เกียรติ ชี้ราคาน้ำมันดันเงินเฟ้อ 26.3% วอนรัฐทบทวนการจัดการเศรษฐกิจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๒๐ มกราคม ๒๕๖๕

เกียรติ สิทธีอมร หารือปัญหาราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเนื้อสุกร ไก่ และไข่ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องระหว่างราคาที่ประกาศกับราคาในตลาดจริง และเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ากำกับดูแลอย่างเข้มงวดเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งยังชี้แจงว่าปัจจัยหลักของเงินเฟ้อไม่ใช่ราคาหมู แต่เป็นราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงที่มีสัดส่วนสูงถึง 26.3 เปอร์เซ็นต์ พร้อมเสนอให้ทบทวนการบริหารจัดการเศรษฐกิจโดยรวม ปรับโครงสร้างภาษี ลดต้นทุนพลังงาน และดำเนินมาตรการเยียวยาเกษตรกรและผู้ประกอบการรายเล็กอย่างตรงจุด เพื่อลดภาระประชาชนและสร้างความเป็นธรรมในห่วงโซ่อุปทาน

นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วประสานตั้งแต่เมื่อวานแล้วกับวิป (Whip) ทุกฝ่าย แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ต้องขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้เป็นผู้อภิปรายคนแรก ปัญหาวันนี้ครับ จริง ๆ วันนี้ เราพูดมาทั้งบ่ายเลยเกี่ยวกับเรื่องปัญหาสุกร ผมคงจะไม่เน้นในเรื่องสุกรมากนัก แต่ผมกำลัง จะเน้นเรื่องภาระที่ตกไปถึงประชาชน แล้วแนวทางที่เราจะต้องช่วยกันแก้เพื่อลดภาระ เหล่านี้ให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด ปัญหาเรื่องสุกร เรื่องหมู ผมคิดว่าข้อเท็จจริงปรากฏแล้ว ว่าตายไปประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่มีคำอธิบาย ใด ๆ เลยครับที่บอกว่ามันควรจะเพิ่มจาก ๑๒๐ บาทต่อกิโลกรัม เป็น ๒๔๐ บาทต่อกิโลกรัม ตรงนี้คือปัญหาต้องไปเร่งแก้ วันนี้มีข่าวชัดเจน ห้องเย็นแห่งหนึ่ง๒๐๐ ตัน ๒๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม กักตุนครับ ดีครับที่กระทรวงพาณิชย์ไปไล่จับแล้ว ก็คงจะต้องไล่จับอีกหลาย ๆ โรงที่สร้าง ปัญหาแล้วทำให้เกิดราคามันผิดปกติไปอย่างรวดเร็วอย่างนี้ ผมขออนุญาตขึ้นชาร์ต (Chart) นิดหนึ่งจริง ๆ ภาระของประชาชนไม่ใช่เฉพาะสุกร ไม่ใช่เฉพาะหมู ผมขออนุญาตชาร์ต (Chart) ไว้แล้ว ขอชาร์ต (Chart) ที่ ๑ เลยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

