วรรณิภา วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ชี้กระทบความยืดหยุ่น-ลดต่อรองได้

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕

วรรณิภา ไม้สน วิพากษ์ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่กำหนดให้การทำงานที่บ้านเป็นวันทำงานปกติ โดยมองว่าการกำหนดเช่นนี้อาจทำให้กฎหมายแคบลง ขัดกับความยืดหยุ่นในการตกลงสัญญาจ้าง และส่งผลต่อการคิดค่าล่วงเวลาในสถานการณ์เฉพาะ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการคุ้มครองแรงงานกรณีเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุขณะทำงานที่บ้าน และเสนอให้พิจารณาร่างกฎหมายของพรรคก้าวไกลที่รองรับการทำงานรูปแบบใหม่ได้ดีกว่า ทั้งในแง่การลดชั่วโมงทำงาน การปรับตัวเข้ากับยุคเทคโนโลยีและเศรษฐกิจสมัยใหม่

นางสาววรรณิภา ไม้สน แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน วรรณวิภา ไม้สน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วน เครือข่ายแรงงาน ท่านประธานคะ โดยเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ที่นำเสนอมานี้ โดยเจตนาแล้วดิฉันมองว่าเป็นเจตนาที่ดีที่จะให้แรงงานทุกที่ที่มีความติดขัด ไม่ว่าจะเรื่องอื่น ๆ สามารถจะทำงานที่บ้านได้โดยถือเป็นวันทำงานปกติ แต่ก็อย่าลืมว่า ทั้งตัวบริบทกฎหมายของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานก็ได้ระบุไว้แล้วในเรื่องของสัญญาจ้างหรือ สภาพการจ้างเองที่มีนัยและเนื้อหา หมายความว่า เป็นสัญญา ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หรือด้วยวาจาที่ระบุชัดเจน สำหรับกับลูกจ้าง กับนายจ้างที่ระบุไว้ร่วมกัน ก็ถือเป็นสภาพ การจ้างได้ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงมองว่าการที่นำข้อความนี้มาบรรจุไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครอง แรงงานเป็นสิ่งที่ทำให้กฎหมายตัวนี้แคบลงไป เพราะว่าเรามีกฎหมายตัวเดิม แม่บทตัวเดิม ที่มันเอื้อและสามารถให้เราไปพูดกันในสภาพการจ้างได้ว่า สามารถตกลงกันได้ ยืดหยุ่น มากกว่านี้ นั่นก็คือหมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องระบุไว้ว่า คุณต้องทำงานไม่น้อยกว่า ๘ ชั่วโมงต่อ ๑ สัปดาห์ที่ฟิกซ์ (Fix) ไว้ใน พ.ร.บ. ที่ท่านได้ยื่นมา แต่เราสามารถที่จะไปทำ สภาพการจ้างร่วมกันสำหรับนายจ้างและลูกจ้างให้มันยืดหยุ่นกว่านี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำงานที่บ้านเกิน ๘ ชั่วโมง หรือว่าในช่วงที่ภาวะงานกำลังเร่ง หรือใกล้สิ้นเดือน ที่เจ้านายเร่งงานมา แล้วการคิดในเรื่องของค่าล่วงเวลาหรือโอที (OT) ที่เกินมา มีมาตรการ คิดแบบไหน ซึ่งถ้าฟิกซ์ (Fix) ไปใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานตัวนี้ก็ไม่สามารถที่จะระบุได้ว่า เป็นแบบไหน เข้าออกเวลาตอนไหนหรือทำงานเกินเวลาไปเท่าไร

ประการที่ ๒ คือในเรื่องของการคุ้มครองคนที่ทำงานอยู่ที่บ้าน ถ้าเกิดได้รับ อุบัติเหตุจากการทำงาน หรือได้รับการเจ็บป่วยเวลาทำงาน สามารถคุ้มครองตามกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานด้วยหรือเปล่า เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นประเด็นที่สำคัญ และน่ากังวลว่าถ้าเราระบุฟิกซ์ (Fix) ไปแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ตัวกฎหมายตัวเดิมเปิดอยู่แล้วว่า ให้คุณสามารถตกลงร่วมกับทั้งนายจ้างและลูกจ้าง สามารถที่จะตกลงเป็นสภาพการจ้างได้เลย ยิ่งถ้าที่บริษัทไหนมีสหภาพแรงงานอยู่ในบริษัทนั้น ก็สามารถที่จะเจรจาต่อรองให้เป็นคุณต่อ ลูกจ้างเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นการที่ระบุไปชัดเจนและเป็นแบบโดยตรงแบบนี้จะทำให้ขอบเขต อำนาจในการเจรจาต่อรองของลูกจ้างลดน้อยถอยลงไปหรือไม่ ข้อแรกนะคะ

