสานทั้งหมดนะครับ เราทำการได้ ๖๙๖ ราย เป็นวงเงิน ๓,๙๘๑ ล้านบาท อีกโครงการหนึ่งก็คือท่องเที่ยวจับคู่ กู้เศรษฐกิจ ซึ่งตรงนี้เป็นโครงการที่มีการติดพันมาถึงระยะที่ ๒ และระยะที่ ๓ นะครับ ซึ่งการจับคู่ตรงนี้ระหว่างเอกชนต่อเอกชนเป็นจำนวน ๗๐ คู่ และระหว่างธนาคารออมสิน กับเอกชนอีก ๓๓ คู่ ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ในระหว่างการดำเนินการ และสิ่งที่สำคัญตอนนี้คือ ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีการประสานไปที่กระทรวงแรงงานในการแพร่ระบาด ในครั้งแรกก็คือ ขอใช้มาตรา ๓๓ เป็นการเยียวยาของพนักงานที่อยู่ในภาคธุรกิจการ ท่องเที่ยวที่มีประกันสังคม ซึ่งได้รับการชดเชย ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ก็เป็นการกระทำ หรือเป็นการดำเนินงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หลังจากนี้เรายังมีการจัดอบรม เพื่อพัฒนายกระดับคุณภาพและพัฒนามาตรฐานการให้บริการในขณะที่มีการแพร่ระบาด ของโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งไม่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้ามา และไม่มีการเดินทาง ท่องเที่ยวภายในประเทศไทย ตรงนี้เราก็ได้มีการของบประมาณเงินกู้จากรัฐบาลมา เพื่อทำการจัดอบรมสัมมนา และอีกส่วนหนึ่งก็ใช้เงินของทางกระทรวงที่ได้รับงบประมาณ มาแล้วขอเปลี่ยนโครงการมาเป็นการจัดอบรมสัมมนาในตรงนั้น และที่สำคัญอีกโครงการก็คือ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน โครงการทัวร์เที่ยวไทย ตรงนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ขอ งบประมาณเงินกู้ในครั้งแรกคือ ๑ ล้านล้านบาท ได้มาเป็นเงิน ๒๒,๔๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ เราให้สิทธิเป็นการเยียวยาหรือฟื้นฟูสภาพจิตใจของ อสม. ในขณะที่มีการแพร่ระบาด ครั้งแรกประมาณ ๑ ล้านคน เราใช้เงินไปประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนโครงการเราเที่ยว ด้วยกัน โครงการที่ ๑ เราเปิดไว้ ๕ ล้านรูมไนต์ (Room night) ซึ่งมูลค่าสูงสุดที่รัฐบาล ต้องรับผิดชอบไม่เกินคืนละ ๓,๐๐๐ บาท ตรงนี้เราทำได้โครงการแรกไป ๕ ล้านรูมไนต์ (Room night) พอมาถึงโครงการหลังจากที่เราใช้เงินไปแล้วในโครงการที่ ๑ ของ เราเที่ยวด้วยกัน มีเงินเหลืออยู่ก็มาจัดในโครงการที่ ๒ เอาเงินส่วนที่เหลือจากการขอเงิน ครั้งแรกมาทำการจัดเราเที่ยวด้วยกันอีก ๑ ล้านรูมไนต์ (Room night) เมื่อครบ ๑ ล้านรูมไนต์ (Room night) ก็ยังมีเงินเหลือต่อจากนั้น ซึ่งขณะนี้เราก็เอาเงินส่วนที่เหลือ ตรงนี้มาแยกเป็น ๒ โครงการ ก็คือโครงการเราเที่ยวด้วยกันและทัวร์เที่ยวไทย โครงการ เราเที่ยวด้วยกันเฟส ๓ (Phase 3) ๒ ล้านรูมไนต์ (Room night) และทัวร์เที่ยวไทยเราให้ ๑ ล้านสิทธิ มูลค่าสูงสุดที่ภาครัฐต้องรับผิดชอบไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท หรือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้อยู่ในขณะกำลังดำเนินการนะครับ แต่ประเด็นที่สำคัญต่อจากนั้นก็คือ ทางการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีการพัฒนาก่อนที่จะมีการเปิดภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Phuket Sandbox) ซึ่งมีการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โดยมีมาตรฐานชา (SHA) และชาพลัส (SHA Plus) ออกมานะครับ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระบบมาตรฐานชา (SHA) มีทั้งหมด ทั้งประเทศ ๒๓,๘๓๓ แห่ง และเป็นชาพลัส (SHA Plus) ๕,๗๖๐ แห่ง ซึ่งการที่มีมาตรฐาน ชา (SHA) และชาพลัส (SHA Plus) ตรงนี้เราจะไปโค (Co) กับทาง ต้องบอกว่าระดับโลก ซึ่งระดับโลกนี้เขาจะใช้คำว่า เซต ทราเวล (Set travels) แต่ของเราใช้ชา (SHA) และชาพลัส (SHA Plus) ซึ่งตรงนี้เราจะประสาน และผนวกเข้าด้วยกัน เมื่อชาวต่างชาติเข้ามาจะเห็น ชาพลัส (SHA Plus) ก็แสดงว่ามาตรฐานของชา (SHA) และชาพลัส (SHA Plus) นี้อยู่ใน ระดับเดียวกับเซต ทราเวล (Set travels) ตรงนี้นะครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นการประชาสัมพันธ์และตอบชาวโลกไปว่า วันนี้มาตรฐานของการต้อนรับ นักท่องเที่ยวของประเทศไทย ถ้าหากว่าเจอมาตรฐานที่มีป้ายชาพลัส (SHA Plus) ตรงนี้สามารถเข้าไป เพราะอยู่ในการควบคุมของกระทรวงสาธารณสุขและการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย และหลังจากนั้นก็มาถึงการดำเนินการที่ท่านนายกรัฐมนตรีมีนโยบายเปิด ภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Phuket sandbox) ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ การที่เราสามารถเปิดภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Phuket sandbox) ก็เป็นการช่วยเหลือ และกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายโดยเฉพาะการท่องเที่ยวภายในประเทศ และเชิญชวน นักท่องเที่ยวจากชาวต่างประเทศเข้ามา โครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Phuket sandbox) นี้ เรามีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ ๔๐,๐๐๐ คนเศษ ซึ่งเรามีรายได้จากตรงนั้นเป็นภาพรวม ประมาณสัก ๓,๒๐๐ ล้านบาท แต่ขณะนี้ทางรัฐบาลโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการเปิดประเทศในอีก ๑๗ จังหวัด โดยไม่ต้องกักตัว ซึ่งการที่ไม่ต้องกักตัวในที่นี้ก็ต้องใช้ อยู่ในมาตรฐานของ ศบค. ของสาธารณสุข คือหมายความว่า ถ้านักท่องเที่ยวเข้ามาจะต้องมี การทำอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ภายใน ๗๒ ชั่วโมง มาถึงเมืองไทยก็ยังต้อง อาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) อีกครั้งหนึ่ง เมื่อผลเป็นเนกาทีฟ (Negative) ก็สามารถท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ นี่ก็คือมาตรการต่าง ๆ ที่ทางรัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้มีการร่วมกัน เพื่อจะบรรเทาเบาบางให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในหมวดของการท่องเที่ยวได้เริ่มค่อย ๆ ทยอยฟื้นตัวขึ้นมา หลังจากที่เรามีการปิดรับนักท่องเที่ยวมาเกือบ ๒ ปีเต็มนะครับ ก็ขอตอบ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