พิสิฐ แจงวิกฤติหนี้ครัวเรือน-เอสเอ็มอี หลังโควิดกระทบเศรษฐกิจหนัก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๒๐ มกราคม ๒๕๖๕

พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือสถานการณ์เศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด-19 โดยเฉพาะปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและข้อจำกัดของมาตรการทางการเงิน พร้อมเสนอให้เอสเอ็มอีแบงก์มีบทบาทมากขึ้นในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและปรับปรุงการรายงานผลการดำเนินงานให้สะท้อนบทเรียนจากวิกฤตอย่างชัดเจน

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ประเทศไทยของเรานี้ได้อยู่ในสถานการณ์ของวิกฤติโควิด (COVID) มาเป็นเวลา ร่วม ๒ ปี ซึ่งแน่นอนความเสียหายทางเศรษฐกิจนี้ก็ได้มีความพอกพูนมากขึ้น ๆ ภาครัฐเอง ก็ได้พยายามที่จะใช้เงินงบประมาณโดยมีการก่อหนี้ รายได้ที่ได้รับมาก็ตกต่ำ ปีที่ผ่านมานี้ รายได้ก็หายไปกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หนี้รัฐบาลต่อจีดีพี (GDP) เมื่อตอนสิ้นปีก็ทะลุ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) อันนี้ก็เป็นสถานการณ์ที่เราคงต้องรับว่ามันต้องมีการดูแล แก้ไขอย่างเร่งด่วน ต้องมีความพยายามในการที่จะหามาตรการดูแลภาคส่วนที่ได้รับ ผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของภาคธุรกิจนี้ ผมก็เชื่อว่านอกเหนือจาก ประชาชนที่ได้รับความลำบากมีหนี้สิน มีหนี้ครัวเรือนมากขึ้น อีกส่วนหนึ่งที่เรามองข้ามไม่ได้ ก็คือในส่วนของเอสเอ็มอี (SMEs) หรือธุรกิจรายเล็กรายน้อยต่าง ๆ ที่ทำธุรกิจกระจัด กระจายอยู่ทั่วประเทศ แล้วก็เป็นแหล่งจ้างงาน แหล่งมีอาชีพ แหล่งมีรายได้ ก็ย่อมได้รับ ผลกระทบเป็นธรรมดา กระผมเองก็คิดว่าในสถานการณ์ที่ประเทศไทยเราอยู่ในสภาพเช่นนี้ เราคงต้องมีมาตรการรองรับ ทั้งในส่วนเฉพาะหน้าแล้วก็ในส่วนที่จะเป็นการฟื้นฟูในโอกาส ต่อไปถ้าหากสถานการณ์ของโควิด (COVID) นี้มันมีการผ่านพ้นไป ต้องยอมรับครับว่า ในช่วงที่ผ่านมานี้ ใน ๒ ปีนี้ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีการออกมาตรการช่วยเหลือ เอสเอ็มอี (SMEs) โดยการมีการให้กู้ประเภทที่เรียกว่าซอฟต์โลน (Soft Loan) ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยการออกพระราชกำหนด หรือว่ามีการออกพระราชกำหนดเกี่ยวกับเรื่องของการช่วยหุ้นกู้ แต่ต้องยอมรับครับว่ามาตรการการเงินเหล่านี้ก็ไม่ได้เกิดผลสำเร็จเท่าที่ควร พูดง่าย ๆ ก็คือว่าการกู้ซอฟต์โลน (Soft Loan) ดอกเบี้ยต่ำนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ ที่จะให้กู้กับลูกค้า ปรากฏว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ตั้งไป ก็ใช้ไปเพียงประมาณ ๒๐ กว่า เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หรือส่วนที่เป็นหุ้นกู้นี้ก็เกือบจะไม่ได้ใช้เลย คือจริง ๆ ก็คือไม่ได้ใช้ อันนี้ก็อาจจะเป็นสิ่งที่เราอาจจะไม่ได้คาดว่าเป็นอย่างนั้น แต่ผลที่เกิดขึ้นก็คือว่าภาคธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) เหล่านี้ถูกทอดทิ้ง ถูกทอดทิ้งเพราะสถานการณ์ที่ปรากฏนี้มันยอมรับครับ ต้องเป็นที่ยอมรับว่ามันมีความเสี่ยง มีความแน่นอนว่าโควิด (COVID) จะจบหรือไม่จบเมื่อไร ในส่วนขององค์กรของรัฐเอง เอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) นี้ก็เป็นองค์กรหนึ่งที่ได้ตั้งขึ้นมา เป็นเวลากว่าหลายสิบปีมาแล้ว ยกฐานะเป็นลำดับ แล้วก็ในสถานการณ์ที่เกิดวิกฤติแต่ละครั้ง ผมเองก็เคยมองครับว่าหน่วยงานนี้ก็ควรจะต้องมีบทบาทให้เต็มที่ ตอนวิกฤติปี ๒๕๔๐ ตอนนั้น เอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) ยังเป็น บอย. อยู่ ยังเป็นหน่วยงานเล็ก ๆ ทุนเพียง ๕๐๐ ล้านบาท ผมเองอยู่ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังก็เคยเชิญผู้บริหารของ หน่วยงานนี้มาถามว่าเราจะช่วยเศรษฐกิจอย่างไร คำตอบจากผู้บริหารก็คือว่าเขามีทุนแค่ ๕๐๐ ล้านบาท คงจะช่วยอะไรมากไม่ได้ ผมเองก็เลย พูดง่าย ๆ ก็คือมองข้ามเขาไป แล้วก็ไม่ได้คิดอ่านว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ ในเวลานี้เรากำลัง อยู่ในวิกฤติของโควิด (COVID) ทุนของท่านนี้มีประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แน่นอน ก็มีมากกว่า ๕๐๐ ล้านบาท เมื่อตอน ๒๐ ปีที่แล้ว แต่ก็ยังมีคำถามที่ผมยังติดอยู่ในใจครับว่า ทางเอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) จะมีบทบาท มีโอกาสที่จะช่วยประเทศไทยให้มีเอสเอ็มอี (SMEs) ต่าง ๆ ที่แข็งแรงได้อย่างไร มีบทบาทที่จะช่วยคัดคานอำนาจของธนาคารพาณิชย์ได้หรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนที่ธนาคาร พาณิชย์มองข้ามไป ก็อยากจะเห็นบทบาทของเอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) ได้มีเต็มที่ ในส่วนนี้ เพราะว่ารายใหญ่เขามีความแข็งแรงพอสมควร อาจจะช่วยตัวเองได้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งพวกที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่กรณีของพวกรายเล็กรายน้อยมีหลายเซกเตอร์ (Sector) โดยเฉพาะเซกเตอร์ (Sector) ทางด้านของการท่องเที่ยวที่ประกอบการแล้วก็ เสียหายจากการที่ไม่มีลูกค้าหรือว่ารายได้ตกต่ำ เมื่อผมอ่านดูในรายงานประจำปี ที่ท่านทำรายงานมานี้ ผมเองก็มีความรู้สึกว่ายังเขียนรายงานแบบพื้น ๆ แบบที่เป็นมา ไม่ค่อยมีบทบาทหรือมีอะไรใหม่ ลองนึกภาพว่าเวลาผ่านไปสัก ๑๐-๒๐ ปี เกิดมีคนสนใจ จะมาดูว่าช่วงนั้นเอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) ทำอะไรบ้างในวิกฤติโควิด (COVID) นี้ เราก็จะไม่ค่อยได้พบอะไรในเอกสารฉบับนี้ ก็เลยอยากจะขอฝากเป็นประเด็นว่า หากท่านมีโอกาสที่จะทำรายงานในปีต่อไปนี้ ได้ช่วยโฟกัส (Focus) ดูแลเกี่ยวกับเรื่องของ การทำรายงานฉบับนี้ ว่าให้สนองตอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้อย่างไร แล้วก็ในหลายเรื่องที่ เกิดขึ้นเรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันพอสมควรในเรื่องของโควิด (COVID) จริง ๆ แล้ว รายงานฉบับนี้เป็นรายงานของปี ๒๕๖๓ นี่เราอยู่ในปี ๒๕๖๕ เผอิญก็มีตัวเลขของปี ๒๕๖๔ ที่ท่านแสดงอยู่ด้วย ตัวเลขซึ่งเป็นการคาดการณ์ แล้วก็คาดการณ์เหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น เรื่องจีดีพี (GDP) ตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมก็เห็นได้ชัดว่าไปเป็นตัวเลขที่มันล้าสมัยแล้ว เป็นตัวเลขที่พูดง่าย ๆ ก็คือดีกว่าที่เกิดขึ้นจริงค่อนข้างมาก ก็เลยเกิดคำถามว่าแล้วนโยบาย ของเอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) ท่านจะมีการปรับจากเอกสารนี้อย่างไร ผมไม่อยากจะพูด เรื่องเก่าที่มันเกิดไปแล้วในปี ๒๕๖๓ แต่อยากจะให้ท่านได้ช่วยชี้แจงครับว่าในปี ๒๕๖๕ ที่กำลังเริ่มต้นในเดือนนี้นโยบายของท่านเองในการดูแลธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดย่อม ซึ่งมีอยู่มากมายและถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของประเทศไทย ท่านจะเพิ่มบทบาทได้อย่างไร ในเรื่องเหล่านี้ ทุนของท่านมีเพียง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านปล่อยกู้ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการกู้เงินมาประมาณ ๓๐,๐๐๐ แล้วก็มีการรับฝากเงิน ๕๐,๐๐๐ ตัวเลขของท่านก็ชัวร์ (Sure) ว่าเงินรับฝากลดลง ท่านจะมีหนทางในการเพิ่มทุน หรือรับความช่วยเหลือสนับสนุนจากรัฐบาลหรือกระทรวงการคลังอย่างไร ที่จะให้บทบาท ของเอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) ได้ช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ได้อย่างแท้จริง ให้มากขึ้น ขอบพระคุณมากครับ