พิธา สนับสนุนปลดล็อกเหล้าท้องถิ่น เสริมเศรษฐกิจ-เกษตร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

พิธา ลิ้มเจรญรัตน์ สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวกับการผลิตสุราในประเทศ โดยชี้ว่าการปลดล็อกกฎหมายจะช่วยกระจายรายได้ ส่งเสริมเศรษฐกิจการเกษตร การท่องเที่ยว และเพิ่มฐานภาษีจากผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นแทนการพึ่งพาการนำเข้าเพียงอย่างเดียว

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ สำหรับการอภิปรายในครั้งนี้น่าจะเป็นการอภิปรายที่สั้นที่สุดในชีวิตผมครับ ผมสนับสนุน อภิปราย พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วยข้อเท็จจริงง่าย ๆ ครับท่านประธาน ประเทศไทยกับประเทศ ญี่ปุ่นมีตลาดมูลค่าของสุราเท่ากันครับ ๒๐๐,๐๐๐ ล้าน ทั้งประเทศไทยมีอยู่ ๑๐ ยี่ห้อ ที่ญี่ปุ่นมีอยู่ ๕๐,๐๐๐ ยี่ห้อครับ ขนาดเค้กเท่ากัน มีประเทศหนึ่งมูมมามกินกันแค่ ๑๐ คน อีกประเทศหนึ่งเขากระจายไม่กระจุกกินกัน ๕๐,๐๐๐ คน ถ้าตัวเลขนี้เพื่อนสมาชิก หรือพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านฟังแล้วไม่ตงิด ๆ ฟังแล้วไม่รู้สึกแปลก แปลกกว่า ที่ท่านจิรัฏฐ์พูดมาเมื่อสักครู่อีก ก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้วครับ แต่ถ้าเกิดจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่ท่านประธานบอกว่าอย่าใช้เวลาถึง ๗ นาที พูดเอาสั้น ๆ แค่ประโยคเดียวก็มีอยู่แค่นั้น ตลาด ๒ ประเทศ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านใหญ่มหาศาลเท่ากัน ประเทศหนึ่งมีอยู่ ๑๐ ยี่ห้อ อีกประเทศหนึ่งมีอยู่ ๕๐,๐๐๐ ยี่ห้อ ประเทศที่เป็น ๕๐,๐๐๐ ยี่ห้อนั้น ส่งออกมากกว่า ๙๓ เปอร์เซ็นต์ ข้อเท็จจริงมันโกหกกันไม่ได้ สถิติมันโกหกกันไม่ได้ เขาทำขึ้นมา เพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของเขา เพื่อที่จะเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรของเขา อันนี้คือตลกร้ายประเทศไทย และที่ตลกร้ายไปกว่านั้นอีกก็คือถ้าวันนี้เราเลิกประชุมสภา เพื่อน ส.ส. แต่ละพรรคไปกินร้านอาหารญี่ปุ่นที่ทองหล่อ กินเหล้าอาวาโมริ (Awamori) จากโอกินาวะ ขวดละ ๒,๕๐๐ บาทต่อลิตร นำเข้าจากประเทศไทยครับ นำเข้า ๑๐ ปีที่ผ่านมา ๒๐๐,๐๐๐ กว่าตัน มูลค่า ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท สรุปก็คือส่งออกได้ นำเข้าได้ แต่ผลิตในประเทศนี้ไม่ได้ครับ อันนี้คือตลกร้ายยิ่งกว่า ผมคิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่ท่านเท่าพิภพ นำเสนอ ถ้าเราปลดล็อกแล้วหาวิธีเล่าเรื่องในเรื่องเหล้า คิดเสียว่าอันนี้คือประวัติศาสตร์ ที่มันดื่มได้ อันนี้คือนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายการเกษตร นโยบายการท่องเที่ยว และนโยบายการคลังที่โดนที่สุดในปีนี้มากกว่านโยบายทุกอย่างของรัฐบาล ถ้าปลดล็อก เรื่องแบบนี้ได้มันคือการเปลี่ยนง่าย ๆ เลยครับ เปลี่ยนโภคภัณฑ์ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ เปลี่ยนจากทำมากได้น้อยให้เป็นทำน้อยได้มาก เปลี่ยนจากเก็บในโกดังที่ราคา มีแต่ลง ไปเก็บในขวดที่ราคามีแต่ขึ้น แล้วหลากหลาย ถ้าเป็นภาคเหนือ เป็นภาคกลาง เป็นภาคอีสานก็จะมีข้าว มีข้าวโพด มีมัน มีข้าวฟ่างที่ภาคอีสาน ถ้าไปที่ภาคกลาง ก็จะมีต้นตาล มีมะพร้าว ถ้าลงไปภาคใต้กับตะวันออกก็จะมีผลไม้มากมายมหาศาล ปลดล็อก แค่ประโยคเดียวเอา ๕ แรงม้ากับแรงงาน ๗ คน ตรงนี้ออกไป ลุกขึ้นทั้งประเทศ ราคาสินค้า เกษตรที่แก้ไขไม่ได้ ลุกขึ้นทั้งประเทศ การเกษตรที่เน่าเสียต้องเอามาถมทิ้งที่หน้าทำเนียบ รัฐบาล ลุกขึ้นทั้งประเทศ นโยบายการท่องเที่ยวก็ไม่ต่างกันกับที่ ส.