สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา หารือปัญหาการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อย ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและอาชีพ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าและการปกปิดข้อมูลจากรัฐ เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบด้วยการเร่งเยียวยา ออกมาตรการรองรับที่ทันท่วงที และพิจารณาตั้งกรรมาธิการสอบสวนเพื่อร่วมหาทางออกร่วมกัน
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครปฐม อำเภอบางเลน ดอนตูม และพุทธมณฑล พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ จังหวัดนครปฐมเป็นแหล่งผลิตสุกร เพื่อการบริโภคมีทั้งฟาร์มหมู มีโรงฆ่าสัตว์ มีตลาด ค้าปลีก ค้าส่ง มีโรงงานแปรรูปเนื้อหมู ก่อนหน้านี้นครปฐมเคยเป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงหมู มากที่สุดในประเทศไทย แต่ต่อมาเมื่อมีการขยายตัวของเมืองและชุมชน รวมทั้งปัญหา การบำบัดของเสีย จึงทำให้เกษตรกรย้ายถิ่นฐานจากการเลี้ยงหมูที่นครปฐมไปเลี้ยงหมู ที่ราชบุรีแทน เพราะเป็นพื้นที่ห่างไกลชุมชนมากกว่า ทำให้ปัจจุบันนครปฐมไม่ใช่จังหวัดที่มี การเลี้ยงหมูมากที่สุดอีกต่อไป แต่นครปฐมก็ยังมีเกษตรกรที่เลี้ยงหมูอยู่เป็นจำนวนมาก และปีที่ผ่านมาก็ได้รับผลกระทบจากโรคเอเอสเอฟ (ASF) จนตอนนี้ขาดทุนย่อยยับไม่มีแรงที่ จะทำอาชีพนี้อีกต่อไปแล้ว ท่านประธานคะ ดิฉันได้ลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรในอำเภอ ดอนตูม จังหวัดนครปฐม เกษตรกรรายนี้ได้รับผลบกระทบจากโรคเอเอสเอฟ (ASF) ตั้งแต่ เดือนเมษายน ๒๕๖๔ มีการเตือนกันในกลุ่มผู้เลี้ยงหมูว่ามีการระบาดของโรคเอเอสเอฟ (ASF) เป็นการทราบข่าวจากเกษตรกรด้วยกันเอง ไม่ได้ทราบข่าวจากรัฐบาลแต่อย่างใด ตอนนั้นได้ทราบว่าฟาร์มใกล้เคียงมีหมูล้มตายเป็นจำนวนมาก จนทำให้เขาต้องเร่งขายหมู ของตนเอง เกือบ ๒,๐๐๐ ตัวออกไปทันที รีบขายก่อนที่หมูจะติดโรค ตัวเล็กตัวใหญ่ ขายออกไปหมด ได้ราคาไม่ดีก็ต้องขายมูลค่าความเสียหายนับสิบล้านบาท เกษตรกรหลายราย ยอมขาดทุนเพราะดีกว่าต้องปล่อยให้หมูติดโรคจนตายยกฟาร์ม แต่เกษตรกรบางรายก็ไม่ทัน ได้ขายจนหมูติดโรคและล้มตาย ต้องนั่งมองสิ่งที่ตนเองสร้างมาพังพินาศลงไปต่อหน้าต่อตา ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานนับปี แต่รัฐบาลก็ไม่เร่งแก้ไขปัญหา ทำให้ประชาชนต้องมาเผชิญ ชะตากรรมเช่นนี้ ท่านประธานคะ จริง ๆ แล้วในวงการผู้เลี้ยงหมูในประเทศไทยทราบกันดีว่า โรคเอเอสเอฟ (ASF) ระบาดตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ทั้งสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สภาเกษตรกรแห่งชาติ ทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทำไมรัฐบาลและกรมปศุสัตว์ถึงไม่ยอมรับ กรมปศุสัตว์ เพิ่งยืนยัน ว่าพบเชื้อเอเอสเอฟ (ASF) ในพื้นที่นครปฐมจากการสุ่มตรวจ ๓๐๙ ตัวอย่าง พบเพียง ๑ ตัวอย่าง เพิ่งบอกว่าพบเชื้อนี้เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๕ ที่ผ่านมาเอง ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วทางปศุสัตว์จังหวัดนครปฐม ได้มีการสั่งทำลายหมูของเกษตรกรไป ๕ ราย เมื่อปีที่แล้ว และปศุสัตว์ก็แจ้งว่าได้จ่ายเงินเยียวยา ๗๕ เปอร์เซ็นต์ไปแล้วด้วย ก็คือเห็นว่า มีโรคเกิดขึ้นจริง มีการทำลายสุกรเกิดขึ้นจริง แต่ทำไมถึงบอกว่าเพิ่งพบเชื้อเมื่ออาทิตย์ ที่ผ่านมาเอง มีการประกาศว่าเป็นเขตโรคระบาดไปแล้วด้วย ซึ่งทุกคนยืนยันตรงกันว่า ควรจะบอกตั้งนานแล้ว เพราะระบาดมาหลายปีแล้ว ที่ผ่านมารัฐบาลหลับอยู่หรืออย่างไร ทำไมไม่รู้ไม่เห็น ทำไมมีการปกปิดเรื่องนี้ อันที่จริง ตอนปี ๒๕๖๒ คณะรัฐมนตรีเองก็มีมติอนุมัติแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์ แอฟริกาในสุกรให้เป็นวาระแห่งชาติ มีการเคาะงบดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุม โรคเร่งด่วน จะบอกไม่มีโรคได้อย่างไร แล้วที่ผ่านมางบประมาณเหล่านั้นนำไปทำอะไรบ้าง ได้ใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนหรือไม่ พี่น้องเกษตรกรทุกจังหวัด จะได้รับเงินเยียวครบเมื่อไร ถ้าเรื่องไม่แดงขึ้นมาดิฉันไม่เห็นว่ารัฐบาลจะกระตือรือร้น อะไรเลย มิหนำซ้ำนายกรัฐมนตรียังพูดว่าหมูตายก็สร้างหมูใหม่ขึ้นมา เพาะพันธุ์กันใหม่ให้ เพียงพอ นายกพูดส่งเดชแบบไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น ปัญหาเรื่องหมูไม่ได้หมูอย่างที่ท่านคิด ตอนนี้เกษตรกรไม่มีแม้แต่เงินที่จะมากอบกู้อาชีพของตนเอง ต้นทุนในการเลี้ยงหมูก็แพง อาหารสัตว์ก็ราคาสูงขึ้น มาตรการของรัฐบาลที่ให้ ธ.ก.ส. ปล่อยกู้สินเชื่อวงเงินรวม ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อหนุนให้เกษตรกรเลี้ยงหมู มาตรการนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถแก้ไข ปัญหาได้ทั้งหมดในตอนนี้ เพราะสถานการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นยังไม่จบ วัคซีนก็ยังไม่มีให้ใช้ ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรก็ทับถม ยิ่งกู้ยิ่งเป็นหนี้ ของเก่ายังไม่หมดของใหม่ก็มาอีก หนี้ท่วมเป็นดินพอกหางหมู แต่จริง ๆ ตอนนี้หลายฟาร์มก็ไม่มีหางหมูให้ดินพอกแล้วนะคะ เหลือแต่โครงกระดูกหมูด้วยซ้ำ การสร้างหมูใหม่อย่างที่ พลเอก ประยุทธ์พูด ไม่ใช่จะทำได้ ทันทีในตอนนี้ฟาร์มมีโรคระบาดก็ต้องพักล้างฟาร์ม ต้องซื้อแม่พันธุ์เข้ามาใหม่ ต้องฉีดวัคซีน ต่าง ๆ ให้ครบชุด ต้องผสมพันธุ์ ต้องรอตั้งท้อง ต้องรอคลอด คลอดออกมาก็ยังขายไม่ได้ ต้องใช้เวลาอีก ๕-๖ เดือน ทั้งหมดนี้กินเวลาเป็นปี ๆ ค่ะ เกษตรกรที่ดิฉันไปคุยด้วยก็ได้แต่ บอกว่าอยากกลับมาเลี้ยงหมูแล้ว แต่ตอนนี้ก็ยังเลี้ยงไม่ได้เพราะโรคยังไม่จบ ก็ทำได้แค่ อดทนรอ ซึ่งนี่ก็อดทนมาเป็นปีแล้ว จะให้ไปทำอาชีพอื่นก็ไม่ได้ เลี้ยงหมูมาทั้งชีวิต เลี้ยงมา ๔๐-๕๐ ปี การที่รัฐบาลไม่ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ามีการระบาดอยู่จริงและมีมานานแล้ว ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้สักที การปกปิดว่ามีการระบาดของโรคเอเอสเอฟ (ASF) ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง การระบาดของโรคทำให้หมูขาดช่วง ส่งผลให้หมูมีราคา แพง พ่อค้าแม่ค้าเขียงหมูก็ไม่ได้กำไรนะคะ ขาดทุนด้วยซ้ำ หมูแพงคนซื้อก็ลดลง ยอดขาย ก็น้อยลง และอีกอย่างเขียงหมูต้องปรับตามราคากลาง ซึ่งราคากลางมาจากบริษัทใหญ่ ทางสมาคมและสหกรณ์ของแต่ละภาค ถึงแม้จะจับหมูจากฟาร์มมาในราคาที่สูง แต่ก็ยังต้อง ขายตามที่ราคากลางกำหนด ทำให้ขาดทุนอยู่ดีนะคะ ไม่ใช่มีแต่ผู้บริโภคเท่านั้นที่รับไม่ไหว พ่อค้าแม่ค้าเขียงหมูก็ไม่ไหวเหมือนกันเดือดร้อนกันค่ะ เดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า มีแต่บริษัทใหญ่ที่ไม่เดือดร้อน เพราะมีการกักตุนสินค้าเพื่อดึงให้ของขาดตลาดจะได้ เพิ่มราคา นั่นก็ทำให้ผลเสียตกอยู่กับประชาชนอีกค่ะ
ท่านประธานคะ ผู้เลี้ยงหมูรายย่อยตอนนี้เสียหายกันไปกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ราย สำหรับหลาย ๆ คน การเลี้ยงหมูคือชีวิตทั้งชีวิตของเขา เขาไม่ได้เล่นเกมเลี้ยงหมู ปลูกผัก เหมือนที่ท่านนายกกำลังเล่นกับประชาชนอยู่ เจ้าของฟาร์มหมูในอำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม ได้รับผลกระทบจากเอเอสเอฟ (ASF) จนเครียด จนเส้นเลือดในสมองแตกและตอนนี้เสียชีวิต ไปแล้ว ดิฉันอยากให้รัฐบาลมีความเห็นอกเห็นใจเกษตรกรมากกว่านี้ อย่าทิ้งให้พวกเขาต้อง เผชิญกับปัญหาโดยไม่เข้ามาช่วยเหลือ ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมาร่วม ๓ ปีแล้ว ทุกคนทราบกันดี กรมปศุสัตว์เองก็รู้ ข้าราชการชั้นผู้น้อยก็รู้ ดิฉันเห็นว่าเรื่องนี้ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง สักทีค่ะ และดิฉันเห็นด้วยกับการตั้งกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบและหาแนวทางแก้ปัญหาใน เรื่องนี้นะคะ แต่ที่สำคัญคือหน้าที่ของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลคือต้องเร่ง แก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ถ้า พลเอก ประยุทธ์ทำอะไร ไม่ได้เลย ดิฉันคิดว่าออกไปดีกว่า ขอบคุณค่ะ