อนุพงษ์ ย้ำไม่ใช้อภิสิทธิ์ เน้นสร้างวินัยจราจรเพื่อความปลอดภัยบนถนน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๗ มกราคม ๒๕๖๕

อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยืนยันความเห็นตรงกับผู้ที่เสนอญัตติ และระบุว่ารัฐบาลเห็นด้วยกับประเด็นดังกล่าว

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ จากกระทู้ ที่ถามนี้ผมก็อยากจะเรียนว่า รัฐบาลหรือกระผมก็เห็นตรงกับผู้ที่ได้เสนอญัตติ

ในเรื่องแรกก่อน ก็ต้องกล่าว ไม่ใช่เพียงแต่ว่าเราที่อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ เท่านั้นที่เสียใจ ผมว่าสังคมไทยทั้งสังคมเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นทุกคน และผมเข้าใจว่า นานาชาติถ้าเขารู้เรื่องเขาก็คงเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่มาก ซึ่งไม่สามารถจะหาอะไรมาทดแทนชดเชย หรือสามารถที่จะมา บรรเทาได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลยเกิดกับครอบครัว กับบุคลากรที่ทรงคุณค่า ของประเทศ เพราะฉะนั้นทุกคนเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน แล้วผมก็เห็นด้วย กับท่านอีกว่าอย่างไรก็ต้องถอดบทเรียนเป็นปฐมก่อน แล้วท่านก็บอกว่าก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลง แล้วท่านก็พูดได้ดีอีกว่าทั้งหมดนี้จะต้องไปสร้างให้เกิดคล้าย ๆ กับ วัฒนธรรมการใช้รถใช้ถนน ให้คนมีวินัย มีจิตสำนึก ปฏิบัติตามกฎหมาย ถูกต้องหมด ที่ท่านพูดมาถูกต้องหมด และผมก็จะเรียนให้ทราบ แต่มีอันหนึ่งผมอยากเรียนว่า เพื่อสร้างให้สังคมนี้ได้มีแนวคิดหรือมีกรอบความคิดหรือทัศนคติไปในแง่บวก ผมก็เรียน ยืนยันได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะต้องไม่มีการใช้อภิสิทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น และผมมาตอบแทน ท่านนายกรัฐมนตรีก็คงจะต้องเรียนอย่างนั้นว่า ไม่มีการใช้ ถ้ามีการทำอะไรก็แล้วแต่ ที่ไม่ชอบมาพากลทั้งสิ้น คนที่มีอำนาจหน้าที่นั้นคงจะไม่ปล่อยวางหรือปล่อยให้เกิดขึ้น อยากให้สังคมทราบว่าจะต้องทำไปตามกฎหมาย แม้ว่าการทำจะไม่ได้บรรเทาสิ่งที่เกิดขึ้น ได้เลย ผมคิดว่าเพียงแต่ทำให้คนที่ทำต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ถามว่ารัฐบาล มีการดำเนินการอย่างไรในเรื่องนี้ ก็อยากเรียนว่ากลไกในเรื่องของการใช้รถใช้ถนน และความปลอดภัยทางถนนนี้มีการดำเนินการมานานแล้ว แล้วก็อยากจะเรียนว่า ในคำถาม ข้อแรกนี้ ให้รัฐสภาแห่งนี้กับประชาชนได้ทราบว่า การที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยบนถนน กับผู้ใช้รถใช้ถนนทั้งสิ้นมันจะมี ๒ ส่วนใหญ่ ๆ ส่วนที่ ๑ ก็คือคนใช้รถใช้ถนน ตัวเขาเอง ต้องมีวัฒนธรรมการใช้รถใช้ถนนที่ดี หมายความว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายจะต้องมีมารยาท ในการใช้รถใช้ถนนด้วย แล้วก็จะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความปลอดภัย อันนี้ผมไม่รู้จะ เรียกว่าอะไร แต่อยู่ฝั่งคนใช้รถใช้ถนน อีกส่วนหนึ่งก็คือการบังคับใช้กฎหมายทั้ง ๒ ส่วนนี้มีการดำเนินการมาโดยตลอด โดยศูนย์ความปลอดภัยทางถนน แล้วได้มีความพยายาม ที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ได้มีการประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด แล้วก็เอามาว่าจะแก้ มาตรการ จะแก้กฎหมายอย่างไร พยายามทำมาตลอดแต่อย่างที่ผมเรียนแล้วว่า การแก้กฎหมายก็จะไปแก้ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งถ้าให้อธิบายง่าย ๆ การบังคับใช้กฎหมายก็คือ แสดงว่ายังมีคนพยายามจะทำผิดอยู่ เช่น ยังพยายามที่จะขับรถเร็ว พยายามที่จะดื่มสุราแล้วก็ขับรถ เป็นต้น