สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

นพดล แก้วสุพัฒน์ พูดถึงปัญหาการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะการบริการสาธารณะที่มีปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติและปัญหาการบริหารงานที่ซ้อนกัน นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาการบริหารงบประมาณของท้องถิ่น โดยเฉพาะการบริหารงบประมาณที่ได้รับจากภาครัฐและต้องการการแก้ไขและบูรณาการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

นายนพดล แก้วสุพัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพและท่านผู้ชี้แจง กระผม นายนพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนนทบุรี ขออภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการพิจารณา ศึกษาปัญหาการบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และหามาตรการแก้ไขปัญหา การบำรุงรักษาที่ดิน และการพัฒนาทรัพย์สินของประชาชนที่ใช้ทั่วไป ตามรายงานนี้จะ ตั้งข้อสังเกตในเรื่องของการบริหารงานที่จัดทำเข้ามา โดยเฉพาะข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร ที่ใช้กับ ๕๐ เขต ในการจัดบริการสาธารณะที่เป็นทั้งภารกิจถ่ายโอน ภารกิจตามอำนาจ หน้าที่ ภารกิจที่เป็นของนโยบายรัฐบาลหรือส่วนของราชการอื่นที่มีกฎหมายเขียนบังคับไว้ให้ ใช้ ฟังดูที่มีปัญหาคือการบริการสาธารณะที่ไปใช้พื้นที่ของส่วนราชการอื่นที่ไม่ใช่ที่สาธารณะ ที่เป็นของกรุงเทพมหานคร อย่างเช่น เป็นของกรมป่าไม้ กรมเจ้าท่า กรมอุทยาน หรืออย่างอื่นนะครับ ซึ่งท้องถิ่นเองมิได้เป็นเจ้าของ หมายความว่ามีภารกิจที่ซ้อนกันอยู่ เวลาจะ จัดทำภารกิจในการที่จะบริการพี่น้องประชาชน เช่น ซ่อมบำรุงถนน หรือสิ่งสาธารณะต่าง ๆ ก็จำเป็นที่จะต้องไปขออนุญาตเจ้าของพื้นที่ที่มีอำนาจหน้าที่ซ้อนกันอยู่ ตรงนี้ก็อยากจะ ถามถึงเรื่องการหาแนวทางตรงนั้นที่ชัดเจน เช่น การแก้ไขปัญหาโดยเขียนเป็นกฎหมายว่า เป็นภารกิจถ่ายโอนแล้วไม่จำเป็นต้องไปขออนุญาตจากส่วนราชการนั้นในการซ่อมบำรุง อีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่แค่กรุงเทพมหานคร คงจะรวมไปถึงส่วนท้องถิ่นทั้งประเทศที่มีพื้นที่ อยู่ในเขตของส่วนราชการอื่นเป็นเจ้าของ เช่น มีถนนอยู่ในเขตกรมป่าไม้ แต่เป็นภารกิจ ถ่ายโอนมา เวลาซ่อมบำรุงหรือติดตั้งเสาไฟฟ้าเพิ่มเติมจะต้องไปขออนุญาตใหม่ ซึ่งจะมีปัญหา ประเด็นปัญหามากมายในการที่จะขออนุญาตและไม่ได้มีการมอบอำนาจมาให้พื้นที่ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือส่วนราชการที่เป็นเจ้าของในจังหวัดนั้นทำแทน นี่ก็คือประเด็นหนึ่ง ที่ผมมองไม่เห็น

ส่วนในเรื่องของการบริการรายหัวของพี่น้องประชาชนที่ได้รับการจัดสรร ภาษีเป็นรายบุคคลมา แต่การถูกแบ่งบริการที่ไม่สามารถทำได้ในบางเรื่อง อย่างเช่น การบริการในเรื่องพื้นที่บ้านจัดสรรซึ่งเป็นนิติบุคคลเราก็จะตีความว่าเป็นที่ของบุคคลเดียว มิใช่ที่สาธารณะจะเอางบประมาณหลวงไปบริการในที่ของบุคคลคนเดียวก็คงจะทำยาก แต่การตอบสนองในเรื่องของภาษีที่ได้มารวมของบุคคลในพื้นที่นั้นแล้ว ไม่ได้รับการบริการสนองตอบนะครับ ก็คงจะเป็นประเด็นที่ว่าจะทำอย่างไรที่จะร่วมกันทำ โดยการแก้กฎหมายให้สามารถทำภารกิจบริการสาธารณะในพื้นที่บ้านจัดสรรนั้นให้ชัดเจน ก็อยากจะถามเป็นประเด็นว่าเขียนตรงนี้ไว้แบบไหน เพราะว่าการใช้ทรัพย์สินในพื้นที่ หมู่บ้านจัดสรร ถ้าเอางบประมาณกลางไปใช้บุคคลภายนอกก็ย่อมที่จะสามารถเข้าไปใช้ได้ เพราะว่าเป็นสาธารณะ มองอีกอันหนึ่งก็คือในเรื่องของการบูรณาการข้อบัญญัติต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเขียนเฉพาะท้องถิ่นของตัวเองไม่ได้เขียนโยงไปถึงร่วมบริการกับท้องถิ่นอื่น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่ร่วมกันทำกรุงเทพมหานครมี ๕๐ เขต การใช้ทรัพย์สินของกรุงเทพมหานคร ที่จัดหาเฉพาะเขตใดเขตหนึ่ง แต่สามารถใช้ร่วมใน ๕๐ เขตได้ แต่ในส่วนของท้องถิ่นอื่น อบต. หนึ่งมีทรัพยากรก็จะใช้ได้เฉพาะท้องถิ่นนั้น หรือใน อบต. นั้น ควรจะมีการบูรณาการ ระหว่าง อบต. กับ อบต. หรือ อบต. บวกเทศบาล หรือบวกกับ อบจ. และไปบวกกับ กทม. และรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริการสาธารณะกับพี่น้องประชาชนจะเกิดความคุ้มค่ามากกว่า ในส่วน ของตัวแทนทั้งเขตเมืองและเขตชนบทจะมีต่างกัน ในเขตเมืองก็จะมีประธานชุมชน ใน กทม. หรือเทศบาลจะมีส่วนใหญ่ ในเขต อบต. นี้ก็จะมีผู้ใหญ่บ้านเป็นประธาน ซึ่งประธานชุมชน ก็ยังไม่ได้รับรองชัดเจนในเรื่องของค่าตอบแทน สิทธิ สวัสดิการต่าง ๆ จะบูรณาการกัน ในส่วนตรงนี้ก็อยากจะฝากไว้ เพราะว่าการบริหารงบประมาณในส่วนของท้องถิ่นในภาพรวม ผมคิดว่ารายได้ หรือการจัดตั้งงบประมาณประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดิน ก็คือประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทั้งประเทศจะทำอย่างไรให้สามารถใช้ร่วมกัน แล้วเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้สูงสุด เพราะว่าเราไปแบ่งเป็นรายจ่ายประจำของ ท้องถิ่นประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วที่เหลือเป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุน แต่ยังติด ในเรื่องของรายการที่เป็นเกี่ยวกับบริการที่เป็นนโยบายของรัฐ เช่น เงินอุดหนุนตามภารกิจ ที่กำหนดให้ ตรงนี้มันก็จะมาถูกนับรวมเป็นรายได้ของท้องถิ่นไปด้วย ก็อยากจะฝากทาง กรรมาธิการลองศึกษาตั้งข้อสังเกตตรงนี้เพิ่มเติมให้ชัดเจน ขอขอบพระคุณครับ