จริง ๆ แล้วภาระของประชาชน มีมากกว่านั้นครับ ทุกอย่างสินค้าราคามันขึ้น แต่ผมกำลังจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าสุกร เป็นเพียงจุดหนึ่ง แต่มีสินค้ารายการอื่น ๆ ที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้มีการขยับตัวสูงขึ้นไป และเหตุผลเพราะอะไร แล้วในที่สุดควรจะต้องเร่งแก้ไขอะไรบ้าง นี่เป็นตัวเลขจริง เป็นตัว เลขที่เทียบกับตัวเลขประกาศของกระทรวงและที่สามารถหาซื้อได้ในตลาดที่แท้จริง ท่านประธานครับ ถ้าท่านดูตามชาร์ต (Chart) นี้เห็นไหมครับว่า ข้อมูลที่ปรากฏอยู่ใน รายการสินค้าของกระทรวงพาณิชย์เทียบกับที่สามารถหาซื้อได้ในตลาดต่าง ๆ มีความแตกต่าง กันมาก แต่ภายใน ๑ ปี แม้กระทั่งของกระทรวงพาณิชย์เองเห็นได้ชัด ขยับขึ้นไปอย่างเช่น กรณีหมู ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ในตลาดสดถ้าเทียบกับกระทรวงพาณิชย์ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ ในไฮเปอร์มาร์เกต (Hypermarket) ไปไกล ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ไก่ ถ้าไม่มีหมูเรากินไก่ได้ครับ เป็นโปรตีนเหมือนกัน แต่ไก่นี่เราก็เห็นว่าขยับไปเหมือนกัน ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจ ไม่ค่อยดีนะครับท่านประธาน ต้องตั้งข้อสังเกตเหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เศรษฐกิจ ไม่ค่อยดี ไก่ไม่ได้มีปัญหา แต่ราคาขยับขึ้นไป ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเทียบกับในตลาดสด ๔๒ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเทียบกับในไฮเปอร์มาร์เกต (Hypermarket) ๕๘ เปอร์เซ็นต์เลยครับ น่าตกใจนะครับ แล้วภาระเหล่านี้ตกทอดไปถึงประชาชน แล้วอย่าบอกว่าประชาชนจะไป หาซื้อเฉพาะที่ตลาดสดเท่านั้น ประชาชนที่บริโภคทุกคนเราต้องซื้อของใกล้บ้าน ตามความสะดวก ตามเวลาที่มีจำกัด เพราะฉะนั้นในการกำกับดูแลราคาสินค้าก็ต้องดูทุกตลาด ให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ต่อประชาชน ไข่นี้ผมก็พูดอยู่หลายครั้ง ท่านประธานครับ ไข่เมื่อ ๒-๓ วันก่อนเพิ่งมีเรื่องราคา หน้าฟาร์มใช่ไหมครับ บอกว่า ๒.๘๐ บาท พยายามจะขยับขึ้นไป ๓ บาท กระทรวงพาณิชย์ยับยั้ง ไว้บอกไม่ให้ อยู่ ๒.๘๐ บาท แต่ในขณะเดียวกัน ผมถามจริง ๆ ครับท่านประธานเคยไปซื้อไข่ ไหมครับ ผมไปซื้อไข่ ไม่เคยหาซื้อได้ ๒.๘๐ บาท ผมซื้อได้ ๕ บาทบ้าง ๗ บาทบ้าง ๖ บาทบ้าง ขึ้นอยู่ว่าซื้อที่ไหน สะดวกซื้อนี้แพงสุดครับ เขาขายเป็นแพ็ก (Pack) แพ็ก (Pack) ละ ๔ หรือ แพ็ก (Pack) ละ ๑๐ ๗๐ บาท ง่าย ๆ เลยครับ ฟองละ ๗ บาท มันก็ไม่ตรงกับที่ประกาศว่า หน้าฟาร์มมันเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เราไม่เคยไปที่ฟาร์มไปซื้อไข่ครับ อย่างมากเราไปซื้อเป็น แผงจากร้านไฮเปอร์มาร์เกต (Hypermarket) ก็อาจจะได้ราคาถูกหน่อย แต่อยู่ที่ประมาณ ๕ บาท คำถามมันมีอยู่ว่ามันขยับจาก ๒.๘๐ บาท ไปจนถึง ๕ บาทนี้ มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมมันถึงมีการขยับราคาขึ้นไปขนาดนั้น แล้วมันเป็นธรรมกับผู้บริโภคหรือไม่ อันนี้ก็เพื่อให้ เป็นภาพนิดหนึ่งครับ แต่ค่าไฟครับ บรรทัดสุดท้ายนี้ครับ ผมเอาเฉพาะค่าไฟที่ช่วยเหลือคนที่ มีรายได้น้อยเท่านั้นด้วย ภายในปีเดียวนี้ ปี ๒๕๖๔ กับปี ๒๕๖๕ นี้ขึ้นไป ๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ผมเข้าใจได้ เพราะว่าราคาน้ำมันมันขึ้น ราคาพลังงานมันขึ้น แต่เดี๋ยวผมจะเฉลยเหมือนกัน ว่ามันขึ้นไป มันสมควรแล้วหรือยังที่จะต้องให้มีการขยับราคาสินค้าขึ้นอย่างนั้น

ผมขอไปชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยนะครับ จริง ๆ ตัวนี้เป็นตัวชี้ พวกเราพูดว่า เงินเฟ้อเพราะหมูแพง ไม่จริง เงินมันเฟ้อเพราะหลายอย่างมันแพงขึ้น แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้เงินเฟ้อนี้มันอยู่ที่ไหนครับ ผมอยากจะให้ท่านประธานลองไล่ดู ชาร์ต (Chart) นี้ มันอาจจะดูยากนิดหนึ่ง มีตัวเลขค่อนข้างเยอะ แต่ผมชี้ประเด็นเดียวเลยครับ อาหารที่ราคาแพง ขึ้นไปนี้ มีสัดส่วนที่ทำให้เงินเฟ้อไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เงินเฟ้อไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ตัวที่มีผลกระทบมากที่สุดคือเชื้อเพลิง ๒๖.๓ เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลนี้ต้องขอบคุณคนที่เขาทำ เขาใช้ข้อมูลของทุกกระทรวงมารวมกัน แล้วสรุปเป็นชาร์ต (Chart) นี้ เพื่อให้เข้าใจง่าย เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าจริง ๆ ปัญหาตัวใหญ่ที่สำคัญที่สุดที่สินค้า อุปโภค บริโภคมีราคาแพงขึ้น ไม่ได้มาจากหมู หมูนี่เป็นส่วนหนึ่ง เป็นภาวะชั่วคราว เกิดเหตุ มีผลกระทบ แต่มันมีปัญหา อื่น ๆ ด้วยในการกำกับดูแล

ขอชาร์ต (Chart) ต่อไปเลย ปัญหาที่แท้จริงอยู่ในชาร์ต (Chart) ต่อไปครับ ราคาพลังงานครับ ท่านประธานครับ ราคาพลังงานเพิ่มขึ้น อันนี้ต้องทำความเข้าใจ มันเพิ่มขึ้น นี้ไม่ใช่เพราะว่าอยู่ดี ๆ ไปเพิ่ม แล้วมีเหตุการณ์ผิดปกติ ราคาน้ำมันในตลาดโลกมันเพิ่มขึ้นครับ มกราคมปีที่แล้วมันอยู่ที่ ๕๓ เหรียญต่อบาร์เรล ปีนี้มันขึ้นไป ๘๕ เพราะฉะนั้นแน่นอนครับ มันเพิ่มขึ้น แต่คำถามมันมีอยู่ว่าเราบริหารจัดการเรื่องนี้ เรื่องน้ำมันท่านประธานคงทราบดี เรื่องพลังงานผมพูดอยู่หลายครั้งในหลายกรณี ในหลายวาระ แล้วก็ชี้ให้เห็นว่าเรายังกำกับ ดูแลพลังงานไม่ดี ผมชี้ให้ท่านประธานเห็น ค่าการกลั่นนี้ครับ กำไรโรงกลั่นพูดง่าย ๆ ๕๕ สตางค์ต่อลิตรสมัยก่อน หรือประมาณ ๒.๕ เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นอัตรากำไร ที่ธนาคารพร้อมจะปล่อยเงินกู้ถ้าท่านประธานไปสร้างโรงกลั่น พอแล้วครับ เป็นกำไร ที่เพียงพอ วันนี้ทำไมอยู่ที่ ๑.๒๙ บาทครับ นี่ตัวเลขกระทรวงทั้งนั้นเลย น้ำมันค่าการตลาด ก็เหมือนกัน จริง ๆ อยู่ที่ประมาณ ๕๐ สตางค์ นี่อยู่ได้แล้วครับ ปั๊มอยู่ได้ครับ ท่านประธาน เห็นไหมครับ ปีที่แล้วพอน้ำมันดิบมันถูก ค่าการตลาดสูง พอปีนี้น้ำมันดิบมันแพงขึ้น ค่าการตลาดกลับถูกลง พูดง่าย ๆ มีการบริหารจัดการกำไรในส่วนต่าง ๆ แต่ยังกำไรอยู่ดีครับ เพราะในที่สุดท่านประธานคงทราบว่าเจ้าของที่แท้จริง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของปั๊มทั้งหมด และโรงกลั่นก็คือคน ๆ เดียวกัน ตรงนี้เป็นเรื่องของการกำกับดูแล แล้วผมก็พูดในทุกวาระที่เกี่ยวข้อง ค่าก๊าซธรรมชาติ ค่าก๊าซแอลพีจี (LPG) ก็มีราคาขายที่สูงเกินปกติ เพราะฉะนั้นมันไปกระทบอะไรครับ กระทบ ราคาค่าไฟ มันไปกระทบราคาในการบริหารจัดการ แม้กระทั่งก๊าซหุงต้มที่ประชาชนต้องใช้ ผมยืนยัน วันนี้ราคาสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นปัญหาที่ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภค ราคาสูงขึ้น ต้นตอตัวหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ อยู่ที่การบริหารจัดการพลังงาน ผมถึงบอกอย่างไร ครับ เรื่องภาระต่อประชาชน พวกเราเป็น ส.ส. เราต้องพูดครับ ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรค หนึ่ง หรือฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แต่เราต้องพูดเพราะว่าเป็นภาระของประชาชน เราเป็นผู้แทนของประชาชน อันนี้ครับ แล้วมันโยงกับทุกกระทรวงเลย หลายกระทรวง อย่างยิ่งเลยในการเข้าไปดำเนินการ แม้กระทั่งเมื่อสักครู่นี้บอกว่าทำไมปุ๋ยมันแพง ทำไมอาหารสัตว์มันแพง เมื่อวานนี้ท่านประธานคงได้ยิน ผมก็ได้อภิปรายไปเหมือนกันว่า ตอนในกรณีเรื่องภาษีศุลกากร ภาษีนำเข้า ทำไมเรายังมีการนำเข้าวัตถุดิบที่มาใช้ทำ อาหารสัตว์ ทำปุ๋ยเพื่อเกษตรกรยังมีภาษี อันนี้ไม่ควร เท่ากับเราเพิ่มภาระตั้งแต่ต้นทางเลย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าอันนี้เป็นอีกกระทรวงหนึ่งแล้ว ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงเกษตร และสหกรณ์แล้ว เมื่อสักครู่นี้ผมพูดกระทรวงพลังงาน ตอนนี้มันไปกระทรวงการคลังแล้ว ต้องมีการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อทำให้ต้นทุนมันเป็นต้นทุนที่น้อยที่สุดต่ำที่สุด ที่เป็นภาระ น้อยที่สุดต่อเกษตรกรและผู้บริโภค ภารกิจตรงนี้อยู่ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหา ผมมีข้อเสนอ ๗ ข้อครับ

ข้อแรก ภารกิจของรัฐบาล รีบไปเยียวยาชดเชยรายเล็ก รายกลาง รีบดำเนินการเลยนะครับ แต่ขอให้ทำให้ตรงเป้าได้ไหมครับ ผมไม่ค่อยชอบนโยบายที่ กระจายไปหมดเอาให้ตรงเป้าจริง ๆ เหมือนกับพูดง่าย ๆ ถ้าท่านจะให้ใครกู้ท่านไปเน้นเรื่อง การปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ใช่บอกว่าคุณมีปัญหาอะไรมากู้เอาเงินเท่านี้ไป ไม่ใช่ครับ มันต้อง ตอบโจทย์ของเขา แต่ละคนมีปัญหาไม่เหมือนกัน แต่ต้องเร่งชดเชย

