ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ วิพากษ์รายงานของกรรมาธิการเกี่ยวกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่ขาดความลึกซึ้ง ไม่ชัดเจนในแนวทางแก้ไขและหน่วยรับผิดชอบ พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนใหม่เพื่อให้ได้ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมและนำไปปฏิบัติได้จริง
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตท่านประธานในการที่จะได้อภิปรายในการแสดงความคิดเห็นต่อการรายงานผล การพิจารณาศึกษา เรื่องผลกระทบและแนวทางการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล อย่างยั่งยืนของคณะกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะได้เรียนท่านประธาน ไปถึงทางคณะกรรมาธิการ ผมคิดว่าโจทย์ที่ท่านพิจารณาถูกครับ แต่คำตอบที่ออกมา ถ้าผมให้คะแนน คะแนนเต็ม ๑๐ ผมให้คะแนนแค่ ๕ คะแนน ให้แค่ผ่านเท่านั้น ถามว่า ผมมีเหตุผลอย่างไรถึงอภิปรายอย่างนั้น เพราะว่าผมได้พยายามที่จะได้ดูในรายละเอียด ในรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการที่สรุปออกมาที่ปรากฏที่อยู่ในเล่ม มีอยู่ประมาณ ๕๙ หน้า ประเด็นหลัก ๆ พูดถึงสภาพปัญหา วิธีการในการที่จะลงไปในรายละเอียดในการที่ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ท่านพยายามที่จะหยิบยกตัวอย่างมา เป็นบางรายจังหวัด และพูดถึงในเรื่องของหน่วยงานที่มีหน้าที่ในความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้อง ถามว่าทำไมท่านไม่กล้าฟันธงล่ะครับ เสนอแนะเข้าไปในรายงานสิครับว่าถ้าเรื่องผลกระทบ ที่เกิดจากการกัดเซาะชายฝั่งทางทะเล ในพื้นที่ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามันหน่วยงานไหน สมควรเป็นเจ้าภาพหลัก และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือว่าท่านไม่ได้พูดถึง ไม่ได้ศึกษาย้อนหลัง ไปเลยว่างบประมาณที่ใช้ในการดูแลในการแก้ไขปัญหา กับรูปแบบวิธีการที่นำไปสู่การแก้ไข ปัญหา อย่างไหนน่าที่จะเป็นรูปแบบ ๑ ๒ ๓ ๔ เพื่อเสนอแนะรัฐบาล เพราะว่าสภาพของ ภูมิประเทศที่เกิดขึ้นที่บริเวณชายฝั่งมันมีข้อเฉพาะเจาะจงในลักษณะของพื้นที่แต่ละพื้นที่ อยู่แล้ว ผมยกตัวอย่าง ท่านประธานครับ ผมเป็นคนที่เกิดจังหวัดจันทบุรี อยู่อำเภอแหลมสิงห์ ซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ทะเล ในอำเภอแหลมสิงห์มีพื้นที่ที่ติดทะเล ตั้งแต่ตำบลบางกะไชย ไปตำบล ปากน้ำแหลมสิงห์ ไปตำบลหนองชิ่ม มีพื้นที่ที่ติดกับชายฝั่งทะเล ตอนนี้น้ำกัดเซาะอย่างมาก แต่ถามว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการไปศึกษา แล้วโดยเฉพาะในเรื่อง บทสรุปที่บอกว่าเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาในปี ๒๕๖๒ นั้นแก้ไขไปแล้ว ๗๐๒ กิโลเมตร จากพื้นที่ที่มีปัญหาประมาณ ๘๓๐ กิโลเมตร ท่านประธานครับ มันเป็นไปได้อย่างไรครับ เอาง่าย ๆ แค่จังหวัดจันทบุรีที่ผมยกตัวอย่างในถนนเฉลิมบูรพาชลทิต ที่อยู่ติดกับชายทะเล