ส. ในสภาแห่งนี้ เวลาจะไปเที่ยวต้องไปเที่ยวบอร์โดที่ฝรั่งเศสใช่ไหมครับ เราไม่ได้ไปบอร์โดเพราะเรา อยากจะไปบอร์โด เพราะเราอยากจะไปเที่ยวเกี่ยวกับการเกษตรของเขา เกี่ยวกับไวน์ของเขา ไม่ต่างจากที่เราจะต้องไปแอดิเลด ออสเตรเลีย เพื่อที่จะไปทัวร์เพนโฟลด์ (Penfolds) ไม่ต่างกับที่เราต้องไปวากายามะเพื่อที่จะไปดื่มเหล้าบ๊วยของเขา ไม่ต่างกับที่เราไปโอกินาวะ แล้วก็จะไปดูสวนสับปะรดว่าเขาเอาสับปะรดไปทำเป็นบรั่นดีได้อย่างไร คิดง่าย ๆ แค่นี้ครับ ไม่ต้องคิดอะไรมากไปกว่านั้น มันก็กลับกัน ในทางกลับกันว่าถ้าเราเปลี่ยนการท่องเที่ยวของ ประเทศไทย จากเอาจุดหมายปลายทางเป็นที่ตั้งเหนือเรื่องเหล้า แต่เอาเรื่องเหล้า ขึ้นมาตั้งก่อนจุดหมาย คือเอาสตอรี (Story) ขึ้นมาก่อนเดสทิเนชัน (Destination) ไม่ใช่เอา เดสทิเนชัน (Destination) ขึ้นมาก่อนสตอรี (Story) ทั้งหมดทั้งปวงนี้คือเปลี่ยนวิธีคิด มโนทัศน์นโยบายการท่องเที่ยวของประเทศไทยไปเลย ไม่ใช่ว่าผมจะต้องไปเที่ยวที่ลำปาง เพราะอะไรแต่ผมจะต้องไปดื่มเหล้าดาวลอยที่มาจากพี่น้องชาติพันธุ์ที่อยู่ที่ลำปาง เขาทำ กลับกันทันที อย่างที่ท่านวีระกร คำประกอบ พูดในช่วงที่รัฐบาลถังแตก หาฐานภาษี ไม่ได้เหมือนกับว่ารีดเลือดออกจากปูอยู่นี่ จะคิดว่าหาวิธีอย่างไรท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังก็บอกว่าเศรษฐกิจดีแล้วจะได้เก็บภาษีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาษีคริปโต (Crypto) ภาษีอะไรก็แล้วแต่ สะเอียบที่แพร่ ต้องถาม ส.ส. แพร่ คนสะเอียบ ที่สะเอียบนี่ ประชากร ๕,๐๐๐ คนเอง เก็บภาษี ๕๐๐ ล้านบาทต่อปี นี่แค่อำเภออำเภอเดียว แค่เขต ๆ เดียว แค่พื้นที่เล็ก ๆ ประชากรแค่ ๕,๐๐๐ กว่าคน แต่ถ้าปลดล็อกกฎหมายแบบนี้ แล้วลุกพร้อมกันทั้งประเทศ เปลี่ยนจากกระจุกเป็นกระจาย เปลี่ยนจากบนลงล่างเป็นล่างขึ้นบน เปลี่ยนจากข้างนอกเข้ามาข้างในเป็นข้างในเป็นข้างนอก เศรษฐกิจไทยจะไปถึงขนาดไหน การท่องเที่ยวไทยจะไปถึงขนาดไหน รัฐบาลที่ถังแตกหาภาษีใหม่ ๆ ไม่ได้ จะแก้ไขได้ขนาดไหน เพราะฉะนั้นนี่คือเป็นแค่น้ำจิ้มของนโยบายของพรรคก้าวไกล เป็นแค่นโยบายเรือธงที่จะต้อง ทลายทุนผูกขาดของประเทศนี้ออกให้ได้ และนี่คือทางออกเดียว ไม่ใช่ผักชีโรยหน้า ไม่ใช่แค่ มีแอปพลิเคชัน (Application) อยู่แอปพลิเคชัน (Application) หนึ่งมาวางไว้แล้วก็บีบให้จน แล้วก็ขนมาแจก อย่างที่ทำอยู่แล้วก็คิดว่าประเทศไทยจะไปต่อได้ เราต้องทลายทุนผูกขาด เท่านั้น และเราจะเริ่มต้นด้วยการทลายทุนผูกขาดในอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ที่มีมูลค่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่มีคนกินอยู่แค่ ๑๐ คน เปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่มีคนกินกัน ไปถึง ๕๐,๐๐๐ คน อันนี้ต่างหากคือทางออกของประเทศไทยจริง ๆ และจะทำให้ประเทศไทย ผ่านพ้นวิกฤติแล้ววิกฤติเล่าได้อย่างที่ประเทศไทยไม่เคยเป็นมาก่อนครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน