พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือบทบาทของ สตง. ในฐานะองค์กรอิสระที่สำคัญต่อความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินและการคลัง โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อเยียวยาโควิด-19 ทั้งเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทและซอฟต์โลนจากแบงก์ชาติ ซึ่งมีข้อกังวลเรื่องความโปร่งใส ความขัดแย้งของผลประโยชน์ และการกู้เกินเพดานกฎหมาย พร้อมตั้งข้อสังเกตการบริหารงบประมาณของ สตง. เองที่ควรเป็นตัวอย่างที่ดี โดยไม่ควรฝากเงินกินดอกเพียงอย่างเดียวโดยไม่ดำเนินโครงการตามแผนงานที่กำหนดไว้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ สตง. ถือเป็นหน่วยงานอิสระ ถือเป็นองค์กรตรวจสอบที่ได้รับการรองรับ ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็ในหลักการบริหารก็ถือเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญ เพราะว่าจะเป็น หลักประกันให้ระบบการคลัง ระบบการบริหารราชการแผ่นดินมีความชัดเจน มีความโปร่งใส ตามที่ท่านได้ระบุในเอกสารที่ท่านส่งมาให้พวกเราดู ประกาศที่ท่านได้ประกาศไป เพราะท่านจะต้องการตรวจเงินให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล มาตรฐานจริยธรรม และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ก็เป็นไปตามกฎหมาย อันนี้ผมเห็นด้วยครับ แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้ทำหน้าที่นี้เป็นอย่างดี และงานที่ท่านทำที่ระบุต่อไปในหน้า ๒ ๖ ข้อ เหล่านี้ผมยัง เป็นห่วงว่าท่านอาจจะเขียนแบบไม่ค่อยให้ความสำคัญกับงาน ก็คือว่าเขียนเหมือนกับที่ทุกปี เคยเขียน แต่ผมอยากจะให้ท่านเน้น ๒ เรื่องด้วยกันในปี ๒๕๖๕ นี้
เรื่องที่ ๑ ก็คือหัวข้อ ๑.๑.๒ เรื่องของการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อเยียวยาเกี่ยวกับ โควิด (COVID) ซึ่งจะมีเงินอยู่ ๓ ก้อนหลัก ๆ ด้วยกัน ก้อนที่ ๑ ก็คือเงินที่อยู่ในงบประมาณ แผ่นดินประจำปี ๒๕๖๔ ซึ่งมีเงินอยู่ในงบกลางที่ได้มีการเอาไปใช้จ่ายเพื่อการแก้หรือเยียวยา เรื่องโควิด (COVID) นั่นก้อนที่ ๑ ก้อนที่ ๒ ก็คือเงินที่อยู่ในพระราชกำหนด ซึ่งท่านเขียนอยู่ในที่นี้เงินจำนวน ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเงินกู้ เงินกู้นี้เป็นสิ่งที่พวกเราในสภาแห่งนี้เมื่อตอนที่เอาเข้ามาพิจารณาเมื่อปีที่แล้ว ก็มีความเป็นห่วงครับว่าไม่ได้แสดงรายละเอียด ไม่เหมือนกับการเสนองบประมาณแผ่นดิน ประจำปี ซึ่งจะต้องมีการแสดงรายละเอียดแล้วก็มีวิธีการตรวจสอบก่อนที่จะเอาไปใช้จ่าย แต่ในกรณีของเงินกู้ กระดาษไม่กี่แผ่นไม่มีรายละเอียดเลย แล้วก็มีรายงานกลับเข้ามา ซึ่งประเดี๋ยวจะอยู่ในวาระที่จะถึงนี้วาระ ๒.๖ ผมจะไม่กล่าวรายละเอียดเรื่องนี้ แต่จะฝาก ท่านว่าในการตรวจสอบปีนี้ท่านควรจะต้องเน้นหนักในเรื่องนี้ว่าเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ได้มีการใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ตามหลักธรรมาภิบาลแล้วก็ถูกต้องหรือไม่ เพราะว่าไม่มีการ แสดงรายละเอียดมาก่อน ให้สภาได้ตรวจสอบนี่ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ขณะเดียวกันก็มีประเด็น ของงบประมาณปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ เรื่องของงบเกี่ยวกับพัฒนาจังหวัดซึ่งอยู่ใน งบประมาณแผ่นดิน อันนี้กระผมเองก็เคยอภิปรายในสภาตอนที่ดูเรื่องของงบจังหวัด ว่าการบริหารจัดการเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ เพราะว่าผู้ว่าท่านมีความตั้งใจ ที่จะทำงานช่วยเหลือประชาชนจริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดบางจังหวัดที่ผมดู ลักษณะของการจัดสรรงบประมาณไม่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ก็ฝาก ท่านด้วย ทีนี้เมื่อสักครู่นี้ผมพูดถึงเรื่องงบโควิด (COVID) ว่ามี ๓ ก้อน ก้อนหนึ่งอยู่ใน งบประมาณ ก้อนที่ ๒ อยู่ใน พ.