สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือถึงความล้มเหลวของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการรักษาความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง โดยยกตัวอย่างกรณีการซื้อเสียงและข่มขู่ในจังหวัดตรังที่ยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างโปร่งใสแม้ผ่านมาแล้วกว่าหนึ่งปี พร้อมทบทวนบทบาท กกต. ที่ดูอ่อนแอทั้งที่ได้รับงบประมาณสูง และเรียกร้องให้เพิ่มความโปร่งใสเร่งดำเนินการเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมรอคอยที่จะพูด อภิปรายในส่วนรายงานของกรรมการการเลือกตั้งมาหลายสัปดาห์แล้วครับ ผมเป็นคนหนึ่ง ที่เคยฝากความหวังไว้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตั้งแต่ครั้งที่เรามีการปฏิรูปการเมือง โดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมเป็นคนหนึ่งที่ยกมือให้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นผ่านรัฐสภา และผมก็เป็นคนหนึ่งที่ยกมือให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ การเลือกตั้งผ่านรัฐสภา เราออกแบบกรรมการการเลือกตั้งมา โดยตั้งใจให้มีหน้าที่ ๓ อย่าง อยู่ในองค์กรเดียวกัน ทั้งจัดการการเลือกตั้ง ควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริต เที่ยงธรรม และมีอำนาจเชิงกึ่งตุลาการในการที่วินิจฉัยการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งต่าง ๆ ซึ่งอำนาจนั้นยังคงอยู่กับ กกต. และนับวันจะขยายมากขึ้น ด้วยการมีคณะกรรมการ การเลือกตั้งประจำจังหวัด แต่นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน ผมเรียน ท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาว่า ความรู้สึกที่ตั้งความหวังเอาไว้นั้นมันห่างไกล มากขึ้นทุกวัน ผมมีความรู้สึกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดที่ทำงานในช่วงหลัง ๆ นั้น แตกต่างกับคณะกรรมการการเลือกตั้งในชุดแรก ๆ ในหลากหลายประเด็นด้วยกัน เรื่องใหญ่ที่สุดที่เราตั้งความหวังไว้กับกรรมการการเลือกตั้ง คือการรักษาการเลือกตั้ง ให้สุจริตเที่ยงธรรม ทั้งการเลือกตั้งระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. การเลือกตั้งระดับ ท้องถิ่น ตั้งแต่ อบจ. เทศบาล ไปจนกระทั่งถึง อบต. แต่ผมเรียนท่านประธานเลยครับว่า ในหลายปีที่ผ่านมากรรมการการเลือกตั้ง ไม่สามารถที่จะดูแลการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริต เที่ยงธรรมได้ และมีหลายกรณีที่เป็นกรณีที่เป็นข้อครหาว่า กรรมการการเลือกตั้ง ยังคงมีประสิทธิภาพในการดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ อย่างไร ผมเรียนถามท่านประธานโดยยกตัวอย่าง ๒ กรณีครับ เรามีการเลือกตั้งสมาชิกองค์การ บริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๓ ผ่านมา ๑ ปีเศษแล้วครับ ที่จังหวัดตรังมีกรณีของการจับการซื้อสิทธิขายเสียงได้ ๒ กรณี กรณีแรก เกิดขึ้นที่ตำบลควนปริง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง โดยข่าวนี้ไปลงบอกว่า ตำรวจ จับหัวคะแนนซื้อเสียงได้คาหนังคาเขาหน้าหน่วยเลือกตั้ง พร้อมของกลางและรับสารภาพ เป็นหัวคะแนนซื้อเสียงให้ผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดรายหนึ่ง แล้วก็สังกัด ทีม ๆ หนึ่ง ซึ่งในข่าวที่ลงดังกล่าวนั้นได้มีการเผยแพร่ด้วยว่า กรณีเข้าไปจับดังกล่าวนี้มีคลิป (Clip) ประกอบชัดเจน ตั้งแต่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ กกต. ไปล้อมรถของผู้ต้องหาจับได้ ที่สำคัญคือผู้ต้องหารับสารภาพ ขณะนี้ผ่านไป ๑ ปีเศษแล้วครับ ยังไม่มีการลงโทษ ดำเนินการใด ๆ เลย ในข่าวบอกว่า ผิดมาตรา ๖๕/๑ ของพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง กรณีที่ ๒ เป็นกรณีที่จังหวัดตรังเช่นเดียวกัน จับในวันเดียวกันคือวันเลือกตั้ง ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๓ เป็นการจับอดีตผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งที่หมู่ที่ ๔ บ้านหนองดุก ตำบลท่าสะบ้า อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง เจ้าหน้าที่เข้าไปจับกุม ค้นตามร่างกายในกระเป๋าพบของกลาง เป็นเงินสด ๑,๒๐๐ บาท ที่เหลือจากการแจกชาวบ้านเพื่อซื้อเสียง พร้อมสายรัดเงิน มัดละ ๑๐,๐๐๐ บาท บัญชีรายชื่อ จากการสอบสวนเบื้องต้นบุคคลดังกล่าวให้การ รับสารภาพ ว่าตัวเองเป็นหัวคะแนนให้ผู้สมัครคนดังกล่าวจริงในราคาหัวละ ๓๐๐ บาท มีโพยรายชื่อจำนวน ๔๐ คน และบอกด้วยว่ารับเงินมาทั้งหมด ๒๐,๐๐๐ บาท จ่ายไปแล้ว ๓๐ คน คงเหลือเงินอีกจำนวนเท่าไร ทั้ง ๒ กรณีดังกล่าวนี้ผ่านมา ๑ ปีเศษครับ มีแต่ข่าวล่ำลือออกมาว่า กกต. ตรังให้ใบแดงไปแล้ว ส่งมา กกต. กลาง แต่เงียบครับ กลับกลายเป็นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีการวิ่งเต้น มีเรื่องของผู้มีอิทธิพลเข้าไปเกี่ยวข้อง และมีเรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์ เรื่องนี้ผมไม่ทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่ กกต. มีหน้าที่ต้องสร้างความโปร่งใส ให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม แต่กรณี ๒ กรณี ดังกล่าวนี้ จนกระทั่งถึงบัดนี้ปีเศษแล้วยังเงียบครับ ที่สำคัญที่จังหวัดตรังมีร้ายแรงยิ่งกว่านั้นท่านประธานครับ เป็นกรณีของการเลือกตั้งสมาชิก องค์การบริหารส่วนจังหวัด ในเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๓ เช่นเดียวกัน คือมีกรณีของผู้สมัคร ส.อบจ. คนหนึ่งในเขตอำเภอเมือง ได้ไปร้องเรียนผู้สมัครคู่แข่ง เรื่องของการทำผิดกฎหมาย เลือกตั้งปรากฏว่าเอกสารคำร้องที่ร้องเรียนหลุดออกมา โดยมีคนสนิทของคนที่ถูกร้อง ได้นำเอาสำนวนที่มีคนไปร้องเรียน ซึ่งหลุดมาจาก กกต. ไปพบกับผู้ร้อง และทำการข่มขู่ว่า จะต้องยกเลิกเรื่องที่ร้องเรียน และเรื่องดังกล่าวนี้ที่มีการถ่ายคลิป (Clip) ไว้ด้วยและส่งคลิป (Clip) ดังกล่าวนี้ให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผมก็สงสัยว่าเหตุการณ์ผ่านมา ๑ ปีเศษเเล้ว ถ้าเราจะทำให้การเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม กรณีเช่นนี้ตัดสินได้ไม่ยากครับ ดำเนินการได้ ไม่ยากครับ แต่เกิดอะไรขึ้นในกระบวนการจัดการของ กกต. นี่เป็นประเด็นที่ผมยกตัวอย่าง เท่านั้นครับ
ประเด็นถัดมาก็คือว่า ในช่วงระยะเวลา ๑ ปีเศษที่ผ่านมานี้ เราผ่าน การเลือกตั้งท้องถิ่นตั้งแต่ อบจ. มาถึงเทศบาล มาถึง อบต. เพื่อนสมาชิกจากซีก พรรคพลังประชารัฐเมื่อสักครู่นี้ ประทานโทษที่เอ่ยนามคือ ท่านวีระกร ก็ฝากบอกผมว่า มันเป็นไปได้อย่างไรที่ยิ่งมีการเลือกตั้ง การซื้อสิทธิขายเสียงยิ่งรุนแรงยิ่งหนักข้อขึ้น การป้องปรามโดย กกต. กลับไปดูในเว็บไซต์ (Website) ของ กกต. การป้องปรามที่ออกมา บอกว่า การซื้อสิทธิขายเสียงมันผิดกฎหมายอย่างไร ท่านแทบไม่เคยเอ่ยถึงเลยครับ ในโพสต์ (Post) ๔๐-๕๐ โพสต์ (Post) ที่อยู่ในโซเชียล (Social) หน้าเว็บไซต์ (Website) ของทาง กกต. กลับกลายเป็นเรื่องอื่นทั้งสิ้นเลยที่ไม่ใช่เป็นเรื่องป้องปราม เมื่อเทียบกับ กรรมการการเลือกตั้งในยุคแรก ๆ ตั้งแต่ประทานโทษ ท่านสวัสดิ์ โชติพานิช ยุคก่อนหน้านั้น ออกมาป้องปราม และเน้นเรื่องประเด็นการซื้อสิทธิขายเสียง เป็นประเด็นหนึ่งเรื่องใหญ่ที่สุด ที่กรรมการการเลือกตั้งจุดดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องหลัก เพราะการมี กกต. นั้นมาจาก ความต้องการปฏิรูปการเมืองให้การเลือกตั้งนั้นสุจริต เที่ยงธรรม จากเดิมที่ไม่มีองค์กร มากำกับดูแลการเลือกตั้ง ผมคิดว่าบทบาทของ กกต. เป็นบทบาทที่น่าที่จะต้องมีการตอบ คำถามสังคมและมีการทบทวน อย่าลืมว่า กกต. .ได้งบประมาณจากรัฐปีละอย่างน้อย ๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่การที่ กกต. ไม่ป้องปราม ไม่ดำเนินการ แล้วก็ไม่ทำการเลือกตั้ง ให้สุจริตเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง มันกลายเป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนมีความรู้สึกว่าเหมือนเอื้อ ให้เกิดการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียง และการทุจริตการเลือกตั้งที่รุนแรงมากขึ้น ในทางหนึ่ง มันคือการทำลายประชาธิปไตย ผมไม่อยากเห็นประชาชนที่มีความรู้สึกผิดหวังกับการทำ หน้าที่และลุกขึ้นมาบอกว่าเงิน ๓,๐๐๐ ล้านบาทนี้เขาเสียดาย แล้วก็เสนอให้ยุบ กกต. เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ กกต. ต้องทำทุกอย่างให้โปร่งใส เรื่องที่ผมเรียน ท่านประธานไปนี้เป็นเพียงตัวอย่างบางตัวอย่างเท่านั้น ที่ผ่านมาแล้วถึง ๑ ปีเศษ แต่ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น ยังมีประเด็นเรื่องของความไม่โปร่งใสต่าง ๆ ที่มีการ วิพากษ์วิจารณ์กันอีกมากครับ ไว้ในโอกาสต่อไปที่มีโอกาสเราคงได้พูดคุยกันครับ ขอบพระคุณครับ