ข้อที่ ๒ ต้องจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เร็วที่สุด ท่านประธานครับ รายเล็ก รายน้อยอยู่ไม่ได้ มาจากสุกรนี่รายเล็กรายน้อยอยู่ไม่ได้ต้องเร่งเข้าไปดูแลเขา สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แต่ไม่ใช่เงื่อนไขที่ธนาคารปล่อย เมื่อไรก็แล้วแต่ธนาคารเป็นคนเดินไปปล่อยไม่ถึง หรอกครับ ต้องเป็นเงื่อนไขพิเศษที่รัฐบาลกำกับดูแล เพราะว่าถ้าปล่อยให้ธนาคารปล่อยเขา ก็จะปล่อยให้คนที่ไม่ป่วย คนป่วยเขาไม่ปล่อยเพราะกลัวหนี้สูญ แล้วเขาต้องไปตั้งสำรอง ตรงนี้ครับช่วยกรุณา แล้วให้ บสย. เป็นผู้ค้ำ บสย. เป็นผู้ค้ำ ค้ำได้ครับ ไม่มีปัญหา แต่ไป ลดภาระเขาหน่อย เบี้ยของการค้ำไม่ใช่ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ควรจะอยู่ที่แค่ไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ ทำได้ครับ เป็นโครงการพิเศษเรื่องเร่งด่วนช่วยเหลือเขาหน่อย

ปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปให้หน่อยเถอะครับ เมื่อวานนี้ผมชี้แล้วมีสินค้าหลายรายการซึ่งเป็นวัตถุดิบ เราใช้เป็นวัตถุดิบในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญ อันนี้ปรับเป็นศูนย์เถอะครับ ประเทศทุกประเทศในโลกนี้ที่เขาแข่งได้ เขาไม่มีการเก็บภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่ไปใช้เป็นต้นทาง ขอช่วยไปแก้ อันนี้กระทรวงการคลัง ต้องแก้ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลทั้งหมดที่ต้องไปช่วยกันแก้ รวมทั้งกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ด้วย

ข้อที่ ๔ กระทรวงพาณิชย์ไล่ตรวจทุกตลาดเลยครับ แล้วกรุณานิดหนึ่งครับ ติดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่ในเว็บไซต์ (Website) ของกระทรวงพาณิชย์ในทุกตลาด เลยครับ นี่คือราคาแนะนำ ให้ผู้บริโภครู้ว่าราคาแนะนำเป็นราคาเท่าไร แล้วใครไปขายเกิน ราคาเหล่านั้นต้องอธิบายให้ลูกค้าฟัง ทำได้ไหมครับ ทำได้ครับ ไม่ผิดกฎหมายครับ มีอำนาจไหม มีอำนาจ จับกุมผู้ฉวยโอกาสทั้งหมดขึ้นบัญชีดำไปเลยครับ แล้วในกรณีที่สินค้าบางรายการ มันขาดก็เปิดโควตานำเข้าเฉพาะส่วนที่จำเป็นจริง ๆ เพื่อให้ดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) อุปโภค อุปสงค์ อุปทานมันใกล้เคียงกันอันนี้สามารถทำได้

ข้อที่ ๕ คุมต้นทางเงินเฟ้อหน่อยครับ กระทรวงพลังงานคุมหน่อยครับ ไม่ใช่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ กระทรวงพลังงานครับ วันนี้ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซ ราคาก๊าซธรรมชาติ ราคาก๊าซหุงต้มสูงกว่าที่ควรจะเป็น ผมยืนยันกำไรโรงกลั่นสูงเกินไป กำไรค่าการตลาดสูงเกินไป

ข้อที่ ๖ ส่วนต่างดอกเบี้ย ท่านอย่านึกว่าเป็นเรื่องเล่น ๆ ผู้ประกอบการนี่ กู้มาใช้ในการทำธุรกิจเท่ากับทุนที่เขาลงอย่างต่ำที่สุด ส่วนต่างดอกเบี้ยทำไมของประเทศไทย มันสูงมากครับ ๕-๖-๗ เปอร์เซ็นต์ ประเทศที่เขาแข่งขันได้รวมทั้งจีนด้วย ส่วนต่างดอกเบี้ย อยู่ที่ ๓ เปอร์เซ็นต์ เงินกู้เงินฝากนี่เป็นภาระจริง ๆ ของผู้ประกอบการ

และสุดท้ายครับ ขึ้นทะเบียนหน่อยครับ ผู้ค้าที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในห่วงโซ่ การผลิตขึ้นทะเบียนเลยครับ จะได้รู้ว่าใครเป็นใคร ใครไปเอาเปรียบใคร ก็ฝากท่านประธานด้วย ขอบพระคุณครับ