ร.บ. เงินกู้ จะมีก้อนหนึ่งก็คือที่อยู่ในพระราชกำหนดที่ให้ แบงก์ชาติปล่อยกู้ซอฟต์โลน (Soft Loan) ให้กับแบงก์พาณิชย์ ประเด็นก็คือว่าเมื่อมี ความเสียหาย แบงก์พาณิชย์สามารถที่จะขอให้กระทรวงการคลังชดเชยได้ ประเด็นของผม ก็คือว่าการตรวจสอบความเสียหายนี้ท่านจะต้องดูแลให้ดีว่าเสียหายจริงหรือไม่ นั่นก็ ประการหนึ่ง แต่อีกประการหนึ่งที่ผมเคยทักไว้ในที่ประชุมแห่งนี้มาแล้วก็คือเรื่องคอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอร์เรสต์ (Conflict of Interest) เรื่องความขัดแย้งของผลประโยชน์ เพราะ ผู้บริหารของกระทรวงการคลังที่ทำหน้าที่ในการอนุมัติการช่วยเหลือแบงก์พาณิชย์ เป็นผู้บริหารธนาคารพาณิชย์เองด้วย เป็นกรรมการธนาคารด้วย อันนี้ที่ผมคิดว่า ท่านคงต้องลงดาบให้ดีว่ามันมีความถูกต้องไหมตามหลักจริยธรรมและคุณธรรม นี่ก็ประการหนึ่ง ในหัวข้อของเรื่องเกี่ยวกับงานที่ท่านทำทั้ง ๖ หัวข้อ มีหัวข้อที่ ๑.๑.๖ เนื่องจากเงินกู้ ท่านบอกว่าท่านจะดูแลการบริหารหนี้สาธารณะและการเงินการคลัง ของประเทศ หน่วยรับตรวจก็คือกระทรวงการคลัง ผมเองได้อภิปรายไปสัปดาห์ที่แล้วครับ ผมตั้งข้อสังเกตว่ากระทรวงการคลังใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กระทรวงการคลัง มีอำนาจตามกฎหมายในการกู้เงินตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ มาตรา ๒๑ โดยกู้เงินได้ไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายบวก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของชำระเงินต้น ซึ่งกระผมคำนวณแล้ว ปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านไปกระทรวงการคลังควรจะมีเพดานหนี้ที่กู้ได้ไม่เกิน ๗๑๒,๐๐๐ ล้าน แต่ปรากฏว่ารายงานที่กระทรวงการคลังทำมามีการกู้ถึง ๗๓๔,๐๐๐ ล้าน พูดง่าย ๆ ก็คือว่ากระทรวงการคลังละเมิด พ.ร.บ. หนี้สาธารณะมาตรา ๒๑ กู้เกินไป ๒๐,๐๐๐ กว่าล้าน ฝากท่านตรวจสอบด้วยครับ และช่วยดูแลการผิดวินัยการคลังว่าอย่าให้ เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
ประการสุดท้ายครับท่านประธาน คือประเด็นเกี่ยวกับ สตง. เองที่ผม อภิปรายไปเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงการคลังได้มีการตรวจสอบงบของ สตง. ซึ่งรายละเอียดผมได้กล่าวไปแล้ว แต่ขออนุญาตเท้าความเล็กน้อยครับ ผมมีความรู้สึกว่า สตง. ควรจะทำแบบอย่างครับ ถึงแม้ท่านจะมีอำนาจตามกฎหมายที่จะเก็บเงินงบประมาณ ที่อุดหนุนมาให้ก็จริง ท่านสามารถที่จะเอาเงินไปฝากแบงก์ได้ตามกฎหมายก็จริง เพราะอยู่ในสิ่งที่กฎหมายยอมให้ แต่ท่านก็ควรจะทำเป็นแบบอย่างครับว่าเงินที่ท่านเบิก มาจากคลังร่วม ๕๐๐ ล้านบาท จะไปสร้างอาคารธรรมาภิบาล จะไปสร้างอาคารสำนักงานใหญ่ และอาคารอื่น ๆ แล้วไม่ได้ สร้าง เพราะมีปัญหาเรื่องที่ดิน แล้วท่านก็ไปฝากแบงก์กินดอกเบี้ย มันไม่ถูกครับ เพราะว่า ท่านไปตรวจหน่วยงานอื่น ถ้าเขาทำอย่างนี้ท่านก็ต้องทักท้วงเขา นั่นก็ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ท่านใช้ไม่หมด แต่ละปี ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ท่านไม่ได้บรรจุข้าราชการตามที่กำหนดไว้ มีเงินเหลืออยู่ถึง ๑๐๐ กว่าล้าน ท่านก็ เอาไปเก็บเข้ากองทุนพัฒนากองนี้ของท่านเอง แล้วก็กินดอกเบี้ยอันนี้ก็ไม่ถูกครับ เพราะเวลานี้กระทรวงการคลังมีปัญหาเรื่องของหนี้สิน ต้องมีการยกเพดานขึ้นมา เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ท่านทำเป็นแบบอย่างแก้ไขปัญหานี้เสีย อย่าปล่อยให้เป็นสิ่งที่ ประชาชนหรือหน่วยราชการต่าง ๆ จะย้อนกลับมาท่าน ว่าท่านเองก็ทำอย่างนี้ ก็ขออนุญาต กราบเรียนครับ ขอบพระคุณมากครับ