จุติ ไกรฤกษ์ ชี้แจงนโยบายดูแลสวัสดิการสังคม ทั้งการเก็บภาษีบาป การประเมินมาตรฐานสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการในสถานที่สาธารณะแบบบูรณาการ และการพัฒนาระบบบริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงสิทธิของคนพิการ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม จุติ ไกรฤกษ์ ฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขอตอบท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ เรื่องภาษีบาป เรื่องภาษีที่ขึ้น ผมก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ไปหาความรู้จาก อาจารย์เศรษฐศาสตร์ทั้งหลายว่าวันนี้ภาษีบาปเก็บมากขึ้นพอสมควร ถ้าจะต้องไปใช้สิ่งที่ ดูแลสวัสดิการวันนี้ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีบริโภค ๗ เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะเพิ่ม เพิ่มได้ขนาดไหน แล้วประชาชนส่วนใหญ่จะยอมหรือไม่ เช่น มีการคำนวณว่าวันนี้สบู่จะราคาประมาณเท่าไร ก็ตาม ถ้าเสียภาษีเพื่อดูแลสวัสดิการสังคมแล้ว ถ้าสบู่จะต้องเพิ่มขึ้นแพงขึ้นก้อนละ ๖ บาท ยาสีฟันแพงขึ้นหลอดละ ๙ บาท ประชาชนรับได้หรือไม่ หรือไปใช้การปฏิรูปการออม ให้มีการออมตั้งแต่วัยทำงานก็จะช่วยลดภาระตรงนี้ได้มากอย่างประเทศในยุโรป ส่วนเรื่อง ของมาตรฐานที่ท่านคำนึงถึงกระทรวงก็ไม่ได้ละเลย วันนี้เราได้ทำมาตรฐานขึ้นมาคือ มาตรฐานของสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ซึ่งเดิมทีมีทางลาด ที่จอดรถ ห้องน้ำ ป้ายสัญลักษณ์ แล้วก็บริการข้อมูล วันนี้ก็ต้องบอกว่าโดยฉาบฉวยผิวเผินมีกันครบ แต่ถามว่า จริง ๆ แล้วมันใช้ได้จริงหรือเปล่า ขณะนี้ก็มีการประเมินครับท่านประธาน เพราะว่าอำนาจ ตามกฎหมายกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไม่มีอำนาจครับ แต่ใช้อำนาจซอฟต์ พาวเวอร์ (Soft Power) ในการประเมินครับ ประเมินว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ สถานที่มีการจัดลำดับว่ายูสเซอร์ เฟรนด์ลี (User friendly) คือเป็นมิตรกับคนพิการ มากน้อยขนาดไหน วันนี้มาตรฐานที่จะทำ ๕ มาตรฐานเราเป็น ๗ มาตรฐาน คือมาตรฐาน อุปกรณ์พร้อมใช้ไหม อย่างเช่นสนามบินมีอุปกรณ์รถเข็น แต่ถามว่ามีรถเข็นแล้วมีผู้บริการ ด้วยหรือเปล่า เพราะบางทีคนพิการเดินทางคนเดียวไม่สามารถเดินทางได้ ถ้าเกิดไม่มีคน บริการอย่างนี้เป็นต้น ประการต่อมาคือที่ท่านพูดถึงสถานที่ที่จะไป หน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน รวมถึงร้านอาหารด้วย แล้วก็สถานที่ท่องเที่ยว สวนสาธารณะ ขนส่งสาธารณะ ศาสนสถาน สถาบันการศึกษา ห้างสรรพสินค้า สถานีบริการน้ำมัน โรงแรม เราใช้วิธีประเมินครับ ประเมินว่าระดับ ๑ ดาวมีอะไรบ้างจนถึงระดับ ๗ ดาว ถ้าเกิดใคร มีครบ ๗ ดาวก็ถือว่าเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับคนพิการอย่างเต็มที่ ก็กราบเรียนว่านี่คือสิ่งที่ เราพยายามทำอยู่ แล้วเราก็พยายามทำทางโซเชียล (Social) ด้วย กับภาคประชาชนว่า ให้ประกวดป้ายให้ช่วยกันแจ้งมา เช่นจัดหาที่จอดรถคนพิการในห้างสรรพสินค้า คนดีไปแย่ง ที่จอดรถ แล้วคนพิการไม่ได้จอดอย่างนี้เป็นต้น ก็ต้องเอามาประเมิน พูดง่าย ๆ คือเอามาขึ้น ให้เห็น เพราะว่าอำนาจทางกฎหมายเราไม่มี เราก็ต้องไปทำตรงนี้ นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่า วันนี้เราเข้าไปดูถึงขนาดว่าวัด แน่นอนวัดสร้างมาแล้ว หลายสิบปี หลายร้อยปีมาตรฐานเหล่านี้ไม่มี แต่ว่าหลายวัดก็ประยุกต์ด้วยการมีที่ลาด แล้วก็มีโต๊ะ แล้วให้คนพิการไปทอดผ้าที่โต๊ะแล้วพระก็เดินมารับไม่ต้องขึ้นบันได วันนี้ทำกันเยอะเพราะว่าผู้สูงอายุมีเยอะมากก็ขึ้นบันไดไม่ไหวเหมือนกัน เพราะฉะนั้นคงต้อง ประยุกต์ในส่วนนี้ แต่ในขณะเดียวกันวันนี้เรากำลังเน้นเรื่องของภาครัฐแล้วก็อาคาร ที่ใช้สาธารณะ เช่น สถานีขนส่งรถ รถไฟ แล้วก็สนามบิน แม้กระทั่งสนามบินที่ว่าดี ๆ คือ กราบเรียนว่ามีความยากตรงที่ว่ากรอบวิธีคิดของคนที่ให้บริการเขาไม่พิการแต่คนพิการ ต้องพิการ เช่น สมมุติท่านประธานไปที่สนามบินนานาชาติไปถึงก็บอกเขามีรถเข็นให้ แต่รถเข็นอยู่ข้างใน คนพิการลงจากแท็กซี่แล้วอย่างไรครับ คลานไป ๓๐ เมตร การคลาน นี่ก็ไม่ใช่ไปเอารถ ถึงบอกว่าต้องมีการประเมินว่ามีรถให้แล้ว มีคนบริการให้หรือไม่ แล้วก็ มีการแจ้งล่วงหน้าหรือไม่ การแจ้งล่วงหน้าเวลาจองตั๋วส่วนใหญ่ก็จะใช้ได้ แต่อาจจะมีปัญหา คือสถานีรถไฟไม่ได้มีทุกแห่ง แล้วสถานีขนส่งก็มีหลัก ๆ ไม่ได้มีทุกป้าย ก็ต้องประสานงาน กับ อบต. ด้วย กับเทศบาลด้วยในการปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งหมดจะออกมาในระบบ การประเมิน และเมื่อระบบการประเมินแล้วนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรแล้วผมว่านั่นละ จะเป็นเครื่องกดดันให้ทุกหน่วยงานที่ยังมีจุดอ่อนอยู่ได้ปรับปรุงปิดจุดอ่อนของตนเอง เพื่อให้เข้มแข็งขึ้น แล้ววันนี้สิ่งที่เราได้ทำก็คือเรื่องของวัน สต็อป เซอร์วิซ (One Stop Service) คือคนพิการเวลาจะไปขึ้นทะเบียนคนพิการต้องไปหาแพทย์ ไม่มีบัตรประชาชน ต้องไปที่อำเภอก่อน ไปให้แพทย์ตรวจกลับมาก่อนแล้วไปกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ไปขอขึ้นทะเบียนอีกอย่างน้อย ๔ เที่ยวกว่าจะได้บัตร วันนี้ก็เลย ทำว่าวัน สต็อป เซอร์วิซ (One Stop Service) บูรณาการกับกระทรวงมหาดไทยคืออำเภอ หรือว่าเทศบาล บูรณาการกับกระทรวงสาธารณสุขซึ่งต้องให้แพทย์มาตรวจถึงที่ แล้วก็บูรณาการ กับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ก็ไปหาอาสาสมัครไปหาคนพิการอยู่แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่า คนมาล้น เพราะคนก็อยากสะดวก วัน สต็อป เซอร์วิซ (One Stop Service) แล้วแพทย์ มีน้อย ผมไปมา ๓-๔ แห่ง ปรากฏว่าแพทย์ตรวจไม่ทัน แพทย์แทบไม่ได้รับประทานข้าวเลย ตั้งแต่เช้าถึงหกโมง บางทีถึง ๒ ทุ่ม แพทย์ก็เสียสละไม่ได้รับประทานข้าว ก็สงสารคนพิการ อยากจะตรวจให้ครบ แต่ตรงนี้ก็เกิดผลดีมาก เพราะกระทรวงมหาดไทยก็ทำบัตรประชาชนให้ รับรองให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รับรองให้กระทรวง สาธารณสุขคุณหมอตรวจสอบให้ ก็ค่อย ๆ ทยอยทำไปอย่างนี้ แต่ว่าหลายแห่งก็ยังไม่มี ความพร้อม เพราะว่าต้องพร้อมทั้ง ๓ อัน คืออำเภอ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็เป็นเรื่องของความร่วมมือเฉพาะพื้นที่ไม่ได้เป็น ทุกพื้นที่ แล้วสมาชิกท่านใดติดต่อมาเราก็พยายามไปดูแลบริการทุกพื้นที่โดยที่ไม่มีสี ไม่มีพรรค ท่าน ส.ส. อยากจะลอง วัน สต็อป เซอร์วิซ (One Stop Service) เราก็พร้อมจะ ทดสอบ แต่ว่าต้องเตรียมการเป็นเดือน ไม่ใช่ปุบปับไป เพราะว่าให้ประชาชนมีความสะดวก ไปก็ต้องมีอาหาร มีน้ำ มีพัดลมให้เขา แล้วสิ่งสำคัญเราคิดแบบคนพิการไปคนหนึ่งญาติจะ ๓-๕ คนไปด้วย ฉะนั้นญาติก็มีเยอะพอสมควร เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่ บริการใหม่ ๆ นอกจากนั้นแล้วเราดูอาชีพครับว่าอาชีพคนพิการหรือคนที่ดูแลแคร์กิฟเวอร์ (Caregiver) สามารถมีอาชีพอื่นได้หรือไม่ วันนี้ก็พยายามเชิงรุกว่าฝึกอาชีพของผู้ดูแล ผู้สูงอายุ ผู้ดูแลคนพิการให้มากขึ้น ฝึกใช้เทคโนโลยีให้เป็น เครื่องมือให้ทันสมัย ฝึกอาชีพ ที่เขาสามารถมีอาชีพที่ประกอบอาชีพได้ อายุเท่าไรก็ตามฐานความรู้ความสามารถจุดแข็ง ต่างกัน อาชีพสามารถมี ๑๐๘ อาชีพเลย ก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ว่านี่คือสิ่งที่เราพยายามทำในเชิงรุกเพื่อดูแลสวัสดิการคนพิการครับ กราบขอบพระคุณครับ