สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๑ · ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ถามว่าทำไมกรมที่ดินไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินแปลง 11 แปลงในจังหวัดตรังที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอถามกระทู้ถาม แยกในเรื่องการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือ น.ส. ๓ ก. เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ชาวบ้านบ้านทุ่งไพร หมู่ที่ ๕ ตำบลวังวน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ได้มีการร้องเรียนให้มี การตรวจสอบการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือ น.ส. ๓ ก. จำนวน ๑๑ ฉบับ ว่า ออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่ชาวบ้าน ร่วมกันปลูกป่าอนุรักษ์มาตลอด จนกระทั่งมีนายทุนเข้ามาทำลายพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อปลูก ปาล์มน ้ามัน แล้วก็ขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ โดยอ้างหลักฐานการครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ ก. ปรากฏว่ามีชาวบ้านที่ถูกฟ้องขับไล่แพ้คดีต้องออกจากพื้นที่ดังกล่าว และปัจจุบันชาวบ้าน ที่ถูกไล่ออกไปนั้นมีสถานะความเป็นอยู่ที่ยากลำบากมาก บางคนถึงขั้นเป็นวิกลจริต เมื่อปี ๒๕๕๘ ชาวบ้านร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดตรัง ร้องเรียน กอ.รมน. ตรัง ให้ตรวจสอบพื้นที่ จนกระทั่งเรื่องราวเข้าไปสู่อนุกรรมการ กบร. ของจังหวัดตรังเมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ปี ๒๕๖๐ ปรากฏว่าอนุกรรมการ กบร. ตรัง มีมติว่าเอกสารสิทธิทั้งนั้นหมด น.ส. ๓ ก. ออกโดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย แล้วก็ส่งเรื่องให้กรมที่ดินพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขเอกสารสิทธิตามมาตรา ๖๑ ของประมวลกฎหมายที่ดิน ประเด็นที่ผมถามวันนี้เป็นประเด็นการดำเนินการของกรมที่ดินครับ กรมที่ดินมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ซึ่งตามหนังสือที่ผมมีอยู่ในมือ เป็นหนังสือของสำนักงานที่ดินจังหวัดตรัง สาขากันตัง ลงวันที่ ๑๙ ตุลาคม ปี ๒๕๖๓ ส่งรายงานการสอบสวนของกรรมการสอบสวนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ในหนังสือ ฉบับดังกล่าวนี้ได้อ้างถึงหนังสือที่ส่งถึงอธิบดีกรมที่ดินว่า เรื่องที่ดิน ๑๑ แปลงดังกล่าว กรมที่ดินมีการตั้งกรรมการสอบสวนครั้งแรก เมื่อ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ผลการสอบสวนนี้ ก็ปรากฏว่ามี ๘ ฉบับ ใน ๑๑ ฉบับนี้ออก น.ส. ๓ ก. โดยไม่ชอบ นอกจากนั้นได้มีการตั้ง คณะกรรมการเพิ่มเติม เพราะกรมที่ดินให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมในวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ให้มีการดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมอีก จะเห็นได้เลยครับว่าตั้งแต่ชาวบ้านร้องมาคือ น.ส. ๓ ก. นี้ ออกมาประมาณปี ๒๕๓๓ ชาวบ้านถูกฟ้องขับไล่ออกจากที่ในปี ๒๕๕๑ แล้วก็มีการไปร้อง หน่วยงานต่าง ๆ มีทั้งดีเอสไอ (DSI) มีทั้ง ป.ป.ท. ซึ่งทุกหน่วยงานชี้หมดเลยว่า เป็นการออก เอกสารสิทธิโดยไม่ชอบ แต่สำคัญที่สุดคือเอกสารของกรมที่ดินครับ เมื่อมีการตั้งกรรมการ ๒ ครั้งนี้ ปรากฏว่ามี ๘ แปลงใน ๑๑ แปลง ชี้ครบหมดถูกต้องเลยว่า เป็นการออก น.ส. ๓ ก โดย ไม่ถูกต้อง นี่เป็นรายงานกรรมการสอบสวนของกรมที่ดินเอง เช่น ที่แปลงหนึ่งบอกว่าเอา ส.ค. ๑ ของแปลงอื่นบินมาออก น.ส. ๓ ก. มีการขยายหรือบวมขึ้น ซึ่งผมชี้ให้ท่านประธาน เห็นว่าปัญหานี้มันเยอะกว่าที่คิดเยอะ ส.ค. ๑ ทั้งหมด ๑๑ ฉบับ มีเนื้อที่รวม ๕๑ ไร่ ๑ งาน ๗๔ ตารางวา ไปออก น.ส. ๓ ก. ๑๑ ฉบับ กลายเป็นเนื้อที่ ๖๐๘ ไร่ ๒ งาน ปรากฏว่า ๘ แปลงนี้ นับตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ จนกระทั่งถึงปัจจุบันผ่านมา ๑ ปีเศษ กรมที่ดินไม่ได้ดำเนินการเพิกถอน ชาวบ้านเขาสงสัยว่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ที่ร้องกันมา มีกรรมการชุดแรกเมื่อปี ๒๕๖๐ ให้สอบเพิ่มเติมปี ๒๕๖๒ สอบจบทุกอย่างปี ๒๕๖๓ ทำไมไม่เพิกถอนเสียที เมื่อไม่เพิกถอน ความเสียหายเกิดขึ้นก็คือว่า นายทุนที่ไปปลูกปาล์มสามารถเก็บเกี่ยวผลปาล์ม เวลาปาล์ม ราคาดี ๘ บาท ๙ บาท ๑๐ บาท ๖๐๐ กว่าไร่ครับท่านประธาน เขาก็ได้ผลประโยชน์ มหาศาลมากหลายล้านบาทต่อครั้งที่มีการเก็บปาล์ม ก็เลยสงสัยว่าเรื่องนี้มีคนได้ประโยชน์ หรือไม่ มีเจตนาถ่วงรั้งที่จะไม่ยกเลิกที่ดินแปลงดังกล่าวทั้ง ๑๑ แปลงหรือไม่ ข้อสงสัยก็มี อีกครับว่า ทำไมสอบว่าผิดแค่ ๘ และอีก ๓ แปลงทำไมไม่สอบ เพราะชาวบ้านเขารู้กันว่า ใน ๑๑ แปลงนี้ออกในที่ปัจจุบันทั้งหมด ๕ แปลง แล้วที่บวมขึ้น ส่วนอีก ๖ แปลงบินมาจาก ที่อื่น อันนี้เป็นไปตามรายงานสอบสวนท่านรัฐมนตรีครับ เพราะฉะนั้นข้อสงสัยของผม ประการที่ ๑ ก็คือว่าเกิดอะไรขึ้นกับกรมที่ดิน ทำไมที่ที่มีการสอบชัดเจนโดยทุกหน่วยงาน ป.ป.ท. ดีเอสไอ (DSI) กบร. กรรมการสอบสวนกรมที่ดินเองกลับมีการถ่วงรั้งไม่เพิกถอน เอกสารสิทธิที่ดินทั้ง ๑๑ แปลงนี้ แล้วปล่อยให้นายทุนได้รับประโยชน์ ในขณะที่ชาวบ้าน ซึ่งถูกฟ้องร้องขับไล่ออกจากที่ต้องวิกลจริต สูญเสียที่อยู่ที่นาทั้งหลาย แม้แต่กระทั่งในที่ ตรงนี้ครับ ติดเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขตห้ามล่าไปชี้ด้วยว่าที่เอกสารสิทธิดังกล่าวออกในเขต ห้ามล่า นี่เป็นข้อสงสัยประการที่ ๑ ที่ผมเรียนถามรัฐมนตรีว่า ทำไมไม่เพิกถอนเสียทีครับ