ก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นถ้ามีความสำเร็จ ถ้าตรวจจับได้หมดทุกครั้งทุกหนที่เกิดขึ้น ก็สำเร็จเพียงกึ่งเดียว ครึ่งเดียว สิ่งที่น่าจะประสบผลสำเร็จสูงสุดนั้น จะต้องไปทำให้คนใช้รถใช้ถนนทั้งประเทศ ได้มีวัฒนธรรมในการใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมาย มีระเบียบวินัย ทุก ๆ อย่างให้เกิดขึ้น มันจึงจะเหลือเฉพาะอุบัติเหตุที่เป็นอุบัติเหตุจริง ๆ ไม่ใช่เกิดจากประมาทเลินเล่อ หรือความจงใจที่จะทำให้เกิดขึ้น อันนี้ผมเรียนท่านได้กล่าวในสิ่งดีมาแล้วว่า การสูญเสีย คุณหมอกระต่ายจะต้องทำให้สังคมเราดีขึ้น ในเรื่องของความปลอดภัยทางถนน กระผมก็เห็นด้วยทุก ๆ อย่างในเรื่องนี้ แล้วก็อยากจะเรียนว่า ในเรื่องนี้มันมี ความละเอียดอ่อนมากมาย เพราะฉะนั้นสังคมนี้ท่านได้เรียนแล้วดีว่าเราต้องหาโอกาสนี้ เราต้องถอดบทเรียนแล้วเอาไปสอนประชาชน ผมยกตัวอย่าง ถ้าพูดถึงการขับรถเร็ว คนก็นึกถึงว่าขับรถเร็วอย่างเดียวแล้วก็จะไม่มีอุบัติเหตุ กฎหมายก็มีอีก ใกล้ทางร่วม ทางแยกต้องลดความเร็ว ความเร็วที่ชนอาจจะไม่เกิน สมมุติ แต่ว่าถ้าเขาขับไปเข้าไปในพื้นที่ ที่คับขัน เช่น ทางร่วมทางแยก ทางม้าลาย เขาไม่เบาลง ทันทีที่เขาเห็น โอกาสที่เขาเห็น เขาจะเบรกทันแทบไม่มีเลย นี่เป็นเรื่องของวินัยในเรื่องของการใช้รถใช้ถนน ในเรื่องของ กฎหมายก็มีกำหนดไว้ เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าทั้งหมดที่ผ่านมามีความพยายามทำ บังคับใช้กฎหมายทั้งสิ้น ก็ยังมีข้อที่เราอยากทำให้ดีกว่านี้ ผมขอยกตัวอย่างเลยก็แล้วกัน คนที่ขับรถเร็ว ดื่มสุราขับ จริง ๆ ถ้ามีคนบาดเจ็บ โทษติดคุก ถ้ามีคนเสียชีวิตติดคุก เพราะฉะนั้นการทำคดีคณะกรรมการความปลอดภัยทางถนนยังไม่ค่อยเห็นด้วยในเรื่องนี้ว่า ออกไปเป็นการกระทำโดยที่ไม่ติดคุก ต้องทำให้ชัดเลย เพื่อบังคับใช้กฎหมายให้มีผลจริง สังคมส่วนหนึ่งคนก็จะตระหนักว่าไม่อยากทำ ผมยกตัวอย่าง ข้าราชการบางส่วนก็จะต้อง ไม่ประมาท เพราะเขารู้ดีว่าถ้าเขาจะติดคุกชีวิตเขาจบ ครอบครัวเขาจบ มันก็จะลดได้ นี่ผมยกตัวอย่างเพียงอย่างหนึ่งของการพยายามที่จะแก้ เพราะฉะนั้นอยู่ที่ตรงไหน กฎหมาย มันหนักแรงอยู่แล้ว อยู่ที่ทำคดีอย่างไรจะให้ออกมาเป็นว่าเขาติดคุกเป็นตัวอย่าง ทำอย่างไร จะให้คนที่ได้ใบขับขี่มีวินัยอย่างที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ทั้งหมด อันนี้เป็นสิ่งที่เราพยายามแก้ กันอยู่โดยตลอด ผมขอเรียนว่าสังคมของโลกนี้ที่ใดมีความปลอดภัย แม้แต่เรื่องอาชญากรรม มีความปลอดภัยในเรื่องของการใช้รถใช้ถนน ไม่ใช่กฎหมายอย่างเดียว คนในประเทศนั้น เขามีวัฒนธรรมการใช้รถใช้ถนนอย่างยิ่ง ประกอบกับอีกเรื่องหนึ่งประเทศไทย กายภาพ ของถนนบ้านเรามันมีความเสี่ยงที่จะเกิดได้ เรามีทางร่วมทางแยกเยอะ เราอาจจะมี ทางม้าลายไม่พอเพียง มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้สูงมากกลางคืน และบ้านเมืองเรา ก็พยายามทำอยู่ เราพยายามทำไม่ให้ถนนมันตัดกัน เราพยายามทำตามทางข้าม เราพยายามจะทำหลาย ๆ อย่างตามงบประมาณที่มีค่อย ๆ ทำไป แต่ถามว่าพอเพียงไหม ก็ยังไม่พอเพียง ผมก็เรียนว่า สรุปแล้วรัฐบาลมีแนวทางดำเนินการทั้งสิ้น พยายามที่จะแก้ กฎหมายเพิ่มมาตรการต่าง ๆ แต่สิ่งที่อยากจะเรียนสังคมให้ตระหนักก็คือว่า สังคมทั้งสังคม ต้องมีวัฒนธรรมการใช้รถใช้ถนน การจับอย่างเดียวจะช่วยได้ส่วนเดียวเท่านั้น เรามีแยก เท่าไร ผมไม่ต้องยกก็ได้ ในเขตกรุงเทพมหานคร ๕๐ เขต ๘๘ โรงพัก ท่านเอาเจ้าหน้าที่ จราจรมาคอยจับไม่ครบหรอกครับทุกทางม้าลายมันเป็นไปไม่ได้ ท่านใช้เทคโนโลยีช่วยก็มี เงินทยอยทำไป แต่ผมคิดว่าบทเรียนครั้งนี้ถ้าถอดมาสังคมต้องช่วยกัน ก็เรียนขั้นต้นแค่นี้ครับ