ประเด็นที่ ๒ ในเมื่อกฎหมายมาตรา ๕ ระบุในเรื่องสัญญาจ้างและ สภาพการจ้างที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าสามารถให้ลูกจ้างและนายจ้างทำสัญญาข้อตกลงร่วมกันได้ และโอเพน (Open) เปิดกว้างด้วยว่า สามารถร่วมกันได้ที่ลึกซึ้ง นัยที่สำคัญกว่านี้ว่า คุณสามารถรับงานไปทำที่บ้านเวิร์ก ฟรอม โฮม (Work From Home) ได้แล้ว คุณยังสามารถได้รับการคุ้มครองภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานข้อไหน หรืออะไรอย่างไร ก็สามารถระบุรายละเอียดลงลึกไปได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นฉันจึงมองว่าประการที่ ๒ คือไม่จำเป็นต้องมาตราไปในพระราชบัญญัติ หรือเพิ่มมาตรา ๒๓/๑ เข้าไปอีกจาก พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่มีอยู่เดิม เพราะว่าในตัวเนื้อหา พ.ร.บ. นี้ได้เปิดกว้างให้สามารถ ที่จะทำเป็นสภาพการจ้างได้อีกเช่นเคย แต่ในเรื่องการรับงานไปทำที่บ้านนั้นแน่นอนว่า อาจจะสอดคล้องกับภาวะการทำงานในปัจจุบัน หรือในอนาคตที่เราต้องการลดชั่วโมง การทำงานให้มันลดน้อยถอยลง เนื่องจากมีระบบเอไอ (AI) เข้ามามากขึ้น หรือต้องการ ให้แรงงานมีประสิทธิภาพหรือมียืดหยุ่นในการใช้ชีวิตประจำกับการทำงานได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นและถ้าอยากแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานจริง ๆ โดยที่ไม่ต้องทำให้ รัฐบาลถูกตัดจีเอสพี (GSP) ไปเพราะเรื่องที่ว่ามาตรฐานแรงงานของเราไม่เป็นสากล และยังถูกละเมิดสิทธิในการรวมตัว ละเมิดสิทธิในการที่จะแสดงออกของคนงานอยู่ ดังนั้น มันมีหลายข้อที่รัฐบาลควรที่จะแก้ไขและปรับปรุงได้ดีกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของชั่วโมง การทำงาน ในเรื่องของการยอมรับการเจรจาต่อรองและการรวมตัว รวมถึงในสภาพการจ้างนี้ ที่สามารถตกลงและพูดคุยกันได้เองระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่เปิดอยู่แล้ว และถ้าอยากจะแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานจริง ๆ อีกไม่นานนี้ก็อยากให้สภาพิจารณาใน พ.ร.บ. คุ้มครอง แรงงานฉบับที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อแรงงานที่สุด และก้าวหน้าที่สุด สอดคล้องกับสภาวะ ปัจจุบันมากที่สุด ก็คือฉบับ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานของพรรคก้าวไกล ที่จะมีการนำเสนอ ต่อสภาอันทรงเกียรติไม่นานนี้นะคะ เพราะว่า พ.ร.บ. นี้ได้เคยถูกปัดตกไปครั้งหนึ่งแล้ว โดยนายกรัฐมนตรี แต่จะมีการนำเสนอเข้ามาใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะรวมแล้วเป็นรายมาตรา เป็นรายหัวข้อประมาณ ๙ ฉบับด้วยกัน เพราะว่าติดด้วยทั้งเรื่องการเงินและไม่การเงิน ก็อยากให้สภานี้พิจารณา ถ้าเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อลูกจ้าง เป็นสากล และเป็นปัจจุบันที่จะนำให้แรงงานมีชีวิตที่ดีขึ้นจริง ๆ ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบันที่ข้าวของแพง ค่าแรงต่ำ และให้สอดคล้องกับภาวะในอนาคตที่เราจำเป็นที่ต้อง ลดชั่วโมงในการทำงานลง ก็อยากให้สภาพิจารณาในเรื่องนี้มากกว่าที่จะเป็นประโยชน์ ต่อลูกจ้างมากขึ้น ดังนั้นดิฉันและพรรคก้าวไกลจึงยืนยันว่าในการแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครอง แรงงานในข้อนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องระบุไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพราะมีกฎหมาย ที่เปิดให้นายจ้างและลูกจ้างสามารถที่จะเซ็นสภาพการจ้าง หรือเซ็นสัญญาข้อตกลงร่วมกัน แถมจะเซ็นได้ดีกว่าใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้ด้วยซ้ำ ขอบคุณค่ะท่านประธาน