ทั้งหมด ระยะทางไม่น้อยกว่า ๖๐ กิโลเมตร นั่นคือข้อเท็จจริงที่มันเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ทาง คณะกรรมาธิการไปดูไปทำนี่ครับ ผมคิดว่ามันเป็นการกระทำที่ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด โดยเฉพาะในเรื่องของการที่รัฐบาลจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ในเรื่องของการกำกับดูแล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าถ้าเรื่องการที่จะรักษาผืนแผ่นดินไม่ให้ถูกน้ำกัดเซาะมันจะต้องมี รูปแบบและวิธีการอย่างไร รวมทั้งในทุกปีมันจะต้องมีการกำหนดกรอบวงเงินในการทำเป็น แผนที่จะต้องนำจัดสรรงบประมาณลงไปเพื่อแก้ไขปัญหา ระยะทางเท่าไรก็แล้วแต่ถ้าวันนี้ เราเริ่มที่ปีนี้ ๑๐๐ กิโลเมตร ปีหน้าก็เริ่มต่อ ปีต่อไปก็เริ่มต่อ แต่นี่มันไม่มีคำแนะนำจาก คณะกรรมาธิการแม้แต่บรรทัดเดียว เพียงแต่บอกว่าตรงนี้มีอุปสรรค ตรงนั้นต้องแก้อย่างนี้ ตรงนี้ต้องทำอย่างนั้น และรวมทั้งถ้าท่านจะได้ดูในรายละเอียด ย้อนหลังไปสัก ๑๐ ปีว่า รูปแบบวิธีการในการทำการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ท่านยุทธพงศ์พูดไปเมื่อสักครู่บอกว่าความเสียหายที่เกิดจากการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ที่บางขุนเทียนมันมีการพูดคุยกันมาอย่างยาวนาน แต่ไม่มีการนำไปศึกษาและนำไปสู่การ ปฏิบัติอย่างจริงจัง ถามว่าถ้าเราทำพื้นที่ป้องกันที่บางขุนเทียน คนทางจังหวัดสมุทรสาคร คนทางจังหวัดสมุทรปราการ ก็บอกว่าถ้าไม่ทำจังหวัดสมุทรสาคร ทำเฉพาะบางขุนเทียน จังหวัดสมุทรปราการมันก็ได้รับผลกระทบ เพราะว่าคลื่นที่มาซัดเข้าใส่ สมมุติว่ามีการทำ ที-กรอยน์ (T-Groin) หรือว่าทำเขื่อนเอาหินทิ้งนี่ คลื่นที่มันซัดทางนี้กระแสน้ำมันก็จะไหล ไปกระทบ มันก็จะวนไปกระทบอีกฟากฝั่งหนึ่งของบริเวณที่มีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่น อย่างนี้เป็นต้น วิธีการในการศึกษารูปแบบต่าง ๆ เหล่านี้ผมไม่เห็นมีในรายละเอียดพวกนี้เลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขออนุญาตนำเรียนท่านประธานว่าดีที่สุดกรรมาธิการขอกลับไปพิจารณา ใหม่ ถ้าส่งไปให้รัฐบาลเพียงเท่านี้ผมคิดว่ารัฐบาลยิ้มเลยครับ ไม่สามารถเอาไปทำอะไรได้เลย เพราะว่ามันมีแต่อารัมภบทไม่ได้มีลักษณะที่ลงไปลึก ยกตัวอย่าง กรมทรัพยากรนี่ครับ ผมไปดูมาโดยบังเอิญก่อสร้างแนวกั้นคลื่นด้วยไม้ไผ่กิโลเมตรเดียว กิโลเมตรละ ๑๗ ล้านบาท ท่านประธานครับ ทำเขื่อนไม้ไผ่กิโลเมตรละ ๑๗ ล้านบาทท่านลองลงไปดูสิครับว่า มันเหมาะสมไหม สมเหตุสมผลกับงบประมาณไหม กับรูปแบบที่หน่วยงานนำไปใช้วิธีการ ในการแก้ไขปัญหาในแต่ละพื้นที่ มันก็จะได้ดูทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการงบประมาณ ทั้งในเรื่องของวิธีการในการแก้ไขปัญหาและหน่วยงานที่รับผิดชอบในการที่จะต้องแก้ไข ปัญหาอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม ขออนุญาตเสนอให้ท่านกรรมาธิการนำกลับไปพิจารณาใหม่ ขอบคุณครับ